หลายคนมองข้าม! 3 ค่าใช้จ่ายของรถไฟฟ้า (EV) ที่อาจแพงกว่ารถน้ำมัน
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
3 ค่าใช้จ่ายที่คนใช้รถไฟฟ้า (EV) อาจต้องจ่ายแพงกว่ารถน้ำมัน รู้ไว้ก่อนตัดสินใจซื้อ
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นเรื่องค่าเชื้อเพลิงที่ประหยัดกว่ารถใช้น้ำมันอย่างเห็นได้ชัด เพราะเพียงชาร์จไฟก็สามารถเดินทางได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า แม้จะเลือกชาร์จผ่านสถานีชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) เป็นประจำ ก็ยังมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเติมน้ำมันในหลายกรณี
อย่างไรก็ตาม การใช้รถ EV ไม่ได้มีแต่ข้อดีด้านความประหยัดเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีค่าใช้จ่ายบางด้านที่อาจสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อควรนำมาพิจารณาควบคู่กันด้วย
1. ค่าเบี้ยประกันภัย ยังสูงกว่ารถน้ำมัน
แม้ปัจจุบันค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มลดลงจากช่วงแรกที่เข้ามาทำตลาด แต่หากเปรียบเทียบรถที่มีมูลค่าทุนประกันใกล้เคียงกัน รถ EV หลายรุ่นยังมีค่าเบี้ยประกันชั้น 1 สูงกว่ารถใช้น้ำมันอยู่พอสมควร
สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการซ่อม อะไหล่ และชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าแรงดันสูงที่มีราคาสูง รวมถึงจำนวนอู่และศูนย์ซ่อมที่รองรับรถ EV ยังมีน้อยกว่ารถทั่วไป ทำให้บริษัทประกันต้องประเมินความเสี่ยงในอัตราที่สูงกว่า
แม้ผู้ใช้จะสามารถเลือกทำประกันภัยประเภทอื่นเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้ แต่ก็ต้องแลกกับความคุ้มครองที่ลดลง ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
2. ค่าแบตเตอรี่ หากเกิดความเสียหายอาจมีค่าใช้จ่ายหลักแสน
แบตเตอรี่ขับเคลื่อนถือเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า และเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดของตัวรถ โดยในปัจจุบันแบตเตอรี่ของรถ EV หลายรุ่นมีมูลค่าตั้งแต่ประมาณ 400,000-600,000 บาท หรือบางรุ่นอาจสูงกว่านั้น
แม้ว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่จะรับประกันแบตเตอรี่ยาวนาน 8-10 ปี หรือบางแบรนด์รับประกันตลอดอายุการใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือกรณีเกิดอุบัติเหตุจนต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุด
ปัจจุบันการชดเชยค่าแบตเตอรี่ของบริษัทประกันจะพิจารณาตามอายุการใช้งานของแบตเตอรี่เดิม ทำให้หากรถมีอายุหลายปี เจ้าของรถอาจต้องร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน ซึ่งอาจเป็นเงินหลักแสนบาทได้
3. "เวลา" ต้นทุนที่หลายคนมองข้าม
แม้เจ้าของรถ EV ส่วนใหญ่จะติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน และสามารถเสียบชาร์จข้ามคืนได้อย่างสะดวก แต่เมื่อเดินทางไกลหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด เวลาที่ต้องใช้ในการชาร์จไฟยังคงเป็นข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการเติมน้ำมัน
การชาร์จผ่านสถานี DC Fast Charge แม้จะรวดเร็ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับกำลังชาร์จ รุ่นรถ และระดับแบตเตอรี่คงเหลือ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ควรเผื่อเวลาไว้ เช่น สถานีชาร์จเต็ม ต้องรอคิว เครื่องชาร์จขัดข้อง หรือกำลังไฟไม่เต็มตามที่คาดหวัง ซึ่งอาจส่งผลต่อแผนการเดินทางได้
อีกประเด็นหนึ่งคือ หากรถเกิดอุบัติเหตุจนต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนสำคัญ รถ EV บางแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดอาจต้องใช้เวลารออะไหล่นานกว่ารถยนต์ที่มีเครือข่ายศูนย์บริการขนาดใหญ่ ทำให้เสียโอกาสในการใช้งานรถเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ หรือบางกรณีนานหลายเดือน
รถ EV ยังน่าใช้หรือไม่?
แม้จะมีค่าใช้จ่ายบางด้านที่สูงกว่ารถน้ำมัน แต่รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนพลังงานที่ต่ำ ค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่า และการขับขี่ที่เงียบ รวมถึงอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจ
ดังนั้น การเลือกระหว่างรถ EV กับรถใช้น้ำมันจึงไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ควรพิจารณาจากรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน หากใช้งานในเมืองเป็นหลัก มีที่ชาร์จที่บ้าน และเดินทางไกลไม่บ่อย รถ EV ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
สรุป
แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มาก แต่ก็ยังมีต้นทุนบางด้านที่ผู้ใช้ควรรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเบี้ยประกันภัยที่ยังสูงกว่ารถน้ำมัน ความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายของแบตเตอรี่ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ และต้นทุนด้านเวลาจากการชาร์จไฟหรือการรออะไหล่
ก่อนตัดสินใจซื้อรถ EV จึงควรศึกษาทั้งข้อดีและข้อจำกัด รวมถึงประเมินลักษณะการใช้งานของตนเอง เพื่อเลือกรถที่ตอบโจทย์การใช้งานและคุ้มค่ามากที่สุดในระยะยาว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

