10 สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์สึกเร็วและแข็งก่อนเวลา

ยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเร่ง เบรก เลี้ยว หรือขับผ่านถนนเปียก ทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพายางทั้งสิ้น แต่หลายคนมักจะสนใจยางก็ต่อเมื่อดอกยางเริ่มหมด ยางเริ่มแข็ง หรือรถเริ่มมีอาการผิดปกติแล้ว
ความจริงแล้ว “ดอกยางหมด” และ “ยางแข็ง” ไม่ได้เกิดจากการใช้งานนานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลายปัจจัยที่เร่งให้ยางเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทั้งพฤติกรรมการขับขี่ สภาพถนน แรงดันลมยาง ไปจนถึงการดูแลรักษารถยนต์ วันนี้ Sanook Auto จะมาเผยเรื่องยางว่า สาเหตุที่ทำให้ยางดอกแข็ง ยาวดอกยางหมดเกิดจากเหตุลผอะไรได้บ้าง
ดอกยางหมดกับยางแข็ง ต่างกันอย่างไร?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ดอกยางหมด และ ยางแข็ง เป็นคนละอาการกัน แม้มักเกิดขึ้นพร้อมกันในยางที่ใช้งานมานาน
ดอกยางหมด คือความลึกของร่องดอกยางลดลงจากการเสียดสีกับพื้นถนน ทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะลดลง โดยเฉพาะเวลาฝนตกหรือถนนเปียก เพราะร่องดอกยางมีหน้าที่ช่วยรีดน้ำออกจากหน้ายาง
ส่วน ยางแข็ง คือเนื้อยางเสื่อมสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่น จากความร้อน แสงแดด อายุการใช้งาน และสารประกอบในเนื้อยางที่เปลี่ยนไปตามเวลา แม้ดอกยางจะยังเหลืออยู่ แต่ถ้ายางแข็งมากก็อาจยึดเกาะถนนได้ไม่ดีเหมือนเดิม

ตัวการที่ทำให้ยางหมด และ ดอกแข็งแบบไม่รู้ตัว
1. ขับเร็ว เบรกแรง ออกตัวกระชาก
พฤติกรรมการขับขี่เป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้ดอกยางหมดเร็ว หากขับด้วยความเร็วสูงเป็นประจำ เบรกแรงบ่อย ๆ หรือออกตัวกระชาก หน้ายางจะเกิดการเสียดสีกับพื้นถนนมากกว่าปกติ ทำให้ดอกยางสึกเร็วกว่าการขับแบบนุ่มนวล
โดยเฉพาะรถที่มีกำลังสูง หรือรถที่ใช้งานในเมืองที่ต้องเร่งและเบรกบ่อย หากขับแบบหนักเท้าตลอดเวลา ยางจะทำงานหนักขึ้นทั้งในด้านแรงเสียดทานและความร้อนสะสม
2. เติมลมยางไม่เหมาะสม
แรงดันลมยางมีผลโดยตรงต่อการสึกของดอกยาง หากเติมลมยางอ่อนเกินไป หน้ายางด้านข้างจะสัมผัสพื้นมากกว่าปกติ ทำให้ยางสึกบริเวณไหล่ยางทั้งสองข้าง และยังทำให้ยางร้อนง่ายขึ้น เสี่ยงต่อการเสียหายระหว่างขับขี่
ในทางกลับกัน หากเติมลมยางแข็งเกินไป หน้ายางตรงกลางจะรับน้ำหนักมากกว่า ทำให้ดอกยางสึกตรงกลางเร็วกว่าส่วนอื่น และอาจทำให้รถกระด้าง ยึดเกาะถนนลดลง โดยเฉพาะบนพื้นถนนเปียกหรือถนนขรุขระ
วิธีที่เหมาะสมคือควรเติมลมยางตามค่าที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำ ซึ่งมักระบุไว้บริเวณขอบประตูฝั่งคนขับ หรือในคู่มือรถ และควรตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง รวมถึงก่อนเดินทางไกล
3. ไม่สลับยางตามระยะ
ยางแต่ละตำแหน่งสึกไม่เท่ากัน เพราะยางหน้าและยางหลังรับภาระต่างกัน เช่น รถขับเคลื่อนล้อหน้า ยางหน้ามักสึกเร็วกว่า เพราะต้องรับทั้งแรงขับเคลื่อน แรงเลี้ยว และแรงเบรก หากไม่สลับยางตามระยะ ดอกยางบางเส้นอาจหมดเร็วกว่าที่ควร ทำให้ต้องเปลี่ยนยางก่อนเวลา หรือเกิดอาการรถสั่น เสียงยางดัง และการยึดเกาะไม่สมดุล
โดยทั่วไปควรสลับยางทุกประมาณ 10,000 กิโลเมตร หรือเร็วกว่านั้นหากใช้งานหนัก เพื่อให้ยางทั้ง 4 เส้นสึกใกล้เคียงกันและยืดอายุการใช้งานได้ดีขึ้น
4. ศูนย์ล้อไม่ตรง
ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนยางจะต้องตั้งศูนย์ใหม่เพราะ หากศูนย์ล้อผิดเพี้ยน ยางจะไม่ได้สัมผัสพื้นถนนในมุมที่ถูกต้อง ทำให้ดอกยางสึกผิดปกติ เช่น สึกด้านในมากกว่าด้านนอก หรือสึกเป็นบั้ง ๆ
อาการที่สังเกตได้คือ รถดึงซ้ายหรือขวาเมื่อปล่อยพวงมาลัย พวงมาลัยเอียงขณะขับทางตรง หรือดอกยางสึกไม่เท่ากัน หากปล่อยไว้นานไม่เพียงแต่ทำให้ยางหมดเร็ว แต่ยังส่งผลต่อการควบคุมรถและความปลอดภัยด้วย
5. ช่วงล่างหรือโช้คอัพเสื่อม
โช้คอัพและระบบช่วงล่างมีหน้าที่ช่วยให้ยางสัมผัสพื้นถนนอย่างมั่นคง หากโช้คอัพเสื่อม ยางอาจกระเด้งหรือกดลงพื้นไม่สม่ำเสมอ ทำให้ดอกยางสึกเป็นคลื่น หรือเกิดอาการยางเป็นบั้ง
นอกจากนี้ช่วงล่างที่หลวม ลูกหมากเสื่อม หรือบูชต่าง ๆ เสื่อมสภาพ ก็ทำให้มุมล้อเปลี่ยนและเกิดการสึกผิดปกติได้เช่นกัน หากเปลี่ยนยางใหม่แต่ไม่แก้ปัญหาช่วงล่าง ยางชุดใหม่ก็มีโอกาสสึกผิดรูปเร็วเหมือนเดิม
6. ขับบนถนนร้อนหรือถนนขรุขระบ่อย
สภาพถนนมีผลต่ออายุยางมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน พื้นถนนแอสฟัลต์สามารถสะสมความร้อนได้สูงมาก เมื่อยางสัมผัสกับพื้นถนนร้อนเป็นประจำ เนื้อยางจะเสื่อมเร็วขึ้นและมีโอกาสแข็งตัวเร็วกว่าในสภาพอากาศเย็น
ส่วนถนนขรุขระ หลุมบ่อ หรือถนนที่มีเศษหินคม ก็ทำให้ดอกยางสึกเร็วกว่าปกติ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อแก้มยางบวม ยางฉีก หรือโครงสร้างยางเสียหายภายใน
7. จอดรถตากแดดนาน ๆ
แสงแดดและรังสี UV เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้เนื้อยางเสื่อมและแข็งเร็วขึ้น โดยเฉพาะรถที่จอดกลางแจ้งเป็นประจำ หรือจอดทิ้งไว้นานโดยไม่ขยับใช้งาน
ยางที่โดนแดดจัดต่อเนื่องอาจเริ่มมีรอยแตกลายงาบริเวณแก้มยางหรือร่องดอกยาง แม้ดอกยางยังดูเหลือเยอะ แต่เนื้อยางอาจเสื่อมสภาพจนไม่เหมาะกับการใช้งานแล้ว
8. รถจอดนาน ไม่ค่อยได้ใช้งาน
หลายคนเข้าใจว่ารถที่ใช้น้อย ยางจะเสื่อมช้า แต่ความจริงยางรถยนต์เสื่อมตามเวลาได้ แม้ไม่ได้ใช้งานก็ตาม เพราะเนื้อยางมีการเปลี่ยนสภาพตามอายุ
รถที่จอดนิ่งนาน ๆ ยังมีโอกาสเกิดอาการยางเสียรูป หรือ Flat Spot จากน้ำหนักรถที่กดลงตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน เมื่อกลับมาใช้งานอาจรู้สึกว่ารถสั่น หรือยางมีเสียงผิดปกติ และถ้าไม่ดูอาจจะมีการแตกลายงาของดอกยางจนอาจจะทำให้ไม่พร้อมใช้งานส่งผลให้ยางรั่ว หรือบางทีอาจจะเสื่อมสภาพ
9. บรรทุกหนักเกินไป
การบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่รถหรือยางรองรับได้ ทำให้ยางรับภาระมากขึ้น เกิดความร้อนสะสมสูง และสึกเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะรถกระบะ รถครอบครัว หรือรถที่ใช้ขนของเป็นประจำ
หากจำเป็นต้องบรรทุกหนัก ควรตรวจสอบค่าลมยางที่เหมาะสมสำหรับการบรรทุก และไม่ควรใช้น้ำหนักเกินพิกัดที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนด เพราะนอกจากทำให้ยางเสื่อมเร็ว ยังส่งผลต่อระบบเบรก ช่วงล่าง และการควบคุมรถ
10. ใช้น้ำยาเคลือบยางผิดประเภท
แม้ว่าการเลือกน้ำยาเคลือบยางบางชนิดอาจทำให้แก้มยางดูดำเงาสวยในระยะสั้น แต่หากมีส่วนผสมที่ไม่เหมาะสม หรือใช้บ่อยเกินไป อาจเร่งให้เนื้อยางแห้ง แข็ง หรือแตกลายงาได้
ควรเลือกใช้น้ำยาเคลือบยางที่เหมาะกับยางรถยนต์จริง ๆ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์รุนแรง รวมถึงไม่ควรทาเคลือบลงบนหน้ายาง เพราะอาจทำให้การยึดเกาะถนนลดลงและเสี่ยงลื่นได้
จะรู้ได้อย่างไรว่ายางเริ่มหมดหรือแข็งแล้ว?
เจ้าของรถสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้จากหลายจุด เช่น
- ดอกยางตื้นจนใกล้ถึงสะพานยาง
- ร่องดอกยางเหลือน้อย หรือสึกไม่เท่ากัน
- แก้มยางหรือร่องดอกยางมีรอยแตกลายงา
- เนื้อยางดูแห้ง แข็ง หรือเปลี่ยนสี
- รถเบรกยาวขึ้น โดยเฉพาะถนนเปียก
- เข้าโค้งแล้วรู้สึกลื่นหรือไม่มั่นใจ
- มีเสียงยางดังผิดปกติขณะขับ
- รถสั่น แม้ถ่วงล้อแล้ว
หากพบอาการเหล่านี้ ควรนำรถเข้าตรวจสอบทันที เพราะยางเป็นชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง ไม่ควรรอให้ดอกยางหมดจนเห็นชัดหรือเกิดอาการลื่นก่อนค่อยเปลี่ยน
ยางรถยนต์ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?
โดยทั่วไปควรพิจารณาเปลี่ยนยางเมื่อดอกยางเหลือน้อยจนใกล้ถึงสะพานยาง หรือเมื่อยางมีอายุใช้งานประมาณ 4 - 5 ปี นับจากวันที่ผลิต แม้ดอกยางยังเหลืออยู่ก็ตาม โดยเฉพาะรถที่ใช้งานในสภาพอากาศร้อน หรือจอดตากแดดเป็นประจำ สำหรับรถที่ใช้งานหนัก ขับทางไกลบ่อย บรรทุกหนัก หรือขับบนถนนขรุขระเป็นประจำ อาจต้องตรวจเช็กและเปลี่ยนเร็วกว่าปกติ

วิธียืดอายุยางให้ใช้งานได้นานขึ้น
- ตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
- สลับยางตามระยะประมาณทุก 10,000 กิโลเมตร
- ตั้งศูนย์และถ่วงล้อเมื่อพบอาการผิดปกติ
- หลีกเลี่ยงการออกตัวแรง เบรกแรง และเข้าโค้งเร็วเกินไป
- หลีกเลี่ยงการบรรทุกเกินพิกัด
- จอดรถในที่ร่มเมื่อทำได้
- ตรวจรอยแตกร้าว แก้มยางบวม หรือดอกยางสึกผิดปกติเป็นประจำ
- เลือกใช้ยางให้เหมาะกับประเภทรถและลักษณะการขับขี่
อย่าปล่อยให้ปัญหาของดอกยางหมดและยางแข็งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อใช้งานรถไปนาน ๆ แต่หลายปัจจัยสามารถเร่งให้ยางเสื่อมเร็วกว่าปกติได้ ไม่ว่าจะเป็นการขับเร็ว เบรกแรง เติมลมยางผิด ศูนย์ล้อไม่ตรง ช่วงล่างเสื่อม จอดตากแดด หรือบรรทุกหนักเกินไป
ดังนั้นการดูแลยางจึงไม่ใช่แค่การรอให้ถึงเวลาเปลี่ยน แต่ต้องตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ เพราะยางที่ยังมีดอกเหลือ ไม่ได้แปลว่ายังปลอดภัยเสมอไป หากเนื้อยางแข็ง แตกลายงา หรือยึดเกาะถนนได้น้อยลง ก็ควรเปลี่ยนทันทีเพื่อความปลอดภัย ของตัวคุณเอง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



