
จอดแช่ระวังโดน EV Station PluZ ปรับค่าจอดแช่ สูงสุด 10 บาทต่อนาที
ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จกับ EV Station PluZ ต้องรู้ไว้ เพราะล่าสุดมีการประกาศมาตรการใหม่เกี่ยวกับ ค่าปรับกรณีชาร์จเสร็จแล้วไม่ถอดหัวชาร์จและไม่นำรถออกจากช่องจอด หรือที่หลายคนเรียกว่า “จอดแช่หลังชาร์จเสร็จ” มาตรการนี้ออกมาเพื่อช่วยเพิ่มการหมุนเวียนการใช้งานหัวชาร์จ ลดปัญหาผู้ใช้รายอื่นต้องรอคิว และทำให้การใช้งานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีความเป็นระเบียบมากขึ้น โดยจะมีผลกับทั้งหัวชาร์จ AC และ DC ในทุกสถานีของ EV Station PluZ
เช็กค่าปรับได้ผ่านแอป EV Station PluZ
EV Station PluZ ระบุว่า ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบค่าปรับได้ผ่านแอปพลิเคชัน EV Station PluZ และจะมี Notification แจ้งเตือนเมื่อมีค่าปรับเกิดขึ้น
ดังนั้นผู้ใช้รถ EV ที่ชาร์จผ่านแอปนี้ ควรเปิดการแจ้งเตือนไว้เสมอ เพื่อไม่ให้พลาดการแจ้งเตือนเมื่อชาร์จเสร็จ หรือเมื่อระบบเริ่มคิดค่าปรับ

ระบบจะเริ่มคิดค่าปรับเมื่อไหร่?
เงื่อนไขสำคัญคือ หากการชาร์จสิ้นสุดลงแล้ว ผู้ใช้งานต้องถอดหัวชาร์จและนำรถออกจากช่องจอดภายใน 3 นาที
หากไม่ถอดหัวชาร์จและไม่นำรถออกภายในเวลาที่กำหนด ระบบจะเริ่มคิดค่าปรับ โดยคิดกับทุกสถานี ทุกหัวชาร์จ ทั้ง AC และ DC
- ชาร์จเสร็จแล้ว มีเวลาผ่อนผัน 3 นาที
- หากเกิน 3 นาที ระบบเริ่มคิดค่าปรับ
- คิดค่าปรับทั้งหัวชาร์จ AC และ DC
- มี Notification แจ้งเตือนผ่านแอป
อัตราค่าปรับ EV Station PluZ
อัตราค่าปรับจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นช่วงเปิดระบบ ก่อนปรับเป็นอัตราปกติในเดือนถัดไป
| ช่วงเวลา | อัตราค่าปรับ |
|---|---|
| 9 มิถุนายน - 30 มิถุนายน 2569 | 1 บาทต่อนาที |
| ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป | 10 บาทต่อนาที |
นั่นหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป หากชาร์จเสร็จแล้วจอดแช่นาน ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว เช่น จอดแช่ 10 นาที เท่ากับ 100 บาท หรือ 1 ชั่วโมง เท่ากับ 600 บาท

ระบบชำระค่าปรับอย่างไร?
สำหรับการชำระค่าปรับ EV Station PluZ ระบุว่า ระบบจะเรียกเก็บผ่านช่องทางชำระเงินที่ผูกไว้กับบัญชีผู้ใช้งาน
การเรียกเก็บจะเกิดขึ้นในเวลา 14.00 น. ของวันถัดไป และจะแยกจากรายการค่าชาร์จตามปกติ เพื่อให้ผู้ใช้ตรวจสอบได้ชัดเจน
- เรียกเก็บผ่านช่องทางชำระเงินที่ผูกกับบัญชี
- ตัดยอดเวลา 14.00 น. ของวันถัดไป
- แยกรายการค่าปรับออกจากค่าชาร์จ
- สามารถตรวจสอบผ่านแอป EV Station PluZ ได้
โดยสาเหตุที่ต้องมีการคิดค่าปรับปัญหาที่ผู้ใช้รถ EV มักพบคือ เมื่อไปถึงสถานีชาร์จแล้วหัวชาร์จไม่ว่าง แต่รถที่เสียบอยู่กลับชาร์จเสร็จแล้วและยังไม่ถูกย้ายออกจากช่องจอด
พฤติกรรมนี้ทำให้ผู้ใช้รายอื่นเสียเวลา รอคิวนานขึ้น และทำให้หัวชาร์จถูกใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ การคิดค่าปรับจึงเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมานำรถออกทันทีหลังชาร์จเสร็จ โดยเทียบตัวอย่างให้เห็นภาพดังนี้
| เวลาจอดแช่หลังเริ่มคิดค่าปรับ | ค่าปรับโดยประมาณ |
|---|---|
| 10 นาที | 100 บาท |
| 30 นาที | 300 บาท |
| 1 ชั่วโมง | 600 บาท |
| 2 ชั่วโมง | 1,200 บาท |
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าชาร์จตามปกติ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่เสียบชาร์จแล้วเดินไปทำธุระ รับประทานอาหาร หรือเข้าห้างเป็นเวลานาน
ผู้ใช้รถ EV ควรทำอย่างไร?
เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ผู้ใช้รถ EV ควรวางแผนก่อนเสียบชาร์จ และตรวจสอบเวลาชาร์จผ่านแอปอย่างสม่ำเสมอ
- เปิด Notification ของแอป EV Station PluZ
- ตั้งนาฬิกาปลุกตามเวลาชาร์จโดยประมาณ
- ตรวจสอบสถานะการชาร์จผ่านแอปเป็นระยะ
- กลับมาถอดหัวชาร์จทันทีเมื่อชาร์จเสร็จ
- นำรถออกจากช่องชาร์จภายใน 3 นาทีหลังชาร์จสิ้นสุด
- หลีกเลี่ยงการเสียบชาร์จแล้วปล่อยรถทิ้งไว้นาน
มาตรการนี้สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องมีระเบียบการใช้งานมากขึ้น เพราะจำนวนรถ EV เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หัวชาร์จในบางพื้นที่ยังมีจำนวนจำกัด ค่าปรับจอดแช่อาจดูเป็นภาระสำหรับผู้ใช้บางคน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ช่วยให้ผู้ใช้รายอื่นมีโอกาสเข้าถึงหัวชาร์จได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดินทางไกล วันหยุด หรือสถานีที่มีคิวหนาแน่น
สำหรับผู้ใช้ EV สิ่งสำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่แค่หาสถานีชาร์จให้เจอ แต่ต้องบริหารเวลาให้ดี และเคลื่อนย้ายรถออกทันทีเมื่อชาร์จเสร็จ เพื่อไม่ให้กระทบคนอื่นและไม่ต้องเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น ดังนั้นแล้วชาร์จไฟเสร็จควรดึงออกจะเป็นการดีที่สุด จะได้ไม่เป็นปัญหากับคนอื่นเช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :Facebook EV Station PluZ