รีวิว Honda Accord 2019 ใหม่ สัมผัสแรกก่อนเปิดตัวเปิดตัวจริงในไทย

รีวิว Honda Accord 2019 ใหม่ สัมผัสแรกก่อนเปิดตัวเปิดตัวจริงในไทย

     Honda Accord 2019 ใหม่ กำลังจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยในเดือนมีนาคม 2562 ที่จะถึงนี้ เราลองไปดูรีวิวแรกกันว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นบ้าง

103

     เป็นโอกาสอันดีที่ Sanook! Auto ได้รับเกียรติเชิญจาก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมสัมผัสและทดลองขับ Honda Accord 2019 ใหม่ก่อนใครไกลถึงเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ของแอคคอร์ดที่น่าตื่นเต้นพอกับครั้งเมื่อเปิดตัว Honda Civic เจเนอเรชั่นที่ 10 เลยทีเดียว

     ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Honda Accord 2019 ที่เราได้ทดลองขับ รวมถึงภาพตัวรถทั้งหมดที่ปรากฏในบทความนี้ ล้วนแต่เป็นสเป็คอเมริกาเหนือทั้งสิ้น จึงไม่อาจนำมาอ้างอิงกับเวอร์ชั่นไทยที่กำลังจะเปิดตัวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างไร ในด้านการออกแบบตัวรถภายนอก-ภายใน ก็แทบจะไม่ต่างไปจากนี้แล้ว นอกเหนือจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

122

     ในเบื้องต้น Honda Accord 2019 เวอร์ชั่นไทยจะถูกติดตั้งเครื่องยนต์ให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่

     - เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Di VTEC Turbo ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้สมรรถนะเพิ่มขึ้นจากเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรเดิม ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ รองรับเชื้อเพลิงทางเลือก E85 ได้

     - เครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 ลิตร i-MMD (Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive) เจเนอเรชั่นใหม่ ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ Atkinson-cycle DOHC i-VTEC ความจุ 2.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อมแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน

111

     ดีไซน์ภายนอกของ Accord เจเนอเรชั่นที่ 10 ถูกออกแบบชนิดที่เรียกได้ว่าพลิกโฉมไปจากรุ่นก่อนๆ อย่างชัดเจน ด้วยการเน้นภาพลักษณ์ความสปอร์ตมากขึ้น เช่น การออกแบบหลังคาให้เตี้ยลง แต่เพิ่มความกว้างตัวถังเข้าไป ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบเดียวกับ Civic โฉมปัจจุบัน รวมถึงเพิ่มกระจกโอเปร่าบริเวณเสาหลังเป็นครั้งแรก ทำให้ดีไซน์เนอร์สามารถออกแบบหลังคาให้ดูยาวและลาดเทไปทางกระโปรงหลัง ช่วยเพิ่มสปอร์ตและความหรูหราไปในตัวอีกด้วย

110

     ดีไซน์ด้านหน้าของ Accord 2019 มีเส้นสายใกล้เคียงกับ Civic เช่นกัน แต่ให้ภาพลักษณ์ที่ดูภูมิฐาน และมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ดีไซน์ด้านหลังโดดเด่นด้วยไฟท้ายแบบ LED ที่ออกแบบให้เป็นรูปทรงตัว C ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัย ส่วนใครจะบอกว่าสวยหรือไม่สวยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่โดยรวมแล้วมันดูดีทีเดียวล่ะ

     นอกจากนี้ ฮอนด้ายังได้นำเอาเทคโนโลยีการประกอบหลังคาเข้ากับตัวถังรถที่เรียกว่า Laser Blaze มาใช้เป็นครั้งแรก ทำให้ร่องรอยต่อระหว่างหลังคารถและตัวถัง (ที่ปกติมักจะถูกครอบด้วยแถบพลาสติกสีดำ) มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้น แม้ว่าเอาเข้าจริงๆ หลายคนคงมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปก็ตามที

104

     ภายในห้องโดยสารของ Honda Accord 2019 ใหม่ ยังคงความกว้างขวางของห้องโดยสารได้ดีมาก ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย ถึงแม้จะไม่ใหญ่โตด้วยเฮดรูมโล่งๆ เหมือนกับ Accord G8 ที่วางจำหน่ายช่วงปี 2008-2013 แต่ก็เพียงพอที่จะบรรทุกผู้โดยสารผู้ใหญ่เต็มคัน 5 ที่นั่งได้แบบไม่อึดอัด

108

     ในตำแหน่งพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง แม้ว่าแนวหลังคาจะถูกออกแบบให้ดูลาดเทไปทางด้านหลัง แต่ผู้เขียนที่มีความสูง 173 เซนติเมตร ก็ยังมีเฮดรูมเหลือมากพอที่จะนั่งโดยสารได้อย่างสบายตลอดการเดินทาง 

107

     การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่าย ใช้งานสะดวกตามสไตล์ฮอนด้า โดยเวอร์ชั่นที่จะจำหน่ายในบ้านเราถูกติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว Advanced Touch สามารถรองรับ Apple CarPlay และระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI ได้ อีกทั้งยังเพิ่มหน้าจอ Head-up Display สำหรับแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้าเป็นครั้งแรกอีกด้วย

     ตัวหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ถูกเพิ่มปุ่มช็อตคัตที่ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น เพราะการพึ่งพาหน้าจอสัมผัสเพียงอย่างเดียวอาจทำให้สมาธิในการขับขี่เสียไป 

102

     ในเวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ รุ่น 1.5 Turbo จะมาพร้อมคันเกียร์ลากตรงแบบรถทั่วไป ขณะที่เวอร์ชั่นไฮบริดจะเปลี่ยนไปใช้เกียร์แบบปุ่มกดเช่นเดียวกับ CR-V รุ่นปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าบ้านเราก็ไม่น่าแตกต่างไปจากนี้

106

     ด้านระบบความปลอดภัยเบื้องต้นที่จะถูกติดตั้งในเวอร์ชั่นไทย มาพร้อมระบบ Honda SENSING ที่ประกอบด้วย 5 ฟังก์ชั่น ได้แก่

  •  ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam)

     นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ นอกเหนือจาก 5 ฟังก์ชั่นที่กล่าวมา ประกอบด้วย

     ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi View Camera System) ที่สามารถแสดงภาพได้ 6 มุมมองจากกล้องรอบคันทั้งหมด 4 ตัว, ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) ซึ่งผู้ขับขี่ยังคงควบคุมเกียร์, คันเร่ง และเบรกด้วยตัวเอง แต่เพิ่มฟีเจอร์เบรกอัตโนมัติในกรณีใกล้ชนรถคันข้างๆ และ ระบบเตือนเมื่อรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor)

124

     ย้ำว่าทั้งหมดที่กล่าวไปเบื้องต้นนี้คือสเป็คจริงที่จะมาใน ฮอนด้า แอคคอร์ด 2019 เวอร์ชั่นไทยนะครับ

100

     นอกจากนี้ เรายังได้มีโอกาสทดสอบขับเป็นระยะทางสั้นๆ บนถนนในกรุงลอสแอนเจลิสแห่งนี้ แต่ผมก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างสั้น บวกกับการจำกัดความเร็วอันเข้มงวดของอเมริกา ทำให้เราสัมผัสรถคันนี้ได้พอหอมปากหอมคอเท่านั้น เพราะความเร็วสูงสุดตามกฎหมายบนเส้นทางที่ฮอนด้าจัดเตรียมไว้ให้ ขับได้เต็มที่เพียง 45 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 72 กม./ชม. เท่านั้นเอง

115

     เริ่มต้นผมมีโอกาสทดลองรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบก่อน ซึ่งอัตราเร่งของเครื่องยนต์บล็อกนี้ก็เป็นไปตามคาดหมาย เพราะต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มากขึ้นกว่ารุ่น Civic ทำให้บุคลิกในจังหวะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งของ Accord 1.5 Turbo เป็นไปอย่างสุขุมนุ่มนวลมากกกว่า แต่เมื่อเทอร์โบบูสต์เข้ามาทำงานอย่างเต็มที่ ก็สามารถดึงตัวรถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว กระฉับกระเฉง จนแทบลืมไปเลยว่ากำลังขับรถที่มีความจุเครื่องยนต์เพียง 1.5 ลิตร

     ดังนั้น หากใครเป็นห่วงว่าเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบความจุเพียง 1.5 ลิตร จะเพียงพอต่อการใช้งานจริงหรือไม่ บอกได้คำเดียวเลยครับว่า “เหลือๆ” เพราะมันตอบสนองได้ดีกว่าเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเดิมแน่ๆ และเทียบกันจริงๆ อาจจะดีกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรเดิมด้วยซ้ำไป (ซึ่งในทางทฤษฏีควรจะดีกว่าอยู่แล้ว ด้วยตัวเลขสมรรถนะที่ฮอนด้าระบุว่าสูงขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร)

116

     ส่วนช่วงล่างของรุ่น 1.5 Turbo ถูกเซ็ตมากค่อนข้างสปอร์ต มีความแข็งให้เห็นชัดเจน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะล้อขนาด 19 นิ้ว ที่หุ้มด้วยยางขนาด 235/40 จึงทำให้แรงสะเทือนเข้ามาในห้องโดยสารค่อนข้างชัดเจน แต่สำหรับสเป็คบ้านเราคงต้องรอจัดทดสอบชุดใหญ่กันอีกครั้ง ว่าจะเซ็ตมาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

116_1

     จากนั้นได้มีโอกาสสลับไปขับรุ่น Hybrid ดูบ้าง ซึ่งผมสังเกตได้ทันทีเลยว่า แรงดึงในจังหวะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งกลับทำได้ดีกว่ารุ่นเทอร์โบ ซึ่งเป็นเพราะแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีให้เค้นทันทีที่เหยียบคันเร่ง ทำให้รู้สึกถึงพละกำลังที่ดีกว่า แต่ถึงอย่างไร ในจังหวะไต่ความเร็วก็ยังคงให้แรงดึงใกล้เคียงกับรุ่นเทอร์โบ ไม่หนีกันมากมายนัก

     แต่จุดสำคัญของรุ่นไฮบริด คือ ความนุ่มนวลของรอยต่อในการสลับไปมาระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด จนแทบไม่รู้สึกเลยว่าเครื่องยนต์เริ่มเข้ามาทำงานตอนไหน และตัดไปเมื่อไหร่ ขณะที่แป้นเบรกก็ให้ความ Linear แทบไม่ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์เบนซินเลย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้รุ่นไฮบริดกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่เน้นความประหยัด และชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกเหนือจากเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร

131

     ขณะที่ช่วงล่างของรุ่น Hybrid ให้ความนุ่มนวลกว่ารุ่น 1.5 Turbo อย่างชัดเจน การดูดซับแรงสะเทือนทำได้ดี สามารถโดยสารได้อย่างสบาย ไม่มีอาการตึงตังให้เห็น ซึ่งขณะนี้เราไม่มีข้อมูลว่าทั้งสองรุ่นมีการเซ็ตช่วงล่างแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ รุ่นไฮบริดมาพร้อมล้อขนาด 17 นิ้ว และยางขนาด 225/50 ที่ให้ความนิ่มกว่าล้อ 19 นิ้ว ของรุ่นเทอร์โบอยู่แล้ว

     แต่ก็อีกแหละครับ คงต้องมาดูกันอีกทีว่า Accord เวอร์ชั่นไทยจะมีการปรับช่วงล่างต่างไปจากนี้หรือไม่อย่างไร

104_1

     อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนสนใจ ก็คือ ราคาจำหน่าย Honda Accord 2019 ใหม่ เพราะถูกติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร มาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ประเด็นนี้ คุณณัฏฐ์ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด และการวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ราคาจำหน่ายของแอคคอร์ด 2019 ใหม่ จะยังคงอยู่ในช่วงราคาใกล้เคียงกับโฉมปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการปรับลดรุ่นย่อยลงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตลาดก็ตาม ดังนั้น ใครที่กำลังรออยู่คงพอใจชื้นขึ้นได้บ้าง

110_1

     และนี่คือทั้งหมดที่เราได้ทดสอบ All-new Honda Accord 2019 ใหม่ เวอร์ชั่นอเมริกา ก่อนจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราภายในเดือนมีนาคม 2562 ที่จะถึงนี้

     เตรียมอดใจรอไว้ได้เลย!

 

ติดตามSanook! Auto