ล้วงเคล็ด (ไม่) ลับแต่งตัวสวยให้ดู ‘แพง’ กับ Image Coach ‘วีณา ทองแถม’

ล้วงเคล็ด (ไม่) ลับแต่งตัวสวยให้ดู ‘แพง’ กับ Image Coach ‘วีณา ทองแถม’
ChicMinistry

สนับสนุนเนื้อหา

“เปิดตู้เสื้อผ้าออกมา แต่ไม่รู้จะใส่อะไรดี”
ประโยครำพันสุดฮิตของสาวๆ ที่เกิดขึ้นในทุกเช้า ทว่ามันดูขัดกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเหลือเกิน เพราะเจ้าเสื้อผ้าตัวสวยที่เบียดเสียดอยู่ในตู้นั้นมากเกินกว่าจะเลือกมาใช้ได้ถูกต่างหากล่ะ แล้วจะหาว่าไม่รู้จะใส่อะไรได้อย่างไร? เฮ้อออ…คิดแล้วกลุ้ม! และหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่จะมาปลดล็อคเรื่องการแต่งตัวให้ดูดีที่ ChicMinistry อยากแนะนำให้คุณรู้จัก คือ ‘โค้ชวีณา ทองแถม’ โค้ชด้านการแต่งกายและบุคลิกภาพอันดับหนึ่งของประเทศไทย และเป็นเจ้าของผลงานหนังสือ “แต่งให้รวย สวยให้เป็น”มาติดตามบทสัมภาษณ์ที่เปรียบเสมือนกระจกเงาให้คุณได้รู้จักตัวเองมากขึ้นไปพร้อมๆกันค่ะ

“Look good outside ,feel great inside”
จุดเริ่มต้นของโค้ชวีณาในการเดินอยู่บนถนนสายนี้เริ่มจากที่โค้ชอยากเกษียณตัวเองออกจากงานเดิม บวกกับเป็นคนที่ชอบแต่งตัวมาก เลยผนวกความต้องการทั้งสองสิ่งเข้าไว้ด้วยกันกระทั่งคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ Image Consultant แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาในการศึกษามากและใช้เงินทุนสูงมากจึงหันเหไปศึกษาด้าน Style Coach แทน…

“พี่ชอบสโลแกนของเขา และใช้เวลาตัดสินใจอาทิตย์เดียวไปเรียน เขาบอกว่า ‘Look good outside ,feel great inside’ ซึ่งเป็นความเชื่อของตัวเองด้วยว่าเวลาที่เราจะแต่งตัวดูดีได้ คุณต้องมีความสุข และนั่นก็เป็น Licenseใบแรกที่ได้ Certificate มาจากสิงคโปร์ แต่ออกโดย Style Coach จากประเทศอังกฤษค่ะ ”

โค้ชบอกกับเราว่าเส้นทางบนถนนสายนี้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา จึงทำให้โค้ชขวนขวายและไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้จึงเดินทางไปเรียนอีกหนึ่งหลักสูตรเพิ่มเติม

“เมื่อกลางปีที่แล้วก็ไปเรียนเพิ่มเติมมาอีกหนึ่งหลักสูตรค่ะกับผู้ที่เป็นมาสเตอร์ 1 ใน 10 ของโลกอย่างคุณคาร่า มาร์ทิสต์ ซึ่งทำให้เห็นว่าบุคลิกภาพ สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ และทำให้รู้สึกว่า นี่แหละคือจุดที่เราอยากจะยืน”

โค้ชพูดกับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและเปี่ยมสุขเหลือเกินว่าการเป็น Style Coach นั้นคืออาชีพที่ช่วยเหลือคนได้ และเป็นอาชีพที่มหัศจรรย์มากจริงๆ

“Image Coach ต่างจาก Stylist ตรงที่ การโค้ชให้เข้าใจตัวตนและความคิดของคนๆนั้นก่อนจะหยิบอะไรมาใส่”

หลายคนอาจสงสัยว่าอาชีพของโค้ชวีณานั้นคือ Stylist ใช่หรือไม่ ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่ Stylist ไม่ได้เจาะเชิงลึกในส่วนของตัวตนและบุคลิกของผู้สวมใส่มากเท่ากับ Image Coach

“การทำงานของ Stylist พวกเขามีพรสวรรค์ รู้ว่าต้องหยิบจับอะไร ใส่ให้ใคร จากนั้นเขาก็ลงมือทำงาน แต่คนที่ถูกแต่งจะไม่รู้ว่า ทำไมเขาต้องใส่แบบ ใส่สี หรือทำไมต้องแต่งอะไรแบบนั้น แต่สำหรับ Image Coach จะมีการพูดคุยถึงคาแร็กเตอร์ของผู้สวมใส่ รวมถึงความคิด ความเชื่อ ก่อนแนะนำ ก่อนหยิบอะไรมาให้ใส่ ต้องเข้าใจโจทย์ว่าผู้สวมใส่ต้องการอะไร ต้องไปเจอสถานการณ์อะไร ฝันของเขาคืออะไร เขามีจุดยืนไหม พอเราพาเขาไปเทรนนิ่งการช้อปปิ้ง จะเห็นได้เลยว่าทุกชิ้นที่ซื้อจะมีเหตุและผลของมัน ”

“อยากเปลี่ยนตัวเองต้องเริ่มจากตัวเอง เข้าใจตัวเอง และดึงจุดเด่นของตัวเองออกมา”

การแต่งตัวในปัจจุบันเรามักจะแต่งตามเพื่อนและตามแฟชั่น ซึ่งอาจผกผันกับตัวตนที่เราเป็นอยู่ จึงทำให้ความสวยงามของตัวเองถูกลดทอนลงไป และในมุมมองสำคัญของโค้ชคือ ทำยังไงให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น

“ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจรูปร่าง เข้าใจสไตล์และความชอบว่าตัวเองสนใจเรื่องอะไร แล้วถึงจะเรียนรู้เรื่องของความเป็นสากล หรือเรื่องแฟชั่น จากนั้นค่อยเอาทั้งสองส่วนมาผสานกัน แล้วจะได้เป็นคนที่ใช่ในทุกโอกาส”

และอีกสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการเข้าใจตัวเองและรูปร่างของตัวเองแล้ว คือการไม่โฟกัสตัวเองในจุดด้อย

“จริงๆ การแต่งตัว เราต้องไม่ไปโฟกัสจุดด้อย แต่เราเน้นจุดเด่น ในแง่ของการสร้างบาลานซ์ 
ซึ่งศาสตร์นี้ไม่ใช่ศาสตร์ที่ต้องจำ แต่ต้องใช้ความเข้าใจ 
เมื่อเราเน้นจุดเด่นแล้วจุดเด่นเด่นขึ้นมา จุดด้อยก็จะถูกทอนค่าลงไปเอง และหลักการนี้สามารถใช้ได้กับการแต่งตัวทุกรูปแบบ”

“เมื่อหยิบชุดนั้นออกมาแล้ว คุณต้องตอบให้ได้ว่าทำไมถึงหยิบชุดนั้นมา”

สิ่งสำคัญของการแต่งตัวที่โค้ชบอกกับเราคือ ‘โอกาส’และชุดนั้นต้องตอบโจทย์ของเราให้ได้ว่าเราอยากให้คนอื่นรับรู้ตัวเราในฐานะอะไร

“โอกาสเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เมื่อเราหยิบเสื้อผ้าขึ้นมา คำถามคือเราคิดอะไรกับมัน ก่อนจะหยิบเสื้อผ้ามาใส่ทุกครั้งเราต้องคิด เพราะมันจำเป็นต้องสร้างสตอรี่ของมัน หรือแม้กระทั่งโอกาสในการทำงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เราจะเบลนมันยังไง ซึ่งเทคนิคของการเบลนจะความสนุกมากในเรื่องของการแต่งตัว ในทุกๆวันที่เราแต่งตัวจะไม่เหมือนเดิมเลย ซึ่งการแต่งตัวตามโอกาสจะทำให้คนอื่นรับรู้ว่าเราเป็นใคร สมมติวันนี้คุณอยู่ในตำแหน่ง Specialist แต่คุณอยากเป็น Manager คุณก็แต่งตัวเป็น Manager ซ่ะตั้งแต่วันนี้ได้เลย หากคุณบอกว่าคุณเป็นแค่พนักงานธรรมดาก็แต่งธรรมดา แล้วแต่งตัวธรรมดาๆ มันก็จะกลืนไปกับคน ความโดดเด่นก็จะไม่มี เพราะการที่เราหรือ องค์กรจะเลือกใครสักคนเข้าทำงานก็ต้องเลือกจากความโดดเด่นใช่ไหมคะ”

“การที่เราแต่งตัวดูแพง ทำให้เราดูน่าเลือก”
คำว่า ‘แพง’ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อเสื้อผ้าหรือแอ็คเซสเซอรี่ที่เป็นแบรนด์เนมเสมอไป แต่ ‘แพง’ อยู่ภายใต้คำจำกัดความที่ว่า การทำให้ไม้แขวน ใส่ชุดแล้วออกมาดูดีต่างหาก

“ถึงแม้ว่าจะซื้อชุดมาในราคา 600 บาท แต่ถ้าไม้แขวนเข้าใจการมิกซ์แอนด์แมตช์ก็จะทำให้ชุดนั้นดูแพงขึ้น สมมติซื้อกระโปรงBurberry โทนสีอ่อนมาตัวหนึ่ง แต่เราเป็นคนสะโพกใหญ่ พอใส่ก็จะยิ่งดูใหญ่ ถามว่าแบรนด์เนมช่วยไหม มันจะช่วยถ้าเราเข้าใจมากขึ้น แต่แบรนด์เนมจะแพงมาก ถ้าเราไม่เข้าใจมัน ซื้อมาใส่แล้วไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของตัวเรา”

โค้ชวีณายังเพิ่มเติมในส่วนของ First Impression ได้อย่างน่าสนใจมากว่า
“คนเราใช้เวลาสแกนคนหนึ่งแค่ 3 วินาที เพราะฉะนั้นเราต้องเป๊ะตั้งแต่แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาไปสัมภาษณ์งาน หรือยิ่งตำแหน่งคุณสูงมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งต้องเป๊ะและเนี๊ยบขึ้นเท่านั้น เพราะเราเป็นต้นแบบให้คนอื่น ดังนั้นต้องแต่งตัวให้ดูแพง ทำให้ “ใครๆ”อยากเลือกคุณ ซึ่งการที่คนจะถูกเลือกขึ้นมา หัวใจสำคัญอยู่ที่คาแร็กเตอร์ที่พรีเซ้นต์ออกมา โดยที่ยังไม่ต้องพูดอะไรเลย”

“อยากดูแพงต้องแต่งให้ได้อย่างมิเชล โอบาม่า”
เราถามโค้ชวีณาว่าหนึ่งอิสตรีตัวอย่างที่ดูเป๊ะและดูแพงในสายตาสื่อมวลชน โค้ชวีณาคิดว่าคือใคร และมิเชล โอบาม่าคือหญิงสาวที่โค้ชวีณาเลือกอย่างไม่ลังเลใจ

“พี่ว่า Lady First ของอเมริกาอย่าง มิเชล โอบาม่า คือพี่ชอบสไตล์เขา ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์เนม 
แต่เขาเข้าใจตัวเองว่าในแง่ของการแต่งตัวต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งในช่วงแรกๆมิเชลก็ถูกติงเยอะ เพราะคนอื่นต้องคิดว่าเธอต้องใส่แบรนด์เนม 
แต่สำหรับพี่ถ้ามองเธอในมุมของคนธรรมดา พี่ว่าการแต่งตัวของเธอโอเคมาก คือไม่จำเป็นต้องแบรนด์เนม ใส่ออกมาแล้วดูดี เข้ากับตัวเรา 
ไปเดินช็อปปิ้งที่ไหนก็ได้ เพียงแต่ คุณต้องเข้าใจเลือก”

“เวลาช้อปปิ้งให้รู้จักวางแผน อย่าช้อปตามอารมณ์ ช้อปเฉพาะในสิ่งที่คุณขาด”
ก่อนช้อปปิ้งเราต้องตรวจตู้เสื้อผ้าของเราก่อนแล้วดูว่าจะแมตช์กับไลฟ์สไตล์ของเราได้อย่างไร โค้ชวีณาเผยถึงสัดส่วนของเสื้อผ้าให้ทราบว่าถ้าสมมติเราทำงานอย่างน้อย 70-80% ของเวลา ดังนั้นเสื้อผ้าที่มีต้องเป็นชุดทำงาน ในสัดส่วนเดียวกับไลฟ์สไตล์ของเรา มาดูกันว่าเสื้อผ้า 70-80% นั้นมันตอบโจทย์ของคุณหรือไม่

“เสื้อผ้าสามารถช่วยให้เราโดดเด่น ให้ไปลองเช็คตู้เสื้อผ้าที่มี Mix&match ชุดที่เข้ากับงานของเรา ช่วยให้เราดูโดดเด่น 
หลักการในการจัดตู้เสื้อผ้า เรื่มจากการจัดเซ็ทที่เข้ากับเรา หากจัดแล้วชิ้นไหนขาด ให้เอาไม้แขวนเปล่า 
เขียนรายการที่ขาดไว้ ทำให้ครบทั้งหมดที่มี เสร็จแล้ววางแผนการช็อปปิ้ง ตามชิ้นที่ขาด เพื่อเติมเต็มเซ็ทที่จะต้องใช้งาน เท่านี้ 
คุณจะเหมือนได้เสื้อผ้าใหม่ ทั้งตู้ แถมการช็อปปิ้งแบบคุ้มค่าได้อีกด้วย”

โดยปกติแล้วนิสัยของคนไทยแล้วการช้อปปิ้งคือการช้อปเรื่อยเปื่อยมากกว่า โดยงบประมาณที่ช้อปนั้นมันอยู่ที่ตัวเรา ไม่จำเป็นต้องซื้อมาก แต่ต้องวางแผน อะไรที่คิดว่าเป็นโจทย์ของคุณก็ต้องซื้อ แต่อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่ต้องซื้อก็ได้ ซึ่งโค้ชแนะเพิ่มเติมว่าทุกอย่างควรจะอยู่บนเหตุและผล ไม่ใช่ช้อปตามความสุข ตามอารมณ์ หรือตามคนอื่นเท่านั้น

“รองเท้า และกระเป๋าคือส่วนประกอบสำคัญของการแต่งกาย”
นอกจากเสื้อผ้าและเดรสสวยๆแล้ว แอ็คเซสเซอรี่ชิ้นสำคัญที่โค้ชวีณาอยากแนะนำให้สาวๆ ใส่ใจมากขึ้นคือ รองเท้าและกระเป๋า

“พี่อยากให้ผู้หญิงลงทุนกับกระเป๋าและรองเท้า เพราะรองเท้าคู่หนึ่งที่ดีๆ จะอยู่กับเราไปได้นาน แล้วเวลาเราใส่มันจะเสริมลุคเรา กระเป๋าก็เหมือนกัน เมื่อเราถือ คนอื่นก็เห็น จริงๆไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์เนม เป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องดูดี ดังนั้นลักษณะของกระเป๋าที่ดีคือ เป็นทรง เวลาตั้งแล้วมันต้องอยู่แบบนั้น ไม่เหี่ยว ไม่ย้วย เพราะมันจะดู Casual อย่างถ้าเป็นทางการจริงๆ รองเท้าต้องเป็นหนัง และยิ่งเป็นทางการมากๆ รองเท้าต้องปิดหน้าและหลัง”

โค้ชวีณาแนะนำเพิ่มเติมว่าการเลือกรองเท้าระหว่างส้นสูงกับส้นเตี้ยมันต่างกัน ลักษณะการเดินก็ต่างกัน ดังนั้นหากจะต้องไปพบลูกค้าหรือผู้ใหญ่ อย่างน้อยควรสูงสักหนึ่งนิ้ว
“วิธีการเลือกรองเท้าให้ดูแพงคือ ต้องเลือกหนังที่ค่อนข้างมัน แล้วแมตช์กับกระเป๋า ควรเลือกโทนสีของกระเป๋าและรองเท้าให้ไปในทางเดียวกัน อีกอย่างที่เป็นลูกเล่นและสร้างความโดดเด่นให้กับเรา คือ หาชิ้น ที่บ่งบอกตัวคุณ อาจจะเป็น เสื้อผ้า, ต่างหู, สายสร้อย, ทรงผม หรือ แว่นตา อะไรก็ได้ที่เข้า และทำให้เราดูโดดเด่นอย่างเหมาะสม ชิ้นที่เป็นไฮไลท์นี้ จะทำให้เราเป็นที่จดจำของผู้คน เวลานึกถึงเรา เขาจะนึกถึงสิ่งนี้ ที่เป็นเรา ... ชิ้นนี้ ถ้ามี จะทำให้เราดูโดดเด่น มีคาแร็คเตอร์ เป็นที่พูดถึงได้จากชิ้นนี้”

“การแต่งหน้าช่วยเสริมลุคได้ อย่างน้อยต้องมี 4 ชิ้นหลัก”
ในเรื่องของบุคลิกภาพและFirst Impression เมคอัพเป็นส่วนสำคัญที่สามารถช่วยเสริมลุคของคุณได้จริงๆ และโค้ชวีณาได้แนะนำ 4 ชิ้นหลักที่สาวๆ ควรมีไว้

“ถ้าเอาแบบน้อยที่สุดควรทารองพื้น แป้งฝุ่น ปัดบรัชออน และทาลิปสติก และสิ่งที่ควรจะมีอีกอย่างหนึ่งคือเขียนคิ้ว เพราะคิ้วคือโครงหน้าที่สอง อย่างเวลาเรากันคิ้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่าโครงหน้าของเราเปลี่ยนไป รวมถึงทรงผมก็ช่วยปรับรูปหน้าได้ และการแต่งหน้าก็ช่วยปรับรูปหน้าได้ เล่นได้หลายอย่างมาก”

“สิ่งสำคัญคือคุณต้องติด Tag ให้ตัวเอง”
สิ่งสุดท้ายที่โค้ชวีณาฝากไว้ให้คิดคือ การรู้จักสร้าง Personal Branding ของตัวเองขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นจดจำเราได้จากลุคของเรา

“คุณต้องรู้จักติด Tag ให้ตัวเองเพื่อที่ลุคของคุณจะได้สแตนด์เอ้าออกมาและมีคนจดจำคุณได้ โดยก่อนจะแต่งตัวคุณต้องคำนึงถึงสามสิ่ง คือ 1.เข้าใจตัวเอง 2.เข้าใจความเป็นสากล และ 3.เข้าใจโอกาส จากนั้นผสานสามสิ่งเข้าด้วยกัน แล้วจะได้ลุคที่เป็นของคุณเอง”

เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ของโค้ชวีณาจบลง ความรู้สึกแรกที่คุณจะได้คืออยากกลับไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วแต่งตัวเสียใหม่เลยใช่ไหมล่ะคะ เพราะอย่างน้อยแนวทางที่โค้ชได้ฝากไว้ให้คิดอาจทำให้คุณได้ย้อนกลับมามองตัวเองว่าวันนี้สิ่งที่คนอื่นมองคุณนั้นเป็นอย่างไร และในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามแก่ตัวเองว่าลุคของคุณที่เป็นอยู่ในวันนี้เหมาะสมกับสิ่งที่ควรจะเป็นแล้วหรือไม่ และนั่นคือสื่งที่คุณต้องหาคำตอบให้กับตัวเอง

“ถ้าคุณพยายามจะทำตัวธรรมดาๆ คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่า
คุณเองนั้นสุดยอดได้มากขนาดไหน”
แต่งตัวเป็น.... เห็นความสำเร็จ

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!