เช็กด่วน "อาหารทำลายมดลูก" แต่ละเมนูสาวๆ ชอบกินทุกคน
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เช็กด่วน! 5 อาหาร "ทำลายมดลูก" ยิ่งกินยิ่งพัง เสี่ยงตกขาวมีกลิ่น เลือดจับตัวเป็นลิ่ม อักเสบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว
เชื่อว่าผู้หญิงหลายคนมักมองข้ามเรื่องอาหารการกิน โดยหารู้ไม่ว่า "มดลูก" คืออวัยวะที่ละเอียดอ่อนและตอบสนองต่อสิ่งที่เราทานเข้าไปอย่างรวดเร็ว อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรง ตกขาวผิดปกติ หรือผิวพรรณที่ไม่สดใส ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมการกินที่สะสมมานาน จนระบบภายในส่งสัญญาณเตือนว่า "ไม่ไหวแล้ว"
จากการรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและหลักโภชนาการ มาเจาะลึก 5 ประเภทอาหารทําลายมดลูก ที่หากทานมากเกินไป อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อมดลูกและสมดุลฮอร์โมนของคุณได้
5 ประเภทอาหารทําลายมดลูก ทานมากเกินไป อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อมดลูก
1. ของเย็นจัดและน้ำแข็ง: ตัวการเลือดไหลเวียนสะดุด
การดื่มน้ำเย็นจัดหรือทานของเย็นในช่วงมีประจำเดือน เปรียบเสมือนการทำให้ "มดลูกเย็น" ส่งผลให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรวดเร็ว การไหลเวียนของเลือดจึงติดขัด ทำให้เลือดประจำเดือนระบายออกมาได้ยาก จนเกิดการคั่งค้างและจับตัวเป็น "ลิ่มเลือดสีดำคล้ำ" นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวแรงขึ้นเพื่อขับเลือดเสีย ก่อให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนที่ทรมานกว่าปกติ
2. ของหวานจัดและน้ำตาล: เชื้อเพลิงของการอักเสบ
ความหวานคือศัตรูตัวฉกาจของมดลูก การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามากเกินความจำเป็น ซึ่งนำไปสู่ "ภาวะอักเสบเรื้อรัง" ภายในร่างกาย รวมถึงเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก นอกจากนี้ น้ำตาลยังเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น
3. ของหมักดอง: ทำลายสมดุล แหล่งสะสมแบคทีเรีย
ของหมักดองที่ไม่ได้มาตรฐาน หรืออาหารรสเค็มจัดที่มีโซเดียมสูง เป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายสมดุลค่า pH ในจุดซ่อนเร้น (Vaginal Flora) เมื่อสมดุลแบคทีเรียเจ้าถิ่นเสียไป จะเปิดโอกาสให้แบคทีเรียตัวร้ายเจริญเติบโต ส่งผลให้เกิดอาการ "ตกขาวเยอะ" มีสีขุ่น หรือมี "กลิ่นไม่พึงประสงค์" นอกจากนี้ โซเดียมที่สูงปรี๊ดยังทำให้ตัวบวมน้ำและมดลูกบวมอักเสบได้ง่าย
4. แป้งขาวและเบเกอรี่: ภัยเงียบทำร้ายรังไข่
ขนมปังขาว พาสต้า หรือเบเกอรี่ที่ทำจากแป้งขัดขาว เมื่อทานเข้าไปร่างกายจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว (High Glycemic Index) ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินพุ่งปรี๊ด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตกไข่
ทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะดื้ออินซูลินเป็นสาเหตุหลักของ PCOS (ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ) ทำให้ฮอร์โมนเพศชายสูงขึ้น ส่งผลให้ "ไข่ไม่ตก" ประจำเดือนขาดช่วง หน้ามัน และ "สิวเห่อ" ขึ้นเต็มหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าฮอร์โมนในร่างกายกำลังรวนหนัก
5. กาแฟและคาเฟอีน (ปริมาณมากเกินไป): กระตุ้นความเครียดให้มดลูก
การดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้วอาจไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับคนที่ติดหนัก ดื่มวันละ 4-5 แก้ว ต้องระวัง! คาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไปจะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งจะไปรบกวนการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่จำเป็นต่อรอบเดือน
ผลที่ตามมาคือ "มดลูกบีบตัวเกร็ง" ทำให้ปวดท้องเมนส์หนักขึ้น และยังส่งผลต่อระบบประสาททำให้นอนไม่หลับ เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบสืบพันธุ์ก็จะทำงานผิดปกติ ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา หรือมาแบบกะปริดกะปรอย
อ่านเพิ่มเติม:
- สาวๆ กิน "สับปะรด" ดีต่อระบบสืบพันธุ์อย่างไร มีผลต่อ "น้ำหล่อลื่น" หรือไม่
- เตือนผู้หญิง! 3 ช่วงเวลาต้องห้าม "งดมีเพศสัมพันธ์" เสี่ยงติดเชื้อ-แก่ก่อนวัย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

