"ท้องอืด-ไทรอยด์พัง! 5 สัญญาณเตือนอันตรายจากการกิน 'ถั่วเหลือง' มากไป

"ท้องอืด-ไทรอยด์พัง! 5 สัญญาณเตือนอันตรายจากการกิน 'ถั่วเหลือง' มากไป

"ท้องอืด-ไทรอยด์พัง! 5 สัญญาณเตือนอันตรายจากการกิน 'ถั่วเหลือง' มากไป
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โทษของถั่วเหลือง ที่คนรักสุขภาพควรระวัง และข้อควรปฏิบัติในการบริโภคให้ปลอดภัย

ถั่วเหลืองเป็นธัญพืชมากคุณประโยชน์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในรูปแบบของน้ำเต้าหู้ เต้าหู้ นมถั่วเหลือง หรือซอสปรุงรสต่างๆ ด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญและมีไขมันดี ทำให้ถั่วเหลืองกลายเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับคนรักสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม "เหรียญย่อมมีสองด้าน" การบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณที่ไม่เหมาะสมหรือในบางภาวะของร่างกาย ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงโทษและข้อควรระวังของถั่วเหลือง เพื่อให้คุณสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยและได้รับประโยชน์สูงสุด

โทษของถั่วเหลือง ผลกระทบต่อสุขภาพที่พึงระวัง

1. ผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร

อาการที่พบได้บ่อยที่สุดจากการบริโภคถั่วเหลืองคือปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากในถั่วเหลืองมีใยอาหารและสารประกอบบางชนิดที่ย่อยยากสำหรับบางคน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้:

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ: ถั่วเหลืองมีสารโอลิโกแซ็กคาไรด์ (Oligosaccharides) ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่จะถูกย่อยโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดแก๊สขึ้นและนำไปสู่อาการท้องอืด ไม่สบายท้อง
  • ท้องผูกหรือท้องร่วง: แม้ว่าใยอาหารในถั่วเหลืองจะมีประโยชน์ แต่การได้รับในปริมาณที่มากเกินไปอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ระบบย่อยอาหารปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก หรือในทางกลับกันอาจกระตุ้นให้เกิดอาการท้องร่วงได้

2. อาการแพ้ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อาการแพ้เกิดจากโปรตีนในถั่วเหลือง เช่น ไกลซินิน (Glycinin) และคอนไกลซินิน (Conglycinin) ซึ่งกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองผิดปกติ อาการที่พบมีตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงไปจนถึงรุนแรง ได้แก่ ผดผื่นคัน, ลมพิษ, ใบหน้าบวม, คลื่นไส้, อาเจียน หรือหายใจลำบากในกรณีที่แพ้รุนแรง

ผู้ที่มีประวัติแพ้ถั่วหรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคโดยเด็ดขาด และควรอ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียดก่อนรับประทานอาหารเสมอ

3. ผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์

ในถั่วเหลืองมีสารที่เรียกว่า "กอยโตรเจน" (Goitrogens) ซึ่งอาจรบกวนการทำงานของต่อมไทรอยด์โดยขัดขวางการดูดซึมไอโอดีน ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอ การบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณปกติมักไม่ส่งผลกระทบ

แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) หรือผู้ที่รับประทานยาไทรอยด์ฮอร์โมน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองในปริมาณมาก เพราะอาจรบกวนการดูดซึมยาได้

4. ข้อกังวลเกี่ยวกับสาร "ไฟโตเอสโตรเจน"

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับถั่วเหลืองคือสาร "ไฟโตเอสโตรเจน" (Phytoestrogen) หรือ ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ซึ่งเป็นสารจากพืชที่มีโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิง ทำให้เกิดข้อกังวลว่าอาจกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม

ดังนั้น ผู้ป่วยมะเร็งเหล่านี้ หรือผู้ที่กำลังรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในปัจจุบันยังคงให้ผลที่ไม่แน่ชัด การบริโภคในปริมาณที่สมดุลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

5. สารต้านโภชนาการ (Antinutrients)

ถั่วเหลืองดิบมีสารต้านโภชนาการหลายชนิดที่อาจขัดขวางการดูดซึมสารอาหารสำคัญของร่างกาย เช่น กรดไฟติก (Phytic acid) ซึ่งจับกับแร่ธาตุต่าง ๆ และสารยับยั้งทริปซิน (Trypsin inhibitors) ซึ่งขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ย่อยโปรตีน

โชคดีที่สารเหล่านี้สามารถถูกทำลายหรือลดปริมาณลงได้ด้วยความร้อน กระบวนการแปรรูปต่าง ๆ เช่น การต้ม การนึ่ง หรือการหมัก จึงช่วยลดผลกระทบของสารต้านโภชนาการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

6. ความเสี่ยงจากการปนเปื้อน

การเก็บรักษาถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว ที่ไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อราที่สร้างสารพิษ "อะฟลาทอกซิน" (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรง โดยเฉพาะมะเร็งตับ

ดังนั้น ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ สะอาด และเก็บรักษาในที่แห้งและเย็น เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

สรุปและข้อแนะนำ

ถั่วเหลืองยังคงเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่การบริโภคอย่างปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากหรือต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป และควรรับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไทรอยด์ โรคมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน หรือมีอาการแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากถั่วเหลืองโดยปราศจากโทษภัยที่อาจแฝงมา

อ่านเพิ่มเติม: 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล