มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่
S! Women

สนับสนุนเนื้อหา

มะเร็งลำไส้ใหญ่ colon cancer เป็นโรคที่พบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง ปัจจุบันมีวิธีการตรวจเช็คด้วยกันหลายวิธี ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถวางแผนการบำบัดรักษาได้อย่างทันท่วงที อาการที่ควรสงสัย คือ ถ่ายเป็นเลือดแดง การขับถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องเสีย ท้องผูก หรือท้องเสียสลับท้องผูกบ่อยๆ ก้อนที่ทวารหนัก อาการอื่นที่พบได้ เช่น ปวดท้องเรื้อรังอาจเฉพาะที่หรือเปลี่ยนที่ไปมา ไม่ถ่ายไม่ผายลมปวดท้องรุนแรงมากจากภาวะลำไส้อุดตัน ตรวจหาได้โดยการตรวจเลือดซ่อนเร้นในอุจจาระ หรือสวนแป้งเอ็กซเรย์ทางทวารหนัก หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับโรคนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากถึงปีละ 155,000 ราย จัดเป็นสาเหตุการตายอันดับสองในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด จะเป็นรองอยู่ก็เพียงแค่โรคมะเร็งปอด lung cancer เท่านั้น ที่ผ่านมาจึงได้มีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางเพื่อตรวจเช็คมะเร็งในระยะแรก ที่เรียกว่า "การตรวจคัดกรอง" screening รวมทั้งศึกษาแนวทางการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งพบว่ายาแอสไพรินมีแนวโน้มที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ฉบับเดือนมีนาคม 2546 เช่นกัน แนวความคิดการตรวจเช็คมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกเริ่มได้รับการขานรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุเกินห้าสิบปีขึ้นไป ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเนื่องจากความสำเร็จในการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรก ช่วยให้สามารถบำบัดรักษาได้หายขาด ซึ่งหากไม่ทราบและปล่อยทิ้งไว้ มะเร็งย่อมลุกลามจนเกินที่จะเยียวยารักษาได้ในที่สุด ดังนั้นหากตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกได้ทั้งหมด สักวันหนึ่งก็จะไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคนี้อีกเลย วิธีการตรวจหาโรคมะเร็งลำไส้ Fecal occult blood test เป็นวิธีการตรวจหาเลือดตกค้างในอุจจาระ ซึ่งปริมาณน้อยมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ด้วยวิธีการทางเคมีสามารถกระทำการตรวจนี้ได้โดยมากจัดเป็นแนวทางเบื้องต้นในการสืบค้นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดีมากวิธีหนึ่ง Flexible sigmoidoscopy เป็นการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ส่วน sigmoid colon ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปตัว S ก่อนที่จะเป็นไส้ตรง rectum ตรวจโดยการสอดใส่เครื่องมือพร้อมกล้องเข้าไปตรวจทางทวารหนักหลังจากสวนอุจจาระออกมาแล้ว Colonoscopy หมายถึงการตรวจลำไส้ใหญ่ตลอดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นส่วนตรง ส่วนกลาง หรือส่วนท้าย ลักษณะที่ปรากฎจากการส่องกล้องตรวจจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยเนื้องอกที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจลักษณะของเซลล์ได้อีกด้วย เรียกว่าตรวจทางพยาธิวิทยา Double-contrast barium enema อีกวิธีหนึ่งเป็นการตรวจโดยสวนแป้งแบเรียมเข้าไปในลำไส้ใหญ่ แล้วถ่ายภาพรังสีให้ปรากฎลักษณะของลำไส้ใหญ่ เพื่อวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และที่ตำแหน่งใด ที่มา นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ ++ การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ / การแบ่งระยะของโรค ++ การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ทำได้หลายวิธี เช่น ผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีรักษา ขึ้นกับระยะของโรค ตำแน่ง ขนาดของก้อนมะเร็ง และสภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย ในปัจจุบันหลังจากมีการศึกษาค้นพบหน่วยพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ จีงได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจเพื่อจะบอกว่าผู้ใดมีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่มีวิธีหลักอยู่ 3 วิธี ได้แก่ - การผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก - การใช้ยาไปทำลายเซลล์มะเร็ง - และการทำลายเซลล์มะเร็งในตำแหน่งต่างๆ ด้วยการฉายรังสี การเลือกวิธีในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็งมากน้อยเพียงใด มีการลุกลาม หรือแพร่กระจายหรือไม่ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยขณะนั้นเหมาะสมกับวิธีใดมากที่สุด การแบ่งระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับวางแผนการรักษา หลังจากวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์จะแบ่งระยะของโรค โดยแบ่งตามการแพร่กระจายของโรค ระยะที่ 0, 1, 2, 3, 4 ดังนี้ Stage 0 โรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น มะเร็งอยู่เฉพาะผิวของลำไส้ Stage 1 มะเร็งอยู่เฉพาะผนังลำไส้ ยังไม่แพร่ออกนอกลำไส้ Stage 2 มะเร็งแพร่ออกนอกลำไส้ แต่ยังแพร่ไม่ถึงต่อมน้ำเหลือง Stage 3 มะเร็งแพร่ไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง แต่ยังไม่แพร่ไปยังอวัยวะอื่นๆ Stage 4 มะเร็งแพร่ไปอวัยวะอื่นโดยมากไปยังตับและปอด Recurrent เป็นมะเร็งซ้ำหลังจากการรักษา ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3, 4 ถือว่าเป็นระยะโรคลุกลาม ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร การผ่าตัดอาจตัดก้อนได้ไม่หมด โอกาสเกิดเป็นซ้ำค่อนข้างสูง แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดภายหลังการผ่าตัดดีมาก แม้ว่าจะอยู่ในระยะโรคลุกลามแล้วก็ตาม โดยสูตรยาที่ใช้ประกอบด้วย irinotecan เป็นหลัก อาจใช้เดี่ยวๆ หรือร่วมกับ 5-flourouracil (5-FU) ปัญหาคือก่อนหน้านี้ แพทย์ไม่สามารถทราบล่วงหน้าว่าผู้ป่วยรายใดอยู่ในกลุ่มที่จะได้ผลตอบสนองต่อเคมีบำบัดหลังผ่าตัด รายใดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้ผล จึงทำให้เกิดเป็นความยากลำบากในการตัดสินใจวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่โรคลุกลาม ปัจจุบันเกิดความรู้ใหม่พบว่าสิ่งที่ช่วยทำนายผลการรักษาในกรณีดังกล่าวได้คือปริมาณดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็ง ปริมาณดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็ง เรียกว่า DNA content พบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามที่มีดีเอ็นเอเป็นชนิด tetraploid, peri-tetraploid และ multiploid tumours จะตอบสนองดีมากต่อยาเคมีบำบัดสูตร irinotecan + 5-FU ซึ่งให้ยาหลังผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเกิดผลอย่างใหญ่หลวงต่อการเลือกผู้ป่วยที่แพทย์วางแผนล่วงหน้าได้ว่า จะเป็นกลุ่มที่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัด ในทางกลับกัน ด้วยแนวคิดและเทคนิกการตรวจ DNA content ของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็จะช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยรายใดจะไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัด และเลือกการรักษาวิธีอื่นแทนซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จในการรักษาโรคดังกล่าว เช่นเลือกใช้วิธีฉายแสงเป็นต้น ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดสูตร irinotecan + 5-FU ได้แก่ ผู้ที่มีดีเอ็นเอเป็นชนิด diploid, peri-diploid และ aneuploid tumours ที่มา นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!