
ประวัติวันฉัตรมงคล
วันฉัตรมงคล (Coronation Day) คือ วันที่ระลึกในการครบรอบปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงรับพระบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ โดยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณ ในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2493 เป็นวันจุดเทียนชัย และวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 อันเป็นวันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งมีอยู่ 5 ลำดับด้วยกัน คือ

1. ขั้นเตรียมพิธี
ขั้นตอนนี้จะมีการตักน้ำและตั้งพิธีเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และน้ำสรงมูรธาภิเษก โดยน้ำอภิเษกนั้น ได้ใช้น้ำจากสถานที่สำคัญต่างๆถึง 18 แห่ง แล้วนำมาทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พุทธเจดีย์ที่สำคัญตามจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร จากนั้นถึงได้นำมาเจือเป็นน้ำมูรธาภิเษก ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรง และทรงรับน้ำอภิเษกในวันพระราชพิธีราชาอภิเษก
2. พิธีในเบื้องต้น
ในขั้นตอนนี้มีการตั้งน้ำวงด้าย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระบรมราชาภิเษก
3. พิธีบรมราชาภิเษก
สำหรับขั้นตอนที่ 3 ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญนั้น เริ่มจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรงน้ำมูรธาภิเษกที่ได้จากขั้นตอนเตรียมพิธี แล้วเสด็จพระราชดำเนินประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรภายใต้สตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 7 ชั้น) จากนั้นประธานวุฒิสมาชิกสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ พราหมณ์ที่นั่งอยู่ประจำทั้ง 8 ทิศ กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ถวายดินแดนแต่ละทิศให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคุ้มครอง พระราชครูวามเทพมุนี ถวายนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น) แล้วเสด็จพระราชดำเนินสู่พระที่นั่งภัทรบิฐ พราหมณ์ร่ายเวทเปิดศิวาลัยไกลาลทูลเกล้าฯ ถวายพระสุพรรณบัฎ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธ ด้วยภาษามคธ เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ต่างๆ แล้ว พระราชครูวามเทพมุนี ถวายพระพรชัยมงคลด้วยภาษามคธ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการตอบด้วยภาษาไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” จากนั้นพระราชครูวามเทพมุนีรับพระราชโองการด้วยภาษามคธและภาษาไทย เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรม แล้วทรงเปลื้องพระมหาพิชัยมงกุฎ พระธำมรงค์รัตนวราวุธ จากนั้นเลขาธิการพระราชวัง ทูลเกล้าฯ ถวายดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน ทรงโปรยพระราชทานแก่พราหมณ์ แล้วเสด็จฯ ออกจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 80 รูป พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา สมเด็จพระสังฆราชถวายอดิเรกเป็นปฐม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถวายพระพรลา แล้วเสด็จขึ้น สมเด็จพระสังฆราชดับเทียนชัย
4. พิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคม
หลังจากเสร็จพิธีในช่วงเช้าแล้ว ช่วงบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออกมหาสมาคมที่พระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย ให้คณะรัฐมนตรี คณะทูต สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทน และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบทูลถวายพระพรชัยมงคล แล้วทรงมีพระบรมราชโองการตรัสตอบขอบใจทั่วกัน แล้วเสด็จขึ้น
5. เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร
ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราสถลมารค ซึ่งถือเป็นราชประเพณีที่สำคัญพิธีหนึ่ง เมื่อเสด็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้พสกนิกรได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ใหม่
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ “งานพระราชพิธีฉันมงคล” จึงเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติมาครบรอบขวบปีด้วยดีอีกวาระหนึ่ง และตลอดเวลาที่ผ่านมา พระองค์ได้ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและปวงชนชาว ไทยนับอเนกอนันต์ และไม่มีสิ่งใดที่ทำได้ดีนอกจากเปล่งเสียงดังๆ ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจว่า “ทรงพระเจริญ”