จากลูกจ้างขึ้นแท่นเจ้าของกิจการ!

จากลูกจ้างขึ้นแท่นเจ้าของกิจการ!
ChicMinistry

สนับสนุนเนื้อหา

ความฝันที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนถวิลหาก็คือ การได้เป็นเจ้าของกิจการ แต่ว่าด้วยเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง ทำให้ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนทุกคนที่จะก้าวเข้ามาสู่ความฝันที่ได้ฝันใฝ่เอาไว้ได้ แต่วันนี้ คุณโตโต้-พลัฏฐ์ พฤกษ์ปาริชาติ ได้ก้าวเข้ามาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจถึง 2 แวดวงด้วยกัน เอาล่ะค่ะ อย่ารอช้า มาดูกันว่าจากชีวิตของลูกจ้างกับเส้นทางการขึ้นแท่นเจ้าของกิจการนั้นจะเป็นอย่างไร มาดูไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าค่ะ

ไลฟ์สไตล์ในวันว่าง
อ่านหนังสือ นิตยสารที่นำเสนอข่าวสาร บทความ การสัมมนา และเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงธุรกิจ ติดตามความเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจากสื่อต่างๆ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างในการแสวงหาความรู้จากอินเทอร์เนต เกี่ยวกับเว็บไซต์ธุรกิจต่างๆ การสื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศอื่นๆ

จากลูกจ้างขึ้นแท่นเจ้าของกิจการ!

จากลูกจ้างสู่เจ้าของกิจการ
“ผมเกิดและเติบโตที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยคุณพ่อและคุณแม่มีอาชีพค้าขายของชำ ซึ่งมีพี่น้อง 4 คน เป็นบุตรลำดับที่ 4 จบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนแสงทองวิทยา ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนจะย้ายเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ โดยที่คุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ส่งเงินค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายให้ และเริ่มทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหารควบคู่กับการเล่าเรียนไปด้วย หลังจากเรียนจบปริญญาตรี และทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ โฆษณา ก็มีเงินเก็บส่วนตัวประมาณสองแสนบาท ในช่วงนั้นตั้งใจจะนำเงินมาลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่าง จึงเริ่มศึกษาข้อมูล อ่านหนังสือเกี่ยวกับการวางแผนธุรกิจ การบัญชี การตลาด ภาษีเป็นอย่างไร จัดตั้งบริษัทอย่างไร ขายอย่างไร การใช้วิธีการสื่อสารการตลาด จนได้มาเจอกลุ่มเพื่อนที่อยู่วงการธุรกิจคลินิกเสริมความงามซึ่งกำลังเป็นที่น่าสนใจ เพราะช่วงนั้นข่าวสารด้านการเสริมความงามจากคลินิกเวชกรรมมีมาก ธุรกิจนี้มีการแข่งขันกันมากขึ้น ผู้บริโภคมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เราเป็นผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านคลินิกเสริมความงามอยู่แล้ว และมีความสนใจในเรื่องเวชกรรมความงามเป็นทุนเดิม จึงได้เริ่มหาลู่ทางทำคลินิกเสริมความงามขึ้นมา โดยสอบถามข้อมูลพร้อมทดลองใช้บริการจากคลินิกต่างๆ และดูการดำเนินงานด้านนี้ เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค และวิธีการเปิดกิจการ พร้อมการวางระบบบริการในการดำเนินธุรกิจประเภทนี้ หลังจากได้ความรู้เรื่องการทำธุรกิจคลินิกเสริมความงามแล้ว จึงเริ่มต้นด้วยการเปิดบริษัทระบบหุ้นส่วน เพียงระยะเวลาหนึ่งปีของการดำเนินกิจการ สามารถขยายสาขาได้ถึง 5 สาขา ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อีกทั้งยังพบทั้งโอกาส พร้อมปัญหาในการดำเนินงานบริหารของระบบหุ้นส่วน ข้าพเจ้าจึงเก็บประสบการณ์สำคัญนี้ พร้อมถอนตัวเพื่อเปิดกิจการคลินิกเสริมความงามของตนเอง โดยหาทำเลที่ตั้ง แต่เห็นว่าค่าเช่าที่ในกรุงเทพฯ แพงเกินไป ประกอบกับมีคู่แข่งรายใหญ่อยู่แล้ว จึงหันไปเลือกเปิดกิจการที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้ามาก เดินทางจากกรุงเทพฯ สะดวก และมีพื้นที่ตั้งติดในเขตปริมณฑลใกล้เมืองทองธานี”
“นอกจากนี้ เรายังมีความรู้ทางด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และมีประสบการณ์ดำเนินงานโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จึงลงทุนเปิดกิจการอีกบริษัทเกี่ยวกับการให้บริการรับจัดตกแต่งสถานที่จัดงานด้วยอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น ซุ้มลูกโป่งประดับงาน, บอลลูนโฆษณาลอยฟ้า, ซุ้มโค้งพองลมโฆษณา, ตุ๊กตามาสคอตเป่าลม, ท่อลมโฆษณาเต้นระบำ โดยให้พี่ชายเป็นผู้จัดการภายใต้ระบบการบริหารของเรา ถือเป็นการสร้างงานให้กับครอบครัวด้วย ภายใต้ระบบการบริหารของเราเอง ถือเป็นการสร้างงานให้กับครอบครัว” (พี่ชายคุณออโต้ ประสบปัญหาตกงาน เนื่องจากเป็นมะเร็งในลูกตา โดยการรักษาจำเป็นต้องนำเนื้อร้ายออกให้เหลือลูกตาเพียงข้างเดียว จึงทำให้ครอบครัวของพี่ชายค่อนข้างลำบาก จึงตัดสินใจทำธุรกิจนี้ที่บ้านเกิด โดยหันไปเลือกเปิดกิจการที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งในกรุงเทพฯ นั้นมีคู่แข่งรายใหญ่อยู่แล้วมากมาย แต่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นั้นมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรสูง และมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น พร้อมเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญของภาคใต้ จึงมีกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นลูกค้ามาก และมีคู่แข่งในธุรกิจนี้น้อย และที่สำคัญ เป็นการสร้างสรรค์ธุรกิจให้กับครอบครัวพี่ชาย โดยทั้งนี้ ผมเป็นผู้ลงทุนเอง สุดท้าย บริษัทบอลลูนหาดใหญ่จำกัด ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีทีเดียว โดยเพียงแค่เดือนแรกสามารถทำกำไรได้ถึง 50,000 บาท จากนั้นข้าพเจ้าจึงเพิ่มกำลังคน และรูปแบบบริการ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้บริการของลูกค้าที่มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก)

จากลูกจ้างขึ้นแท่นเจ้าของกิจการ!

หลักในการทำงานบริหาร
"ผมยังถือเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์น้อย และอายุน้อยมาก จึงมีวิธีการจัดการบริหารพนักงานในระบบครอบครัว โดยในสายตาของผมนั้น คิดว่าบริษัทฯ ไม่มีคำว่าลูกน้อง แต่พนักงานทุกคนคือผู้ร่วมทีมที่จะนำพาทีมไปสู่จุดหมายที่วางไว้ร่วมกัน ส่วนตัวเองมีหน้าที่เพียงบอกว่าใครจะต้องทำงานส่วนไหนแค่นั้น และหากมีปัญหาก็จะต้องเข้าไปช่วยแก้ไข โดยไม่ปล่อยให้พนักงานทำงานอย่างเดียวดาย ไร้แนวทางในการดำเนินงาน แก้ปัญหา หรือการตัดสินใจต่างๆ โดยจะสรรหาความรู้ใหม่ๆ มาเพิ่มเติมให้กับพนักงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อความไม่หยุดนิ่งขององค์กร และเป็นการพัฒนากระบวนการตัดสินใจ การใช้เทคโนโลยี และความคิดแบบบูรณาการของพนักงานอยู่เสมอ
การดำเนินงานให้มีคุณภาพนั้น ในความคิดของผม ต้องก้าวพ้นจากคำว่า "นักธุรกิจ" สู่คำว่า "ผู้บริหาร" ให้ได้!! เพราะ "นักธุรกิจ" คือคนที่ทำได้ทุกอย่าง ขายเก่ง วางแผนเก่ง แก้ปัญหาได้หมด แต่สำหรับคนที่เป็น "ผู้บริหาร" จะเป็นคนที่สามารถสร้างนักขายที่เก่ง สร้างนักวางแผนที่เก่ง และสร้างคนมาแก้ปัญหาต่างๆ ได้ รวมทั้งใช้คนให้เป็น ใช้คนให้ถูกที่ ซึ่งจริงๆ แล้วการจัดวางคนให้ถูกกับงานเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ข้าพเจ้าต้องลองเปิดใจตนเอง และเชื่อมั่น พร้อมให้โอกาสพนักงานสามารถดำเนินงานบริหารตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ตามความสามารถของตัวพนักงานเอง”

จากลูกจ้างขึ้นแท่นเจ้าของกิจการ!

คิดว่าอะไรคือความสำเร็จที่ทำให้มาถึงจุดนี้
"หลักที่ผมยึดถือคือ สินค้าต้องมีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย ด้วยการตรวจสอบควบคุมคุณภาพการบริการของพนักงาน อีกทั้งมีการเสริมความรู้เพิ่มเติมทั้งเรื่องบริการ และการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน พร้อมกับต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความจริงใจต่อการบริการให้กับลูกค้า ต่อกิจการของตนเอง และต่อบุคคลากรขององค์กรตนเอง การสื่อสารการตลาดต่างๆ ต้องตอบคำถาม และความต้องการของลูกค้าด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมา ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ และเกิดความเชื่อมั่นในการบริการ
ในประเทศไทยนั้นมีผู้ประกอบการในกิจการนี้ดำเนินอยู่มาก แต่ราคาที่บริษัทต่างๆ จำหน่ายนั้นทำกำไรได้สูงมาก ส่วนตัวผมนั้นไม่คิดเอากำไรมากเกินไป แค่ต้องการให้บริษัทอยู่ได้ มีเงินเดือนจ่ายพนักงาน จึงตัดสินใจใช้สินค้า และเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาให้บริการ และกำหนดราคาขายที่ไม่สูงมากนัก ทำให้มีลูกค้าบอกต่อกันมากขึ้น เรียกได้ว่า ทั้งสองธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ผมคิดว่าการจะขายสินค้าให้ได้ดีต้องรู้จักสินค้า และบริการของตัวเอง ต้องเชี่ยวชาญกับสินค้า และบริการของตัวเอง ไม่ต้องการเน้นถึงกลยุทธ์การขาย เทคนิคการขาย เพราะหากรู้จักสินค้าตัวเองดี ก็สามารถตอบข้อสงสัยทุกอย่างของลูกค้าได้ ทำให้ลูกค้าเชื่อใจเรา มั่นใจเรา
สำหรับเคล็ดลับความสำเร็จในการประกอบธุรกิจนั้น หากจะทำธุรกิจให้โตเร็ว ก็ต้องทำกำไรให้ได้มาเร็วเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องตั้งราคาให้แพง แต่ต้องมามองภาพรวมว่าผลกำไรที่ได้รับกลับมานั้น เร็วแค่ไหน และมีบุคลากรเพียงพอในการให้บริการ และมีข้อมูลความรู้ของบริการเพียงพอแล้วหรือไม่ เราได้ให้ความสำคัญกับการรักษาลูกค้าเก่าให้มากที่สุด และสรรหาช่องทางการตลาดเพิ่มฐานลูกค้าใหม่อยู่เสมอ
ที่สำคัญเราต้องรักในอาชีพ โดยผมจะมีทัศนคติที่ดีกับแวดวงของตัวเอง โดยเชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงพัฒนาธุรกิจ เศรษฐกิจ ทั้งตัวบุคคล องค์กร และระดับประเทศ พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนั้น ไม่มีความหยุดนิ่ง จึงต้องให้ความสำคัญอย่างสม่ำเสมอ หมั่นติดตามศึกษาเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ พัฒนาตนเอง และองค์กรให้ทันกับยุคสมัยอยู่เสมออย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาควบคู่ไปกับการยึดถือจริยธรรมภายใต้กรอบระเบียบของสังคมอยู่เสมอ”

ชิคสเตอร์สามารถนำแนวคิดของคุณโตโต้ไปปรับใช้ได้เลยค่ะ เผื่อว่าสักวันหนึ่งเราจะเป็นเจ้าของกิจการบ้างใครจะรู้จริงไหมคะ

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!