นักธุรกิจรุ่นใหม่กับหลักศิลป์ในทางศาสตร์


ปกติเรามักแยกศิลป์กับศาสตร์ไว้คนละแขนงจริงไหมคะ แต่นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่จะแนะนำให้ชิคสเตอร์รู้จักวันนี้ เขาสามารถนำศิลป์และศาสตร์มารวมกันได้อย่างลงตัว ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ
“ไลฟ์สไตล์เป็นคนที่แปลก อย่างบางคนชอบเที่ยวก็ชอบเที่ยวเลย แต่ผมจะชอบหมด แล้วก็อีกอย่างคือ คือผมเป็นคนไม่ชอบความสูงแต่ถ้ามีโอกาสชอบปีนหน้าผาจำลอง พยายามจะฝึกตัวเองเรากลัวอะไรก็อยากจะชนะสิ่งนั้น แต่มีสองอย่างที่ชนะไม่ได้คือ ทานของเผ็ดกับแมงมุมครับ(ยิ้ม) แล้วก็พยายามหาอะไรทำที่ไม่ซ้ำอย่างตอนกลางคืนก็จะเล่นกีต้าร์ ถ้าอยู่กับคนหมู่มากก็อาจจะดูหนัง พอดูแล้วก็จะมาซื้อซ้ำพอดูแล้วจะได้ไอเดีย อ่านการ์ตูน คนทั่วไปมักจะมองว่าการอ่านการ์ตูนไร้สาระ แต่ถ้าเราหาสาระจากสิ่งที่ไร้สาระก็จะได้มุมมองอีกมุมมองครับ แล้วก็จะชอบทำกับข้าวครับ เวลาหงุดหงิดอะไรมาก็จะมาทำกับข้าว เวลาอยู่เมืองนอกนี่ถือเป็นพ่อครัวประจำบ้าน ไฟล์สไตล์ถือว่าหลากหลายครับ”
เมื่อศาสตร์กับศิลป์มารวมกัน
“เรื่องอาร์ตกับบริหารอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์สมัยเด็กๆ ส่วนเรื่องอาร์ตจริงๆเป็นเรื่องที่ละเอียดนะครับ อย่างคุณอาเป็นดีไซเนอร์นอกจากออกแบบเสื้อผ้าแล้วเขาเพ้นท์ภาพวาดแคนวาสสวยมากๆ เขาเป็นคนที่ละเอียดในทุกตารางมินครับ ผมมองการบริหารกับอาร์ตว่าเป็นศิลป์ในทางศาสตร์ ศิลปะในการบริหาร ศิลปะในการวาดภาพ ศิลปะในการเล่นดนตรี ทุกอย่างมันเอามาบาลานซ์กันได้หมด แต่ผมว่าเรื่องการบริหารมันเป็นศิลป์ที่ต้องเพิ่งศาสตร์ ศาสตร์คือ ขั้นตอน วิธีที่เราได้เรียนรู้มา ซึ่งเราก็ต้องจำมันให้ได้ ก็เหมือนกับวิชาเลขอ่ะครับ ตอนแรกผมไม่ชอบวิชาเลขมาก ตกอย่างเดียว แต่พอมีอ.ท่านหนึ่งบอกว่า เลขจริงๆไม่มีอะไร มีอยู่ 3 ข้อเอง มองแบบศิลป์ๆอาร์ตๆ(เน้นเสียงคำหลัง) จำสูตรให้ได้ ใช้สูตรให้เป็น ไม่รู้อะไรแทนในสูตร ก็เหมือนกับกีต้าร์ จับกีต้าร์ ตีคอร์ดเป็นไหม ก็ไม่มีอะไรเพลงมันก็อยู่ในคอร์ทพวกนั้นแหละ มันก็จริง จำสูตรได้ไหม ได้ แต่ใช้ไม่เป็น แล้วทำยังไงถึงใช้ให้เป็นก็ต้องฝึกใช้ พอไม่รู้อะไรก็ใช้แทน พอใช้เป็นทุกอย่างก็อยู่ในนั้นหมด 3 ข้อเองที่ทำให้ผมจากตกเลขเป็นเฉียดเต็ม มันก็เหมือนกับหลักการบริหาร หลักการตลาด อย่างเช่นพูดถึงการตลาด ป.ตรี 4P พอเป็นป.โทก็ 7P มันสอนให้เรารู้ว่าการมองสภาพตลาด 7 ข้อ ก็เหมือนกับจำสูตรให้ได้ใช้สูตรให้เป็น มันเหมือนกับใช้ความรู้เทคนิคและความรู้ศิลป์ๆอาร์ตๆมาวนอยู่ในนี้ครับ ทำพรีเซนต์ทำแผนงานเสนอลูกค้า บางทีเราคิดอะไรอาจจะไม่ครอบคลุม มองย้อนกลับไปที่ศาสตร์ แล้วเราจะเห็นว่าเราต้องเติมอะไรบ้าง มันเป็นอะไรที่รวมกันยากแต่ถ้ามารวมกันได้ก็ดี”
ก่อนจะมาจับธุรกิจออร์แกไนซ์ ไอดอลการทำงานของคุณเก่งคือ
“คุณพ่อคุณแม่จะมีบทบาทเป็นคู่แรก คุณพ่อที่เสียไปค่อนข้างเก่งรอบด้าน แล้วลูกน้องทุกคนรักเขามาก เขาสามารถเปลี่ยนศัตรูที่เกลียดให้กลายเป็นรักเขาได้แล้วเป็นคนที่ช่วยเขาทุกครั้ง แล้วคุณแม่เป็นคนที่ปกครองคนด้วยหัวใจจนใครก็ต้องยอมเขา แล้วเรื่องบริหารคุณพ่อคุณแม่ก็ดีมากๆ คุณพ่อมักจะบินไปต่างประเทศบ่อย ส่วนคุณแม่งานก็เก่งงานบ้านก็ไม่ขาด พอคุณพ่อไม่อยู่คุณแม่ก็ทำทั้งสองตำแหน่งได้ดีมาก จะเห็นได้เลยว่าคนๆหนึ่งสามารถทำทุกอย่างได้ ส่วนคนที่สามารถบาลานซ์ความคิดให้ตรงต่อเวลาได้ก็จะเป็นคุณอา คือคนหลายๆคนชอบคิดว่าคนที่เป็นครีเอทีฟ คนที่เป็นศิลปินต้องรอให้อารมณ์ศิลป์มางานถึงจะเสร็จ แต่เขาเป็นคนที่ตรงเวลาเสมอ งานมาเขาจัดการชีวิตตัวเองกับงานได้ดีมาก แล้วเป็นคนที่บาลานซ์ตัวเองได้น่าอิจฉามาก ส่วนไอดอลอีกคนคือดร.พิจิตร ช่วงที่เขาเป็นผู้ว่ากทม.ผมคิดว่า กทม.สะอาด แล้วจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีตำแหน่งบริหารสูงสุดจะต้องลงมาจี้ข้างล่างเพื่อเป็นตัวอย่างกับคนที่ทำงานอยู่ข้างใต้เขา เขาก็จะได้รู้ปัญหา เพราะฉะนั้นการที่จะบริหารงานได้ก็ต้องรู้งานทุกอย่าง อาจจะไม่ต้องเก่งทุกอย่าง แต่ต้องรู้ทุกอย่างจะได้บอกเขาได้”
ทำไมถึงมาสนใจธุรกิจออร์แกไนซ์
“อาจจะเป็นเรื่องคนที่อยู่รอบตัวมีอิทธิพล เริ่มจากตอนเป็นเด็กคุณอาเป็นดีไซเนอร์ คุณแม่สนิทกับคุณอาผมก็ไปช่วยงานวิ่งเข้าวิ่งออกข้างหลังแคทวอล์ค เข้ามาข้างหลังห้องแต่งตัวเห็นคุณคุ้กกี้จัดอีเว้นท์ รู้สึกว่า เจ๋งมาก เขาได้ทำงานเหนื่อยแต่มีความสุข แล้วก็ได้ออกงานทำกิจกรรมตอนอยู่มหาวิทยาลัยอยู่สายอีเว้นท์ สายโฆษณาครบเลย”
![]()
การจัดการปัญหาเฉพาะหน้า และหลักการบริหารคน
“ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ อาจจะเป็นโชคดีที่ผมยังไม่เจอเคสหนัก เพราะผมจัดการได้หมด แล้วผมก็มีทีมงานที่ดีด้วย คือเวลาผมคุยกับน้องๆเวลาที่เขาทำอะไรช้าหรือผิดผมจะไม่ดุ ก็จะให้โอกาสเขาแก้ตัว หรือถ้าเห็นจุดอ่อน จุดบกพร่องอะไรก็จะชี้แนะแต่จะไม่ดุจนเขารู้สึกกลัว ผมเคยเห็นผู้บริหารบางคนดุลูกน้องแบบเหี้ยมเลย แล้วผมเคยทำงานประจำผมเคยคิดว่าถ้าผมมีออฟฟิศ ผมไม่ชอบอะไรผมจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะเราเคยรู้มาว่า ตอนที่เราทำผิดอะไรตอนที่ทำเราอาจจะไม่รู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่พอวันหนึ่งเรารู้แล้ว เราจะคิดว่าสิ่งที่เราอยากจะได้คืออะไร ระหว่างคำชี้แนะจากคนที่เป็นหัวหน้าเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า หรือแบบเรากลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของเขา คือผมคิดว่าไม่มีใครอยากเป็นเครื่องระบายอารมณ์ ทุกคนอยากจะก้าวหน้า ฉะนั้นผมให้สิ่งนั้นกับคนที่ทำงานกับผม เราอยู่กันอย่างพี่น้อง คนไหนที่คิดว่าจะไม่ผ่านโปรแน่ๆก็เรียกมาคุยกัน ยังไงต้องผ่านโปรให้ได้ คือจะช่วยชี้แนะว่าคุณต้องทำยังไงบ้างถึงจะผ่าน เป็นอย่างนี้มากกว่า ผมคิดว่าการฝึกคนดีกว่า ผมสอนทุกคนว่าผิดถูกไม่มี มีแค่ ณ เวลานี้อะไรคือเหมาะสมที่สุด ผิดในวันนี้อาจเป็นถูกในวันหน้า หนึ่งบวกหนึ่งไม่ได้หมายความว่าเท่ากับสอง คนหนึ่งคนรวมกันกลายเป็นสองคน ถ้าผู้ชายผู้หญิงบวกกันอาจจะได้สามเป็นพ่อแม่ลูก มันมีวิธีคิดอย่าพยายามตีกรอบตัวเอง พยายามมองอะไรใหม่ๆ พยายามถามความคิดจากคนที่เป็นเด็กกว่า เพราะเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ มีเวลาที่จะไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะฉะนั้นเราเปิดโอกาสให้เขาเสนอความคิดได้เต็มที่ และเขาก็มีสิทธิ์ที่จะค้านเราด้วยถ้าเขามีเหตุผลรองรับ การเป็นเจ้านาย ผมไม่ชอบเรียกตัวเองว่าเป็นเจ้านาย เจ้านายจริงๆจะเป็นคำที่ลูกน้องต้องรับรู้ด้วยหัวใจ แล้วคำว่าลูกน้อง พอแยกคำออกมาจะได้คำว่าลูกกับคำว่าน้อง เราจะเลี้ยงลูกยังไงให้โตขึ้นมาเป็นคน จะดูแลน้องยังไง เราจะสอนน้องยังไง พอมาเป็นเพื่อนร่วมงานเราจะร่วมงานกับเขายังไง ผมจะคิดส่วนนี้มากกว่า”
สิ่งที่โดดเด่นในงานออร์แกไนซ์ของคุณเก่ง
“เป็นเรื่องของทีมงานที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมารวมกัน เกิดและโตพร้อมกัน อย่างเช่นผมได้เรื่องออนไลน์เป็นหลัก คุณเดือนเรื่องพีอาร์กับอีเว้นท์แล้วก็น้องๆจะเป็นเรื่องอีเว้นท์ เรามีอะไรเราจะปรึกษากัน อย่างเช่นอีเว้นท์ตัวนี้เรามีอะไรที่จะโยงออนไลน์กับพีอาร์เข้าไปได้บ้าง เราจะทำให้อยู่ตรงกลาง เรามีหัวที่เชี่ยวชาญทั้งหมด พอมีงานอะไรก็จะ เบรนด์สตรอมกัน มีครบวงจรเลยค่อนข้างที่จะเด่น ผมมองว่าอีเว้นพีอาร์คือศิลป์ แล้วออนไลน์คือศาสตร์ของศิลป์มา เบลนด์รวมกัน แล้วอีกสิ่งคือผมชอบคุยกับคนเยอะ ชอบศึกษาคน ทำให้ผมรู้ว่าจะจัดงานอีเว้นท์แบบไหน อย่างไร คนต่างจังหวัดพื้นเพนี้จะชอบแบบไหน ช่วงวัยนี้ต้องจัดอีเว้นท์อย่างไรผมก็จะรู้ว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบอะไร”
เคล็ดลับในการประสบความสำเร็จเร็ว
“ผมมองว่าประสบความสำเร็จในส่วนหนึ่งมากกว่า ผมไม่เคยมองว่าผมประสบความสำเร็จด้วยตัวของผมเพียงคนเดียว ส่วนหนึ่งในความสำเร็จผมมาจากทีมงาน และอีกสิ่งมาจากความคิดถ่อมตนที่ผมไม่เคยมองว่าผมประสบความสำเร็จแบบตู้มเลย แต่ผมมองว่าทุกวันนี้ผมมีความสุข และประสบความสำเร็จยังไง และอยากให้มันขยายยังไงมากขึ้นดีกว่า ไม่ได้อยากจะกำหนดตัวเองว่าประสบความสำเร็จแล้ว ร่ำรวยแล้ว มีความสุขแล้ว ผมมองว่าอะไรที่จะพัฒนาต่อไปโดยไม่ไปเบียดเบียนใคร แล้วคนที่อยู่กับเราเขาจะโตไปยังไง ผมไม่อยากโตฝ่ายเดียว คนที่อยู่กับผมต้องได้ด้วย หรือถ้าเขาจะออกไปจากผม เวลาเขาออกไปเขาจะต้องไม่ใช่ลูกน้อง ต้องเป็นเจ้าของ ผมจะบอกกับคนรอบข้างเสมอว่าอย่าตั้งหลักชัยว่าเป็นหลักชัย แต่ให้ตั้งเป็นหลักบอกระยะเฉยๆ ถ้าเราบอกว่าอันนี้คือหลักชัยของเรา เราจะหยุดพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าเราคิดว่ามันเป็นหลักบอกระยะ เราจะรู้ว่าเราโตมายังไงแล้วเราจะไปทิศทางไหนมากกว่า ไม่อยากให้หยุดพัฒนาตัวเองครับ แค่ใจเย็นและไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และมีกำลังใจให้ตัวเอง”
แนะนำชิคสเตอร์ที่ทำงานออฟฟิศแล้วอยากมีธุรกิจส่วนตัว
“เริ่มจากซื้อหนังสือของคนที่ประสบความสำเร็จมาอ่าน อย่างที่สองคือมีระเบียบในการใช้ชีวิต ความชอบก็เป็นส่วนหนึ่งแต่บางทีเราอาจจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราไม้ได้ชอบก็ได้ เราไม่มีวันรู้ว่าโตขึ้นเราจะเป็นอะไร เราจะประสบความสำเร็จ เราจะผิดพลาด เราจะผิดหวังกับอะไรบ้าง เพราะในวัยที่เรายังเรียนรู้ถูกผิดได้ ขอให้เราเตรียมพร้อมทุกอย่าง แล้วยิ่งโลกมันเปลี่ยนแปลงเราต้องยิ่งอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ หาประสบการณ์ให้กว้างมากกว่าคนอื่น โลกไปเร็วเราต้องเดินหน้าไปก่อนโลก”
เคล็ดลับดีๆแบบนี้ ชิคสเตอร์นำไปใช้กันได้เต็มที่เลยนะคะ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี





.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)