แม่อยู่หน้าจอทั้งวัน เสี่ยงตีนกาขึ้นเร็วกว่าเดิม 10 ปี

แม่อยู่หน้าจอทั้งวัน เสี่ยงตีนกาขึ้นเร็วกว่าเดิม 10 ปี
th.theasianparent.com

สนับสนุนเนื้อหา

ด้วยปัจจัยหลายต่อหลายอย่างที่เข้ามารุมเร้าเหล่าคนไทยเเละคนทั่วโลก ณ ปัจจุบัน ทำให้ตีนกามาเร็วขึ้น แม่อยู่หน้าจอทั้งวัน เสี่ยงตีนกาขึ้นเร็วกว่าเดิม 10 ปี เเละนั่นคือเร็วขึ้นจนทำให้อายุ 25 ก็เริ่มเหี่ยวเเล้วละค่ะ

หน้าจอ ต้นเหตุของความเหี่ยว

เพราะบ่อยครั้งที่การนั่งจ้องหน้าจอจะจบลงด้วยการขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เเละการขมวดคิ้วเเทบจะตลอดเวลานี้ทำให้เกิดการกระจายเล็กๆ ของริ้วรอยลึกที่หน้าผากเเละรอบดวงตา

เร็วขึ้น 10 ปี!!!

จากการให้ข้อมูลของเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า 5 ปีหลังมานี้ ริ้วรอยที่บ่งบอกถึงความหี่ยวของใบหน้านั้น เริ่มปรากฎให้ชัดเร็วขึ้นมาก จากเดิมที่ริ้วรอยเเห่งวัยจะเริ่มเมื่ออายุเข้าสู่วัย 35 ปีขึ้นไป เเต่เพราะการใช้ชีวิตประจำวันที่อยู่หน้าจอทั้งหลายต่างหาก ที่ทำให้สาวๆ ปัจจุบันนี้ เเม้จะมีวัยเพียง 25 ปี ก็มีริ้วรอยแห่งวัยเริ่มปรากฎให้เห็นเเล้วละค่ะ

พฤติกรรมการเลียนเเบบ

พฤติกรรมการใช้งานหน้าจอทั้งหลาย ตั้งเเต่คอมพิวเตอร์ เเลบท๊อป เเทบเล็ต ไปจนถึงจอมือถือนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเลียนเเบบเหล่าดารา คนมีชื่อเสียงทั้งนั้น จนในประเทศอังกฤษมีการออกมารณรงค์ให้ใช้หน้าจอน้อยลง เพราะในปัจจุบันตัวเองการใช้มือถือของคนส่วนใหญ่คือ 9 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน ซึ่งเป็นเวลาที่มากกว่าเวลาที่เรานอนหลับเสียอีกค่ะ

การใช้งานเพิ่มขึ้นสูงมาก 

ในปี 2011 อัตราการใช้งานเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ เเทบเล็ต เเละเเลบท๊อป ของคนอังกฤษอยู่ที่ 31 นาทีต่อวัน เเต่ในปัจจุบันนั้นตัวเลขพุ่งขึ้นสูงถึง 400% หมายความว่าเราใช้มือถือกันเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง 24 นาที ต่อวันเลยทีเดียวค่ะ เเละใช้เวลาในการออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในปี 2548 เป็น 25 ชั่วโมง ณ ปัจจุบันค่ะ

ริ้วรอยมาเร็วจะเเก้ไขยังไง

เเน่นอนว่าการรักษาที่เป็นที่นิยมกันเเพร่หลายคงจะหนีไม่พ้นการฉีดโบท็อกซ์ค่ะ ทั้งดาราเเละผู้ที่มีชื่อเสียงทั้งหลายก็เลือกที่จะเเก้ไขด้วยวิธีนี้กัน เเต่จากปากคำของเเพทย์ที่เชี่ยวชาญ ก็ควรจะเป็นการฉีดที่เเก้ไขไม่ให้มีริ้วรอยมากเกินไปหรือเห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่การฉีดเยอะเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือดูไม่มีริ้วรอยบนใบหน้าเลย นอกจากจะทำให้ดูหลอกตา ไม่เป็นธรรมชาติเเล้ว บางครั้งอาจจะทำให้ดูน่ากลัวไปเลยก็ได้นะคะ

เเน่นอนว่าก่อนการรักษา ควรหาข้อมูล ปรึกษาเเละได้รับการฉึดจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเเละโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือเท่านั้นนะคะ