เก็บตกแห่ผีตลกในเทศกาลออกพรรษา

เก็บตกแห่ผีตลกในเทศกาลออกพรรษา

ในขณะที่กระแสแห่งความศิวิไลซ์ถาโถมเข้าใส่ทุกมุมเมืองจนใครหลายคนหลงลืม "ราก" สังคมของตนไป แต่ชาวบ้านท่าปลาใน จ.อุตรดิตถ์ กลับยังคงสืบสานประเพณี "แห่ผีตลก" ที่บรรพบุรุษเคยปฏิบัติกันมา

การแห่ผีตลกเป็นประเพณีที่ชาว อ. ท่าปลาจัดต่อเนื่องมายาวนานนับร้อยปี โดยจัดขึ้นในวันก่อนวันออกพรรษา ตามความเชื่อที่ว่าบรรดาญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้วหรือพวกภูตผีจะออกมารับส่วนบุญกันในวันนี้ โดยใช้ผีตลกเป็นสัญลักษณ์ของพวกเขาเหล่านั้น ทั้งยังเป็นเครื่องเตือนสติกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ระลึกบาปบุญคุณโทษ

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าในสมัยก่อน ก่อนที่ผู้เล่นเป็นผีตลกจะแต่งตัวเป็นผีไปร่วมงานแห่ เข้าไปทำพิธีในป่าช้า แล้วแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทำมาจากเศษจีวรเก่า ตกแต่งส่วนหัวผีด้วยเส้นผมคนตาย ใช้มะเขือเป็นลูกตา ฯลฯ ใครใส่หัวผีหัวใดก็จะเก็บไว้เป็นความลับไม่บอกแก่กัน จากนั้นจึงนำเครื่องบูชา อาทิ ไข่ต้ม หมากคำ พลูใบ ไปกล่าวเชิญให้วิญญาณภูตผีในป่าช้าออกเล่นสนุกด้วยกัน

ผีตลกจะเดินไปตามบ้านเป็นการบอกบุญ ซึ่งชาวบ้านจะเตรียมกัณฑ์เทศน์ กล้วย และอ้อยเอาไว้ คนที่เดินตามผีตลกก็จะทำหน้าที่เก็บของเหล่านั้นไปที่วัด เมื่อสิ้นสุดการแห่ผีตลกพระสงฆ์จะอาบน้ำมนต์ให้บรรดาผู้ที่เล่นเป็นผีตลก เพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคล แล้วเผาหัวผีและเครื่องแต่งกายทิ้งไป และเมื่อถึงวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันออกพรรษา ชาวบ้านก็จะไปทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัดตามขนบในวันออกพรรษา ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นรูปแบบประเพณีแห่ผีตลกแบบดั้งเดิม

และเป็นธรรมดาของทุกสิ่งที่ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อปี พ.ศ. 2513 ได้มีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ขึ้น อ. ท่าปลาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน จึงต้องย้ายส่วนราชการและชุมชนมาตั้งอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน คนในชุมชนที่เคยมีวิถีชีวิตร่วมกัน ได้กระจัดกระจายกันไปต่างบ้านต่างตำบล ส่งผลให้รายละเอียดบางอย่างของประเพณีแห่ผีตลกเปลี่ยนแปลงไปด้วย

อย่างในช่วงเทศกาลออกพรรษาปีนี้ (2553) "นายรอบรู้" มีโอกาสไปร่วมชมขบวนแห่ผีตลกเป็นครั้งแรกที่ ต. ท่าปลา ในขบวนประกอบด้วยแถวนางรำ ตามด้วยคนถือตุง รถแห่กัณฑ์เทศน์ มีกลุ่มเล็กๆ ในขบวนแสดงเรื่องราวต่อต้านยาเสพติดและวิถีชีวิตชาวบ้าน และได้เห็นผีตลกซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานเต้นตามเพลงฝรั่งอยู่รั้งท้ายขบวน

แง่ความสามัคคีของชุมชน หรือความพยายามสืบสานให้ประเพณียังคงอยู่ก็น่าจะเรียกว่าดี แต่บางทีก็อดนึกไม่ได้ว่า...

"...อยากจะได้เห็นของดีแบบดั้งเดิมดูสักครั้ง"

 

เรื่องและภาพ : วีรวรรณ ภิญญรัตน์

(คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่)