ศาลหลักเมือง

ศาลหลักเมือง
สร้างในสมัย : ร.1

ปกติแล้ว ตามประเพณีโบราณ ตั้งแต่ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลมาจาก ศาสนาฮินดู ศาสนานี้กลายมาเป็นวิถีชีวิตของคนไทยไปแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่เห็นจะขาดเสียมิได้เอาจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องราวของเจ้านายชั้นสูงเสียมากกว่า นับแต่อดีต เมื่อกษัตริย์แต่ละพระองค์นั้นจะเริ่มสร้างเมืองสร้างแผ่นดินขึ้นทีไร สิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้นอกเหนือไปจากการสร้างกำแพงเมืองแล้วนั้นก็คือ ศาลหลักเมือง ศาลหลักเมือง ที่เราเห็นข้างพระบรมมหาราชวัง เคียงกระทรวงกลาโหม ดั่งที่เราเห็นผู้คนไปสักการะบูชากันนั้น แท้จริงแล้ว สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวังจักรีนั้น โปรดให้มีการยกเสาหลักเมืองขึ้นก่อนที่จะสร้างพระบรมมหาราชวังเสียอีก การฝังเสาหลักเมืองนั้น เป็นกุศโลบายอันแยบคายของ พระมหากษัตริย์ ที่ประสงค์จะให้ศาลนี้เป็น เสาหลัก แห่งความมั่นคงเป็นปึกแผ่น และที่สำคัญนั้นการฝังเสาหลักเมือง ในแต่ละที่ย่อมต้องมีการฝัง ดวงเมือง ควบคู่ลงไปกับเสาด้วย และเมื่อหลักเมืองพร้อมดวงชะตาถูกบรรจุลง ศาลนี้ก็ต้องมีผู้เฝ้าที่ทรงประสิทธิภาพ คอยดูแลด้วย และที่ศาลหลักเมืองนี้ ก็มีเทพารักษ์คอยปกปักษ์พิทักษ์ศาล และ เมืองเราถึง 5 องค์ ประกอบไปด้วยพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าเจตคุปต์ และ เจ้าหอกลอง แม้ว่าจะได้มี การทำพิธีปกปักษ์รักษาเมืองแล้ว แต่ตามความเชื่อโบราณนั้น ดวงเมืองย่อมมีอายุขัยในตัวเอง เพราะดวงชะตาของกรุงเทพฯ นั้นถูกเขียน 2 ครั้งภายในศตวรรษแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในสมัยรัชกาลที่ 1 นั้น จากในโหรได้มีการทำนายว่า จะมีลำดับกษัตริย์เพียง 150 ปี และ เมื่อมาถึงรัชกาลที่ 4 นั้น พระองค์โปรดให้มีการหล่อ พระสยามเทวาธิราช ขึ้นเพื่อปกปักษ์อารักษ์แผ่นดินให้ยิ่งขึ้นไป และ เมื่อปีที่ 150 ของ กรุงรัตนโกสินทร์มาถึง ประเทศไทย ก็มีอันต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยก็ยังคงมีกษัตริย์ดำรงอยู่ ฉะนั้นดวงเมืองสำคัญ หรือไม่ ก็ต้องลองพิจารณากันดู มาจนถึงปัจจุบัน ศาลหลักเมืองก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวไทยมาตลอด ด้วยเชื่อกันว่าหากจะริเริ่มทำการใดแล้ว ถ้ามาอธิษฐานขอพรจากศาลหลักเมืองก็จะประสบความสำเร็จสมดังปรารถนา

สิริลักษณ์ จินตนะดิลกกุล

ทีมงานวันว่าง ท่านผู้อ่านมีคำแนะนำหรือติชมหรือคุยกับทีมงานวันว่างได้ที่ leisure@th.mweb.com