
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ‘ญี่ปุ่น’ ถึงยังเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอๆ แม้กระทั่งในหมู่นักท่องเที่ยวไทยเองก็ตาม ก็เพราะญี่ปุ่นนั้นเป็นเมืองที่น่าสนใจ มีศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อที่ยังคงอยู่ ผสมผสานกับความเจริญรุ่งเรือง ความแปลกใหม่ล้ำสมัยที่เข้ามา จึงทำให้การเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นประเทศเดียวนี้ได้ทั้งความหลากหลาย และค่อนข้างที่จะครบรส หากอยากช้อปปิ้งก็ให้มาโตเกียว หรือใครอยากเสพความเป็นเมืองเก่า และวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมก็ให้มาเกียวโต ดังนั้นถ้าใครอยากได้ทริปที่ค่อนข้างหลากหลาย แนะนำให้ลองมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นดู
หากใครกำลังมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวเมืองไหนนี้ เราก็มีตัวช่วย โดยการรวบรวม 10 แลนด์มาร์คเด็ดทั่วญี่ปุ่นเอามาให้ดูกัน ว่าในแต่ละจุดของญี่ปุ่นนั้นจะไฮไลท์เด็ดตรงไหนบ้าง

ใครที่มาเที่ยวโตเกียวอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปกับ ‘Tokyo Tower’ แลนด์มาร์คอันดับหนึ่งตลอดกาลของเมืองโตเกียว นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์คที่สวยงาม และน่าทึ่ง ยังเป็นหอส่งสัญญาณวิทยุ และโทรทัศน์ โดยมีต้นแบบมาจากหอไอเฟล แต่โตเกียวทาวเวอร์นั้นจะมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นสีแดง นอกจากนั้นคนทั่วไปสามารถขึ้นไปชมเมืองโตเกียวได้แบบมุมสูงด้านบนโตเกียวทาวเวอร์ได้ด้วย ถ้าวันไหนอากาศดีๆ ก็จะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วย
วันและเวลาเปิดปิด: 09.00 – 23.00 น. เปิดทุกวัน
ราคาค่าเข้า: Main observatory: ผู้ใหญ่ 900 เยน เด็กนักเรียน 500 เยน เด็กเล็ก 400 เยน และSpecial observatory: 1600 เยน

โตเกียว สกายทรี หรือหอโทรทัศน์โตเกียวที่ขึ้นชื่อ และเหมือนเป็นแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน ถ้าหากว่าเดินทางมาโดยรถไฟใต้ดิน ให้เดินทางมาลงที่ Asakusa Line เพราะมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และไม่ไกลจากวัดอาซากุสะมากนัก ด้านบนโตเกียวสกายทรีจะมีจุดชมวิวที่เห็นวิวโตเกียวได้แบบพาโนราม่า 360 องศา นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้า เหมาะกับการไปนั่งรับประทานอาหารชมวิวสวยๆ
วันและเวลาเปิดปิด: 08.00 – 22.00 น.

ขอข้ามมาที่เมืองโอซาก้า (Osaka) กันบ้าง กับแลนด์มาร์คของเมืองโอซาก้า ซึ่งเราอาจจะขอข้ามป้ายกูลิโกะที่โดะทนโบริ (Doutonbori) กันไป เพราะคิดว่าใครๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้ว เลยอยากจะแนะนำให้คุณลองมาเที่ยวที่ปราสาทโอซาก้า ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ เพราะเป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางใหม่ของประเทศญี่ปุ่น แต่หลังจากมีการสร้างขึ้นมา ก็มีการบูรณะมาหลายครั้งแล้วด้วยกัน ปราสาทโอซาก้างดงามเพราะมีทั้งหมด 8 ชั้น ล้อมรอบไปด้วยสาธารณะญี่ปุ่นที่งดงาม ถ้าใครอยากได้รูปสวยๆ แนะนำให้มาในช่วงซากุระบาน เพราะภายในบริเวณปราสาทโอซาก้าจะมีต้นซากุระอยู่มากกว่า 600 ต้น
วันและเวลาเปิดปิด: 09.00 – 17.00 น.
ราคาค่าเข้าชม: เข้าชมภายในปราสาทผู้ใหญ่คนละ 600 เยน และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าชมฟรี

ใครที่ชอบเที่ยวเมืองเก่า ชอบดูวิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรม เราขอแนะนำให้มาเที่ยวที่เมืองเก่าอย่าง ‘เกียวโต’ (Kyoto) ที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน วัด ‘Kiyomizudera Temple’ หรือที่คนไทยเรียกกันว่าวัดน้ำใส เป็นวัดที่ถือว่าเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเกียวโต และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกอีกด้วย จุดเด่นของวัดน้ำใสก็คือจะตั้งอยู่บนไหล่เขาโอตาวะ ทำให้สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตมุมสูงได้โดยรอบ ยิ่งมาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็จะเห็นฉากหลังเป็นใบไม้สีแดงตัดกับวัดที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง
วันและเวลาเปิดปิด: 06.00 – 18.00 น.
ราคาค่าเข้าชม: 400 เยน

หลายคนที่เคยเห็นคนถ่ายรูปกับฉากหลังที่เป็นประตูศาลเจ้าสีแดงเรียงกันมากมาย อาจจะสงสัยว่าคือที่ไหน เรามาเฉลยคำตอบให้รู้กันว่าเป็นศาลเจ้า ‘Fushimi Inari Shrine’ ศาลเจ้าชินโตเก่าแก่แห่งเมืองเกียวโต ที่มีการสร้างศาลเจ้านี้ขึ้นมาก่อนที่จะสร้างเมืองเกียวโตซะอีก จุดเด่นก็คือที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะมี ประตูโทริอิ (Torii Gate) เรียงรายเป็นพันๆ หมื่นๆ ต้น จนสามารถเดินได้ทั่วภูเขาอินาริ โดยเชื่อกันว่าที่นี่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีสัญลักษณ์เป็นจิ้งจอกที่ถือว่าเป็นสัตว์เทพประจำกายของเทพอินาริ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภายในศาลเจ้าจึงมีรูปปั้นจิ้งจอกอยู่เต็มไปหมด
ราคาค่าเข้าชม: ฟรี

อีกหนึ่งศาลเจ้าที่เป็นแลนด์มาร์คของเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima) ซึ่งถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยวที่เมืองฮิโรชิม่านี้ เราก็ไม่อยากให้พลาด โดยที่ตั้งของศาลเจ้าลอยน้ำแห่งนี้นั้นอยู่บนเกาะมิยาจิม่า (Miyajima) โดดเด่นด้วยการสร้างศาลเจ้าให้มีลักษณะเป็นแพ ดังนั้นทำให้เวลาน้ำขึ้น ศาลเจ้าก็จะไม่จมลงไป จะเหมือนกับลอยน้ำอยู่ตลอดเวลา สมัยก่อนมีความเชื่อว่าเกาะมิยาจิม่านั้นเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ คนธรรมดาจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้ขึ้นมาเหยียบบนเกาะ จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าที่เป็นแพ ไว้เพื่อให้คนที่จะมาสักการะได้อยู่บนแพ ดังนั้นแต่ก่อนถ้าใครจะมาสักการะศาลเจ้านี้ ก็จะต้องเดินทางมาจากทางน้ำเท่านั้น
ราคาค่าเข้าชม: 300 เยน

เป็นแลนด์มาร์คหนึ่งในญี่ปุ่นที่เห็นจากภาพถ่ายแล้วเห็นความงดงามจนไม่นึกว่าจะมีอยู่จริง ซึ่งหมู่บ้าน Shirakawa-go เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่เป็นมรดกโลก จุดเด่นคือทรงบ้านโบราณที่ชื่อว่ากัสโชซุคุริ (Gassho-Zukuri) ที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ที่ตั้งเรียงรายกันเหมือนกับบ้านในนิทาน ซึ่งถ้าหากใครที่อยากเห็นภาพหมู่บ้านประวัติศาสตร์นี้ในช่วงที่สวยที่สุด แนะนำให้ไปในช่วงฤดูหนาว เพราะหิมะจะตกลงมาโปรยปรายปกคลุมลงบนหลังคาบ้านทรงมือพนม จนเกิดเป็นภาพที่งดงาม เหมือนหมู่บ้านแห่งนี้หลุดออกมาจากในหนังสือนิทานจริงๆ

ชมลิงที่เมืองไทยอาจจะธรรมดาเกินไป แนะนำให้ลองมาชมลิงแก้มแดงของญี่ปุ่นที่จะลงมาอาบน้ำพุร้อนที่สวนสาธารณะ ‘Jigokudani Monkey Park’ ที่อยู่ภายในหุบเขา ‘Jigokudani valley’ ในจังหวัดนากาโน (Nagano) จุดเด่นก็คือลิงหิมะที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแช่ออนเซ็นในบ่อร้อนๆ ในช่วงฤดูหนาววันที่หิมะโปรยปราย นอกจากนั้นใกล้ๆ กันนั้นยังมีจุดแช่บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะ สำหรับคนที่อยากลองแช่ออนเซ็นก็ไปเที่ยวกันได้
วันและเวลาเปิดปิด: เดือนเมษายน-ตุลาคม 8:30-17:00 และ เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม 9:00-16:00
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 800 เยน และเด็ก 6-17 ปี 500 เยน

ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ของเมืองนารา (Nara) จะเป็นอะไรไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่กวาง เพราะมีความเชื่อกันว่ากวาง เป็นสัตว์ที่คอยรับใช้เทพเจ้า ซึ่งภายในเมืองนารานี้ ก็จะมีกวางเดินอยู่ทั่วทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นตามสวนสาธารณะ หรือว่าศาลเจ้าก็ตามที โดยภายในสวนกวาง หรือว่า Nara Park จะมีกวางอยู่เป็นจำนวนมากกว่า 1,000 ตัวด้วยกัน แนะนำว่าถ้าใครอยากถ่ายรูปกับกวางอย่างใกล้ชิด ให้ลองซื้อขนมเซมเบ้ที่มีขายอยู่โดยรอบ คนที่ไปเที่ยวโอซาก้า ก็สามารถแวะไปเที่ยวเมืองนารา (Nara) ได้แบบไปเช้าเย็นกลับ

ขอปิดท้ายด้วยแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งของเกียวโต ที่น่าทึ่ง และงดงาม ทั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จุดเด่นก็หนีไม่พ้นการเดินถ่ายรูปเลียบป่าไผ่ที่งดงาม เพราะเป็นทางเดินลัดเลาะป่าไผ่ที่ถือว่ามีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยนักท่องเที่ยวก็สามารถเดินถ่ายรูป หรือว่าจะเช่าจักรยานเพื่อปั่นชมป่าไผ่ รวมไปถึงคนที่อยากถ่ายรูปก็สามารถเช่าชุดกิโมโน หรือใช้บริการรถลากได้
ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง เป็นสถานที่คร่าวๆ ของในแต่ละเมืองที่ญี่ปุ่น ใครที่ชอบเที่ยวแบบไหน แนะนำให้ลองศึกษา หรือลิสที่เที่ยวออกมา เพราะจะได้วางแผนการเดินทางให้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบางเมืองก็สามารถไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ หรือบางเมืองก็อาจจะต้องนอนค้าง ถ้าไม่อยากยุ่งยาก แนะนำให้จองที่พักญี่ปุ่นใน Traveloka ไปด้วยเลย ก็จะช่วยทำให้การเดินทางของคุณกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้นมาอีกเท่าหนึ่งทีเดียว