นครชุมเมืองแห่งวิถีชีวิตที่ใครก็ต้องตกหลุมรัก

นครชุมเมืองแห่งวิถีชีวิตที่ใครก็ต้องตกหลุมรัก
Barefoot

สนับสนุนเนื้อหา

ก่อนลมหนาวจะพัดผ่านประเทศไทยไป เราวางแผนหาที่เที่ยวที่เราพอจะไปสัมผัสอากาศหนาว ความเงียบสงบ และทะเลหมอกกันได้ทันก่อนที่ลมร้อนจะกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง สุดท้ายเราตกลงเก็บกระเป๋า เตรียมตัวมุ่งหน้าไปที่ “นครชุม” ตำบลเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในหุบเขา สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในจังหวัดพิษณุโลก

dsc_0072-1-2

เราเริ่มต้นออกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะนครชุมยังไม่มีรถโดยสารสาธารณะผ่าน ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองพิษณุโลกประมาณ 2 ชั่วโมง เรางีบหลับระหว่างทางที่รถค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงขึ้น ไม่นานก็มาถึง “ร่องเขาแห่งนครชุม” ราว ๆ 4 โมงเย็น อากาศกำลังพอดี ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ลมเย็นพัดมาอ่อน ๆ บวกกับท้องฟ้าปลอดโปร่งที่ทำให้เราเห็นหมู่เมฆสีขาวจับตัวกันเป็นก้อนช่วยทำให้บรรยากาศเป็นใจมากขึ้นไปอีก

dsc_0080-1

เรามองเห็นวิวหมู่บ้านรอบทิศ (เกือบ ๆ 180 องศาเลยทีเดียว) ไม่ว่าจะหันไปมองซ้ายขวาหมู่บ้านก็ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสองฝั่ง แม้แปลงทุ่งนายังไม่เป็นสีเขียวขจี แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่แห้งแล้งเลย ทั้งต้นไม้ที่ขึ้นตามภูเขา และต้นไม้ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางที่พักอาศัยของชาวบ้านก็ทำให้เรารู้ว่าชาวบ้านที่นี่รักธรรมชาติมากแค่ไหน

dsc_0079-2

ใช้เวลาพักชมวิวกันประมาณ 30 นาที เราขับรถขึ้นเขากันต่อเพื่อเก็บสัมภาระเข้าที่พักก่อนฟ้าจะมืดเสียก่อน ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง “นครชุมโฮมสเตย์” ซึ่งเป็นหนึ่งในโฮมสเตย์ทั้ง 12 หลังในนครชุม เพื่อให้เราได้สัมผัสวิถีชาวบ้าน เรียนรู้วิถีไทยเรียบง่ายกันถึงที่ และเพราะนครชุมเป็นชุมชนที่ยังไม่ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวคึกคัก รวมทั้งชาวบ้านยังอยากรักษา ธรรมชาติ ผืนป่า ท้องนาไว้ให้ดีที่สุด จึงยังไม่มีสถานประกอบการณ์ประเภทโรงแรมหรือรีสอร์ทใด ๆ ที่นี่

dsc_0099-1-1
dsc_0101-1
ขอบอกเลยว่า “นครชุมโฮมสเตย์” ทั้งใหญ่แถมยังสะอาดอีกด้วย (ถ้ามากับเพื่อนหลาย ๆ คนก็นอนกันได้สบายเลยล่ะ ไม่ต้องกลัวว่าห้องพักจะไม่พอ) ที่นี่มีทั้งหมดสองชั้น ชั้นล่างจะเป็นห้องพักของนักท่องเที่ยว ประกอบไปด้วยห้องรับแขก สองห้องนอนและสองห้องน้ำ มีที่นอน หมอน ผ้าห่มให้ครบไม่ต้องเตรียมไปเองจ้ะ และอีกสองห้องน้ำที่มีสบู่อาบน้ำ ยาสระผมให้ นำไปแค่ผ้าเช็ดตัว กับแปรงสีฟัน ส่วนด้านบนเป็นส่วนของเจ้าของบ้าน

dsc_0104-2
dsc_0105-3

เราเก็บของกันอย่างรวดเร็วก่อนจะขี่จักรยานทัวร์รอบชุมชน แดดยามเย็นค่อนข้างแรงพอตัว แต่มีลมเย็น ๆ คอยช่วยให้เหงื่อไม่ออกได้ดีเลยทีเดียวล่ะ สองข้างทางไม่เป็นที่พักอาศัยก็เป็นท้องทุ่งนา แถมยังค่อนข้างเงียบสงบ เรียกได้ว่าเราจะได้สัมผัสบรรยากาศของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริงเลย

dsc_0118-4
dsc_0119-5
dsc_0122-6

ระหว่างทางเราเจอบ่อเกลือพันปี ซึ่งบังเอิญมีชาวบ้านมาต้มเกลือที่นี่พอดี เราเลยแวะเข้าไปพูดคุยได้ความมาว่า คนในชุมชนสามารถมาตักน้ำจากบ่อน้ำเค็มที่นี่แล้วนำไปต้มที่เตาต้มเกลือ (มีทั้งหมด 5 เตา) ให้น้ำเค็มนั้นระเหยกลายเป็นเกลือสินเธาว์ (ไว้ใช้กินเองหรือขาย) กันได้ฟรี ๆ เลย!

dsc_0128-7
dsc_0140-11
untitled-1-1

เรากลับเข้าบ้านพักตอนหกโมงครึ่ง เจ้าของบ้านกำลังทำเมนูเด็ดซึ่งเป็นเมนูพื้นบ้านอย่าง ไก่หลาม ที่เราแอบเดินเข้าไปดูวิธีทำมาที่หลังบ้าน เพียงแค่นำไก่มาสับเป็นชิ้นคลุกกับเครื่องปรุงแล้วใส่เข้าในกระบอกไม้ไผ่ที่ตั้งบนกองไฟแล้วรอจนต้มสุก ได้ออกมาเป็นซุปไว้ซดกับแกล้มกับอาหารเครื่องเคียงอื่น ๆ และ ไข่ป่าม ซึ่งเป็นการนำไข่ใส่ใบตองโดยไม่ทาน้ำมัน (หรือทาเล็กน้อย) แล้ววางบนเตาไฟ รูปร่างหน้าตาออกมาคล้ายไข่ตุ๋นเพียงแต่แห้งและบางกว่า

img_8421-1-1

หลังอาบน้ำเสร็จด้วยน้ำเย็นเฉียบ (เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นล่ะ) คุณป้าเจ้าของบ้านคงเห็นเราเดินกอดอกไปมาอยู่ในบ้านทั้งที่ใส่เสื้อหลายชั้น ป้ายิ้มแล้วถามว่า “กรุงเทพฯ ร้อนเหรอจ๊ะ?” เราแอบหลุดขำแล้วตอบกลับไปว่า “กรุงเทพฯ ร้อนกว่านี้เยอะค่ะ” พลางหันไปมอง เสื้อกันหนาวบาง ๆ หนึ่งตัวสวมทับเสื้อคอกระเช้ากับผ้าถุงสีชมพูสดใส แล้วก็ได้แต่คิดในใจ ช่วงนี้ป้าคงเคยชินกับอากาศแบบนี้แล้วแน่ ๆ

โชคดีที่มีเสียงเรียกจากเพื่อนร่วมทริปชวนเราออกไปถ่ายรูปท้องฟ้านอกบ้านก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้ออกไปสัมผัสบรรยากาศชนบทจริง ๆ ที่เงยหน้าขึ้นไปมองตรงไหน ก็เห็นดาวกระจายตัวอยู่เต็มท้องฟ้า บรรยากาศต่างจากท้องฟ้าในกรุงเทพอย่างสิ้นเชิง เราเดินตามหาที่ถ่ายรูปกันอยู่สักพัก จนเจอทางเดินข้างหลังบ้านที่สามารถทะลุไปคันนาได้ เราเลยปักหลักถ่ายรูปกันที่นี่ตลอดทั้งคืน ได้แต่แอบคิดอิจฉาชาวบ้านแถวนี้เล็ก ๆ ที่มีดาวให้ชมกันเต็มฟ้าทุกคืน (ไม่ต้องไปถึงท้องฟ้าจำลองเหมือนชาวกรุงถ้าอยากดูดาว) และจบทริปวันแรกด้วยความประทับใจกับอากาศเย็น ๆ และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวระยิบยามค่ำคืน

dsc_0206-2
dsc_0208-3

เริ่มต้นทริปวันสุดท้าย เราอาจจะนอนหลับกันยังไม่เต็มอิ่ม แต่ก็กระตือรือร้นรีบตื่นกันตั้งแต่ฟ้ายังมืดสนิท เพื่อจะรีบออกไปจับแสงแรกและทะเลหมอกกันให้ทันที่เขาโปกโล้น ทางโฮมสเตย์มีรถอีแต๊กขับไปส่งถึงเชิงเขา จากนั้นก็ต้องใช้แรงจากสองขาของตัวเราเองนี่แหละ ผูกเชือกรองเท้าให้แน่น! วางสัมภาระที่ไม่จำเป็นไว้ข้างล่าง แล้วเตรียมตัวพิชิตยอดเขาให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าอยากเก็บแสงแรกของวันได้ทัน อย่าลืมว่าถ้าไปตั้งแต่เช้ามืด เตรียมไฟฉายส่วนตัวมาด้วยล่ะ เดี๋ยวมองไม่เห็นทางแล้วจะเจ็บตัวกัน

dsc_0366-1
dsc_0367-24

อุณหภูมิขณะนั้นประมาณ 19 องศา เหงื่อยังไม่ทันได้ออกแถมยังมีควันออกจากปากอีกด้วย ความรู้สึกเหมือนอยู่เมืองนอกเลยล่ะ ใครที่ขึ้นเขาบ่อย ๆ เป็นชีวิตจิตใจ การขึ้นเขาโปกโล้นจะไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะเราใช้เวลาเดินขึ้นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ในระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ ไม่ต้องห่วงไป เพราะทางเดินขึ้นไม่ได้ชันมาก อาจมีจุดหวาดเสียวตรงทางเดินริมผา และดินทรายที่อาจทำให้ลื่นได้ ต้องเดินกันอย่างระมัดระวัง และอาจมีสับสนเรื่องเส้นทางนิดหน่อย แต่เรามี พี่ตั้ม มัคคุเทศก์จิตอาสาประจำนครชุม ที่เป็นไกด์คอยนำทางให้เราถึงยอดเขากันได้ทันเวลา

dsc_0326-21
dsc_0347-23

หลังเหน็ดเหนื่อยกับการเดินขึ้นเขา พากันถ่ายรูปเก็บแสงแรกกันไปได้สักระยะ และรอหมอกขาวค่อย ๆ ไหลเข้าหมู่บ้าน เรานั่งพักกินข้าวเหนียวหมูที่ทางโฮมสเตย์เตรียมไว้ให้ที่ริมผา ได้กินข้าวเหนียวหมูรสอร่อย และชมวิวสวย ๆ ไปพร้อมกัน เรียกได้ว่า อิ่มทั้งกายและใจเลยล่ะ

dsc_0253-15
img_8299-1

“เมื่อวานยังมีทะเลหมอกอยู่เลยครับ” เสียงจากพี่ตั้มที่หันมาบอก หลังจากเห็นพวกเราตั้งหน้าตั้งตารอทะเลหมอก แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมา น่าเสียดายที่วันนี้เราไม่ได้เห็นทะเลหมอกกัน เห็นเพียงแค่หมอกขึ้นมาเรี่ย ๆ ที่ตีนเขาลูกตรงข้ามเท่านั้น แต่ภาพพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบเขาลูกข้างหน้า ส่องลำแสงสีขาวเป็นเส้น ๆ ไปยังต้นไม้และบ้านช่องจนเกิดเงาที่ทอดยาวหันเข้ามาหาตัวเราก็ทำให้เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจไปอีกแบบ

dsc_0304-19
dsc_0307-20

จบทริปแห่งความประทับใจ กับการสัมผัสวิถีชุมชนที่เราหาไม่ได้ในกรุงเทพฯ ถนนหนทางที่มืดสนิทตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน ชาวบ้านที่นี่หาเลี้ยงตัวเองด้วยการประกอบอาชีพง่าย ๆ แต่มีความสุข หากใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในระยะเวลาสั้น ๆ อย่าง เสาร์ – อาทิตย์ โดยไม่อยากไปเจอกับผู้คนเยอะ ๆ เราขอแนะนำ “นครชุม” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ให้ทุกคนได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านกันอย่างจุใจ 

dsc_0274-16

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว