แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ!? 20 สถานที่แปลกๆ จากทั่วทุกมุมโลกที่น้อยคนจะรู้จัก

แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ!? 20 สถานที่แปลกๆ จากทั่วทุกมุมโลกที่น้อยคนจะรู้จัก
Pepperrr

สนับสนุนเนื้อหา

1.ทะเลสาบลายจุด (แคนาดา)

large_6supkdv

ถ้าพูดถึงเจ้าพ่อทะเลสาบก็ต้องยกให้แคนาดาเขาแหละ เพราะเป็นดินแดนที่มีทะเลสาบน้อยใหญ่มากที่สุดในโลก

แต่ไม่มีทะเลสาบไหนจะแปลกเท่า "ทะเลสาบลายจุด" (Spotted Lake) อีกแล้ว

เพราะพ่อเล่นมาอย่างกับจานสีร้อยหลุม ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ในรัฐบริติช โคลัมเบีย นอกจากน้ำจะแยกกันเป็นแอ่งๆ จุดๆ แล้ว แต่ละแอ่งยังมีสีต่างกันอีกต่างหาก ทั้งฟ้า เหลือง เขียว น้ำตาล ฯลฯ

ไล่เฉดสวยงามอย่างกับศิลปินคนไหนมาจัดวาง แถมยังมีแร่ธาตุต่างๆ เข้มข้นมากที่สุดในโลกด้วย

2.ทางเดินของยักษ์ (ไอร์แลนด์เหนือ)

large_65790253_

เล่นใหญ่ของจริง... "ทางเดินของยักษ์" (Giant's Causeway) ณ ไอร์แลนด์เหนือ นอกจากจะถูกยกเป็นมรดกโลกแล้วยังได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย

มีลักษณะเป็นแท่งเสาหินสมมาตรจำนวนมากทอดยาวเรียงรายอยู่บนชายหาด บางส่วนยื่นออกไปในมหาสมุทรแอตแลนติก ความสูงลดหลั่นกันไป บางแท่งสูงถึง 12 เมตร รวมทั้งหมด 40,000 แท่ง

ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีมนุษย์หน้าไหนสร้างขึ้นแต่อย่างใด หากแต่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ศิลปินมือเอกของโลกก็ต้องพี่ธรรมชาตินี่แหละ

3.บ่อน้ำเทพเจ้าธอร์ (สหรัฐอเมริกา)

large_tumblr_o9g526qp1e1sq04b

หน้าพี่ธอร์กับค้อนคู่ใจลอยมาทันที... "บ่อน้ำเทพเจ้าธอร์" (Thor's Well) อยู่ที่รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา เป็นบ่อน้ำเค็มที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ถูกคลื่นทะเลจากมหาสมุทรแปซิฟิกกัดเซาะซ้ำๆ มาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ ราวกับเทพเจ้าธอร์เอาค้อนประจำกายฟาดลงไปอย่างแรง (สงสัยจะโกรธโลกิมา)

รอบปากบ่อเต็มไปด้วยโขดหินแหลมคมจำนวนมาก ทำให้กระแสน้ำที่ไหลหลั่งลงไปในบ่อดูแตกต่างทางลีลาและท่วงทำนองอย่างงดงาม

4.ปราสาทปุยฝ้าย (ตุรกี)

4

สวยขาดใจ... "ปราสาทปุยฝ้าย" (Pamukkale) ตุรกีส่งเข้าประกวด เกิดจากน้ำพุร้อนใต้ดินเอ่อท้นขึ้นมาเหนือผิวดิน แล้วทำปฏิกิริยาจับตัวจนแข็ง เกาะกันเป็นริ้วเป็นแอ่ง

ดูคล้ายหน้าผาหรือระเบียงสีขาว ลดหลั่นเป็นชั้นไปตามภูมิประเทศ ดูเผินๆ เหมือนสร้างจากหิมะ ก้อนเมฆหรือปุยฝ้าย จึงเรียกกันว่าปราสาทปุยฝ้าย ส่วนน้ำพุร้อนมีอุณหภูมิราว 33 - 35 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิกำลังดี น่านอนแช่ชิลล์ๆ แถมยังมีสรรพคุณในการบำบัดโรคอีกต่างหาก ที่นี่เลยกลายเป็นสปาธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ตระการตาจริงๆ

5.ทะเลสาบสีชมพู (ออสเตรเลีย)

5

เห็นแล้วอยากกินนมเย็นไหมล่ะ... "ทะเลสาบสีชมพู" (Lake Hillier) ตั้งอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย มีความยาวประมาณ 600 เมตร ขอบทะเลสาบปกคลุมด้วยแผ่นเกลือสีขาว

รายล้อมด้วยดงป่าทึบเขียวขจีแน่นหนา น้ำในทะเลสาบมีสีชมพูหวานราวสีของนมเย็นหรือกลีบกุหลาบ และเป็นสีถาวร ทดลองตักมาใส่ภาชนะอื่นก็ไม่เปลี่ยนสี

สันนิษฐานว่าเกิดจากแบคทีเรีย Dunaliella ผลิตสารสีแดงเพื่อดูดซับแสงอาทิตย์ ทำให้ยิ่งโดนแสงก็ยิ่งแสดงสีมากขึ้น

6.ระเบียงน้ำแร่ธรรมชาติ (อิหร่าน)

6

อีกสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของธรรมชาติ... "ระเบียงน้ำแร่สีส้ม" (Badab-e Surt) ตั้งอยู่บนเขาสูง 1,840 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางตอนเหนือของประเทศอิหร่าน

มีอายุเก่าแก่ยาวนานนับพันปี มีลักษณะเป็นระเบียงหินอ่อนลดหลั่นกันหลายชั้น เอ่อท้นไปด้วยน้ำพุร้อนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคต่างๆ

โดยเฉพาะโรคข้อรูมาตอยด์ ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิน้ำแร่จะมีรสเค็ม แต่ช่วงปลายฤดูน้ำจะมีรสเปรี้ยวและเปลี่ยนเป็นสีส้ม ทำให้ระเบียงหินอ่อนกลายเป็นสีส้มงามจับตาจับใจไปด้วย

7.อุทยานภูเขาหิน (จีน)

7

"อุทยานภูเขาหินเทียนจื่อ" (Tianzi Mountain) อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน อุทยานแห่งนี้เต็มไปด้วยแท่งหิน สูงต่ำ น้อยใหญ่ เรียงรายกว่า 200 ยอด แทงเสียดลิ่วๆ

ขึ้นไปในอากาศ รูปร่างแตกต่างกันแทบไม่ซ้ำแบบ ไอหมอกสีขาวละมุนลอยปกคลุมเหมือนดินแดนในความฝัน

ความวิจิตรอลังนี้ก่อเกิดจินตนาการให้ผู้คนนำมาผูกร้อยเป็นเรื่องราวคติธรรมสอนใจมากมายในประเทศจีน เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักอุทยานภูเขาหินแห่งนี้ดี

เพราะมันถูกใช้เป็นที่สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดเรื่อง Avatar ด้วย

8.ลายเส้นปริศนา (เปรู)

8

"ลายเส้นนาซคา" (Nazca Lines) ในประเทศเปรู ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าเป็นฝีมือมนุษย์ต่างดาวหรือมนุษย์เดินดินกันแน่ เมื่อมองลงมาจากทางอากาศ

เราจะเห็นลายเส้นเหล่านี้เป็นรูปร่างมนุษย์และสัตว์ชนิดต่างๆ อย่างชัดเจน แต่ไม่ต้องเถียงกันแล้วนะ เพราะในที่สุดวงการโบราณคดีก็สรุปตรงกันว่า

นี่เป็นลายเส้นที่วาดโดยชาวนาซคาซึ่งอาศัยอยู่ในแถบนี้เมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว และเหตุที่ลายเส้นยังอยู่คงทนมาถึงทุกวันก็เพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นหินสีแดงที่แห้งแล้ง

ไม่มีฝนตก ทำให้มันได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศน้อยมากนั่นเอง

9.สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (มหาสมุทรแอตแลนติก)

9

เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินกิตติศัพท์ความลี้ลับของ "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" (Bermuda Triangle) มานาน แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่ามันอยู่ที่ไหน มา...นี่จะบอก!

มันอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก กินพื้นที่จากตอนเหนือของเบอร์มิวดา ถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา ถึงบาฮามาสและเปอร์โตริโก ลากจุดต่อกันแล้วกลายเป็นพื้นที่รูปร่างสามเหลี่ยมอย่างที่เห็น

มันเป็นแหล่งกำเนิดปรากฏการณ์ลี้ลับเหนือธรรมชาติ กลืนกินชีวิตมนุษย์ เรือเดินทะเลและเครื่องบินให้หายสาบสูญไปไม่เห็นแม้ซาก ถึงทุกวันนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเกิดจากอะไรและจะป้องกันได้อย่างไร

10.เกาะต่างดาว (เยเมน)

10

เห็นแล้วขนลุก!! "เกาะโซโคตร้า" (Socotra) เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในมหาสมุทรอินเดีย ในดินแดนของสาธารณรัฐเยเมน

ใครที่สงสัยว่าทำไมมันถูกเรียกว่าเกาะเอเลี่ยนหรือเกาะต่างดาวก็ลองดูบรรดาต้นไม้บนเกาะนี่สิ แต่ละต้นหน้าตาธรรมดาเสียที่ไหน อย่างกับหลุดมาจากดาวดวงอื่น

เกาะนี้อายุไม่มากหรอก ก็แค่ 6 ล้านกว่าปีเท่านั้นเอง ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ต้นไม้บางต้นที่พบบนเกาะนี้เป็นสายพันธุ์เก่าแก่กว่า 20 ล้านปี ยูเนสโกเลยขึ้นทะเบียนเกาะนี้เป็นมรดกโลกไปเป็นที่เรียบร้อย

11.มือยักษ์กลางทะเลทราย (ชิลี)

11

เข้าใจทำ! "มือยักษ์กลางทะเลทราย" (Hand in the Desert) ผลงานประติมากรรมของ Mario Irarrázabal ศิลปินชาวชิลี เขาสร้างเป็นรูปมือหินขนาดยักษ์สูง 11 เมตร

ฝังลึกไว้กลางทะเลทราย Atacama ซึ่งเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลก อยู่ที่ประเทศชิลี ความหมายของมือยักษ์นี้ก็เพื่อเตือนสติให้ผู้สัญจรเดินทางผ่านทะเลทรายแห่งนี้ด้วยความระมัดระวัง

เพราะมันทั้งแห้งแล้งและร้อนระอุ เอาเป็นว่าแม้แต่พี่ยักษ์ตนนี้ก็ยังไม่รอด ถูกทะเลทรายดูดกลืนร่างลงไป ทำได้เพียงชูมือขอความช่วยเหลือเท่านั้น!

12.ภูเขาช็อกโกแลต (ฟิลิปปินส์)

12

เห็นแล้วหิวไหมล่ะ? "ภูเขาช็อกโกแลต" (The Chocolate Hills) บนเกาะโบโฮล ประเทศฟิลิปปินส์ ที่นี่มีภูเขาลูกย่อมๆ รวม 1,268 ลูก วางเรียงรายไปทั่วบริเวณ

ในฤดูกาลปกติเนินเขาเหล่านี้จะเป็นสีเขียวเพราะถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ต้นหญ้า แต่ในฤดูแล้งพวกมันจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจนดูคล้ายช็อกโกแลตทรงคว่ำจำนวนมาก

นักธรณีวิทยาบอกว่านี่คือแนวปะการังใต้ทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเมื่อหลายล้านปีก่อน ต่อมาน้ำทะเลเหือดแห้งลง ทำให้เกิดการทับถมของหินปูนจนกลายเป็นเนินเขาช็อกโกแลตน่ากินเหล่านี้

13.หาดสีแดง (จีน)

13

ฉีกทุกกฎของทุกหาดบนโลกนี้!! "หาดสีแดง" (Red Beach) ณ ที่ราบลุ่มแม่น้ำ Liaohe เมืองผานจิ่น มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน เหตุที่มันแดงฉานได้ขนาดนี้ก็เพราะทุกๆ ฤดูใบไม้ร่วง

วัชพืชทะเลอย่างสาหร่าย Sueda จะเปลี่ยนสีไปเป็นสีแดงสด เปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ให้กลายเป็นชายหาดสีแดงสะพรั่งทุกตารางนิ้ว ราวกับพรมแดงเมืองคานส์ก็ไม่ปาน

แถมยังเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาสูงมาก เป็นที่อยู่อาศัยของนกและสัตว์พันธุ์หายากนานาชนิดอีกด้วย

14.ทุ่งไหหิน (ลาว)

14

นาทีนี้ ลำไย ไหทองคำต้องถอยไปก่อนนะ เพราะนี่เขามากันเป็นทุ่ง... "ทุ่งไหหิน" (Plain of Jars) อยู่ที่ลาว ประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง

ทุ่งไหเหล่านี้เกิดจากพิธีกรรมความเชื่อในสมัยโบราณของลาว ที่ต้องใช้เหล้าจำนวนมากเมื่อเจ้าเมืองต้องการจะเฉลิมฉลองในโอกาสต่างๆ

ชาวลาวจึงได้แกะสลักหินทรายเป็นรูปไหพร้อมฝาปิดสำหรับหมักเหล้าโดยเฉพาะ บริเวณที่มีไหมากที่สุดคือที่เมืองโพนสวรรค์ มีถึง 250 ไห แต่ละใบไม่ใช่เบาๆ

บางใบหนักถึง 6 ตัน (1,000 กิโลกรัม) ยกให้เป็นนวัตกรรมการหมักเหล้าที่น่าทึ่งที่สุดในโลกไปเลย

15.หุบเขาหินก็อบลิน (สหรัฐอเมริกา)

15

"หุบเขาหินก็อบลิน" (The Hoodoos of Goblin Valley State Park) อายุเก่าแก่มาแต่ยุคจูราสสิค ตั้งอยู่ที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา เป็นหุบเขาที่มีหินก่อตัวเป็นแท่งเตี้ยๆ จำนวนมาก

แท่งหินเหล่านี้มีหัวใหญ่กว่าลำตัวคล้าย "ก็อบลิน" ตัวประหลาดในเทพนิยายที่มีรูปร่างเตี้ยคล้ายคนแคระ เลยเป็นที่มาของชื่อหุบเขา

และไม่ใช่แค่ตัวสองตัวแต่พี่แกเล่นมากันเป็นกองทัพอย่างกับอาณาจักรปีศาจ ว่ากันว่าคาวบอยที่ออกตามหาวัวแล้วมาเจอหุบเขานี้เข้าเป็นครั้งแรกตกใจแทบช็อค (ถ้าเป็นคนไทยพี่ก็อบลินมีสิทธิ์โดนขูดหาเลขหวย!!)

16.หาดทรายแก้วกองขยะ (สหรัฐอเมริกา)

16

จากกองขยะที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ธรรมชาติจัดสรรขัดเกลาจนมันกลายเป็น "หาดทรายแก้ว" (Glass Beach) เปล่งประกายแวววาว... เดิมทีที่นี่เป็นขยะกองมหึมา

ในปี 1967 ทางการได้ทำความสะอาดครั้งใหญ่ แต่เศษเล็กเศษน้อยของแก้วและกระจกจำนวนมากยังฝังรากอยู่ในพื้นที่ หลายสิบปีผ่านไป

ธรรมชาติได้เข้ามาขัดเกลาเจียระไนเศษแก้วเกลื่อนกลาดเหล่านั้นให้กลายเป็นวัตถุกลมมนหลากสีสันงดงามราวอัญมณี

ตอนนี้เลยเกิดปัญหาใหม่เพราะนักท่องเที่ยวแอบหยิบฉวยลูกแก้วกลับบ้านซะงั้น หืม...อิพวกมนุษย์นี่ยังไงนะ!!

17.อุโมงค์กะโหลก สุสานยักษ์ใต้ดิน (ฝรั่งเศส)

17

ลืมหอไอเฟลและแฟชั่นไปก่อน เพราะปารีสหลอนมากกว่าที่คุณคิด!! นี่คือ "คาตาคอมส์" (Catacombs) สุสานยักษ์ใต้ดินและอุโมงค์กะโหลก อยู่ลึกลงไปใต้ดิน 20 เมตร

ยาวรอบกรุงปารีสกว่า 300 กิโลเมตร และเก็บโครงกระดูกไว้กว่า 600 ศพ เดิมทีที่นี่เป็นเหมืองแร่ ต่อมาสุสานประจำเมืองไม่เพียงพอที่จะเก็บศพ

ทำให้ศพส่งกลิ่นและแพร่เชื้อโรค ทางการจึงปรับปรุงเหมืองแร่แห่งนี้ให้เป็นสุสานใต้ดิน ปัจจุบันคาตาคอมส์กลายเป็นที่ลองดีของหนุ่มสาวยุคใหม่

พวกเขาลงไปจัดปาร์ตี้ ดื่มกิน หรือแอบฉายหนังกันก็มี ต้องจิตแข็งกันขนาดไหน??!!

18.น้ำพุร้อนสีรุ้ง (สหรัฐอเมริกา)

18

สวยจนลืมหายใจ... "น้ำพุร้อนสีรุ้ง" (Fly Geyser) อยู่ที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ชื่อ "ฟลาย ไกเซอร์" ใช่จะได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะน้ำพุดูเหมือนกำลังบินอยู่ในอากาศ

โดยน้ำพุแห่งนี้จะปล่อยกระแสน้ำให้พุ่งสูงขึ้นอย่างแรง ร่วมกับการปล่อยไอน้ำออกมาเป็นระยะ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยากของโลก

เดิมทีพื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งน้ำขุดเจาะของเกษตรกร ความร้อนใต้ผิวโลกส่งผลให้พื้นที่การขุดเจาะในอดีตเกิดน้ำพุและสระน้ำขึ้นมา ส่วนสีสันสายรุ้งต่างๆ ก็เกิดจากการสะสมตัวของแร่ธาตุชนิดต่างๆ นั่นเอง

19.เกาะแมวเหมียว (ญี่ปุ่น)

19

เกาะอะไรมีประชากรเหมียวมากกว่าประชากรคน? ก็ "เกาะแมวเอโอชิม่า" (Aoshima Cat island) นี่ไง เกาะนี้เป็นเกาะเล็กๆ ในประเทศญี่ปุ่น จากข้อมูลในปี 2016 มีคนอาศัยอยู่บนเกาะเพียง 15 คน

ส่วนใหญ่เป็นชาวประมงและคนชรา แต่มีแมวอยู่นับร้อยๆ ตัว บ้านเรือนบางส่วนเป็นบ้านร้างเลยถูกฝูงแมวยึดเป็นที่พำนัก ที่นี่จึงกลายเป็นจุดรวมพลของคนรักแมว

พากันนั่งเรือข้ามไปยังเกาะพร้อมนำอาหารไปปรนเปรอน้องเหมียวเพียบ ...นี่กำลังนึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีหนูสักตัวหลงไปบนเกาะนี้

20.ทะเลสาบแห่งความตาย (แทนซาเนีย)

20

สวยแต่น่ากลัว! "ทะเลสาบแห่งความตาย" (Lake Natron) อยู่ที่ประเทศแทนซาเนีย น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีความเป็นด่างสูงมาก ทำให้สัตว์ป่าที่ตายในแถบนี้ ไม่ว่าจะเป็นนก หงส์ป่า ค้างคาว ฯลฯ

ซากของมันจะมีลักษณะแห้งและแข็ง คล้ายถูกแช่แข็งหรือถูกสตาฟเอาไว้ กลายเป็นงานศิลปะสะท้อนความไม่เที่ยงของชีวิตที่น่าสยดสยองสำหรับมนุษย์

สำหรับชื่อ Natron นั้นเป็นชื่อแร่ธาตุที่พบเป็นจำนวนมากในทะเลสาบ ซึ่งเป็นแร่ธาตุชนิดเดียวกันที่คนอียิปต์ใช้ในการทำมัมมี่นั่นเอง

 

 
คุณคิดว่าธรรมชาติกับมนุษย์ ใครเป็นนักสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่เก่งกาจกว่ากัน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ ที่เที่ยวทั่วโลก