"ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์" : ตัววิ่ง NFL ผู้พยายามหนีสงครามแก๊งในคุกจนต้องลงมือฆ่า

"ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์" : ตัววิ่ง NFL ผู้พยายามหนีสงครามแก๊งในคุกจนต้องลงมือฆ่า
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ไม่ว่าจะเข้าคุกไปด้วยเหตุผลอะไร แต่ ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ รู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าชีวิตในนั้นมันทรมานและลำบากแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงไม่สุงสิงกับใคร มีเพียงคัมภีร์ไบเบิล, กระดาษ และ ปากกาเท่านั้นที่เป็นเพื่อนเขาสำหรับชีวิตหลังลูกกรง

ลอว์เรนซ์ พยายามจะทำตัวให้ดี ไม่เข้ากับแก๊งไหนเพื่อจะได้พ้นโทษไวๆ ทว่ายิ่งหนีกลับยิ่งเจอและลงท้ายด้วยสิ่งที่เขาไม่เคยคาดฝัน

เขาฆ่าคนตายในนั้นได้อย่างไร? และเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาหลังจากสังหารสมาชิกแก๊งรายนั้น? ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

 

หยิบปีศาจมาปัดฝุ่น

บ่ายวันหนึ่งที่รัฐ แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทาย พาโกเน่ อดีตโค้ชอเมริกันฟุตบอลของทีมไฮสคูล บัลด์วิน พาร์ค ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากกรมราชทัณฑ์ มันคือจดหมายจาก ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ เด็กน้อยที่อยู่กับเขาในหลากหลายสถานะทั้ง เด็กข้างบ้าน, ลูกชาย และ ลูกทีม 

 1

เนื้อความในบอกถึงชีวิตในห้องขังที่โหดร้ายยิ่งกว่าโลกแห่งความจริงหลายเท่า ลอว์เรนซ์ เปิดใจหมดเปลือกว่าเขาปรับตัวไม่ได้กับชีวิตในเรือนจำ และเขาอยากจะทำตัวดีๆ ให้หมดเคราะห์หมดโศกจนได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษในเร็ววัน ...

"สวัสดีโค้ช พาโกเน่ เป็นไงบ้าง? ผมได้รับจดหมายและพัสดุของโค้ชมาแล้วเมื่อวันก่อน แต่ตอนนี้ผมยังถูกขังในห้องประมาณ 80% ของวัน ถ้าคุณเห็นคุณจะต้องประหลาดใจ ที่นี่ทะเลาะกันทุกวัน และมันเริ่มต้นจากเรื่องไร้สาระทั้งนั้น"

"แต่ก็นะ ในเมื่อโลกของคุณถูกย่อให้เล็กลงแล้วอะไรที่ไร้สาระก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจไปหมด นั่นคือเหตุผลที่ทำไมผมไม่อยากยุ่งกับพวกงี่เง่าพวกนี้นัก แต่ละคนร้องหาแต่ยาเสพติดและเหล้าพร้อมเที่ยวบอกใครต่อใครว่าถ้าได้ออกไปแล้วจะไม่กลับมาเข้าคุกอีก แต่เชื่อเถอะพวกเขากลับมาแน่"

"ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่นถึงไม่ค่อยอยากจะคุยกับผม เพราะเมื่ออยู่ที่นี่ผมก็ไม่มีเพื่อนสักคน เพราะไม่มีใครที่เข้ากับผมได้เลย ... โค้ชครับ ผมจะอยู่ให้ห่างไกลปัญหาเข้าไว้ ผมต้องทำเป็นไม่สนใจและเอาเวลาไปเขียนอะไรต่อมิอะไรเพื่อปฏิเสธพวกเพื่อนร่วมห้อง เพราะถ้าอยู่กับพวกเขาผมต้องเจอกับปัญหาใหญ่แน่ๆ"

 2

หลังจากอ่านจดหมายจบลง ภาพวันเก่าๆ ก็ย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน ทาย พาโกเน่ คือคุณครูหนุ่มที่ไปเจอกับเด็กชายบ้านแตกสาแหรกขาดคนหนึ่ง ซึ่งนั่นคือ ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ ... เด็กชายคนนี้เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมและอาศัยอยู่กับแม่ ทว่าช่วงเวลาที่เขาโตขึ้นมาแม่ของได้คบหาดูใจกับผู้ชายคนใหม่ และพ่อเลี้ยงคนนั้นทุบตีเขาเป็นประจำ 

สิ่งที่ผู้คนแถวนั้นเห็นเป็นประจำคือภาพที่ ลอว์เรนซ์ วิ่งหนีออกจากบ้านด้วยความเร็วสุดชีวิต มันเป็นความเร็วที่เกินกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันจะทำได้ และที่มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าการวิ่งแต่ละครั้งของ ลอว์เรนซ์ ไม่ใช่การเล่นสนุก แต่เป็นการแทงเดิมพัน โดยสิ่งที่วางเดิมพันคือร่างกาย และชีวิตของเขา ... หากเขาช้านิดเดียวจะถูกจับได้และหวดไม่ยั้งราวกับเป็นกระสอบทราย 

โชคดีที่เมื่อเติบโตขึ้นมาอีกหน่อยเขาถูกส่งไปอยู่กับคุณป้าที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมัธยม บัลด์วิน พาร์ค มากนัก และที่นั่น ลอว์เรนซ์ ได้พบกับ ทาย พาโกเน่ และ โทนี่ เซน 2 โค้ชทีมอเมริกันฟุตบอลประจำโรงเรียนมัธยม ซึ่งทั้งคู่พยายามผลักดัน ลอว์เรนซ์ เต็มที่ ทว่าไม่ใช่ในฐานะนักฟุตบอล แต่เขาอยากให้เด็กชายคนนี้หลุดพ้นปูมหลังที่เลวร้าย มีโอกาสได้เรียน และได้อยู่ในที่ที่สามารถดูแลประคบประหงมตัวเองได้ 

"ภูมิหลังครอบครัวของ ลอว์เรนซ์ นั้นแสนสาหัสมาก เขาเหมือนกับไม่มีครอบครัวเลย เราถามเขาว่าแล้วเราจะโทรติดต่อที่บ้านเธอได้อย่างไร เขาก็บอกว่าโทรไปบ้านเด็กกำพร้าก็ได้" เซน เล่าถึงการช่วยเหลือลูกศิษย์ของเขา

 3

ทั้ง เซน และ พาโกเน่ เป็นคนเดินเรื่องกับทางรัฐให้ออกใบอนุมัติให้กับ ลอว์เรนซ์ ได้เข้าไปอยู่ในการดูแลของรัฐ และได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เพราะกฎของอเมริกันฟุตบอลไฮสคูลจะอนุญาตให้ผู้เล่นที่มาจากสถานศึกษาลงเล่นเท่านั้น

"ตอนแรก ลอว์เรนซ์ ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะลงเล่นเลย เขาไม่ได้เรียนหลักสูตรพื้นฐาน และผมรู้ทันทีว่าเราต้องพาเขากลับมาเรียนหนังสือให้ได้ แรกเริ่มเขาก็ตั้งข้อสงสัยในตัวเราทั้งคู่เหมือนกันว่าจะไปยุ่งอะไรกับชีวิตเขานักหนา แต่ผมก็เรียกเขามาคุยและเปิดอกกันแบบลูกผู้ชายไปเลย" เซน เรียกตัว ลอว์เรนซ์ มายังออฟฟิศของเขาในโรงเรียนมัธยมบัลด์วิน ทั้งคู่จ้องหน้ากันสักพัก และ ลอว์เรนซ์ มีสายตาที่แข็งกร้าวจากการไม่ไว้ใจผู้ใหญ่เพราะผ่านเรื่องร้ายๆ มาในอดีต โค้ชเซนเอานิ้วเคาะที่โต๊ะเป็นจังหวะและเริ่มเข้าประโยคที่ทำให้ทั้งตัวเขา โค้ชพาโกเน่ และ ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ เข้าใจในสิ่งเดียวกัน

"ไอ้หนูพระเจ้าให้ของขวัญแกมานะแกรู้ตัวไหม? แกมีของขวัญในแบบที่เด็กๆ ในทีมของฉันไม่มี ดังนั้นแกควรใช้มันให้คุ้มเข้าใจหรือยัง" โค้ชเซน เล่าถึงประโยคในวันนั้น และจากนั้น ลอว์เรนซ์ ก็ยอมเข้าเรียนและกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีม

"กับเด็กอย่าง ลอว์เรนซ์ เนี่ยคุณต้องเอาจริงกับเขา ดุเขาให้หนักๆ แนะนำเขาให้ถูกทาง ถ้าเขาไม่ฟังล่ะคุณต้องเตะตูดเขาได้ทันทีให้เขาเข้าใจเสียว่าสิ่งที่เขาได้รับมันมีความหมายขนาดไหน" สองโค้ชเอาชื่อเสียงและหน้าที่เป็นประกันสำหรับการเอาตัว ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ เข้าสู่ทีม

สอนเด็กระเบิด

เด็กคนอื่นๆ อาจจะวิ่งรอบสนามแค่ 4-5 รอบ แต่สำหรับ ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ ถูกทั้งสองโค้ชเคี่ยวเข็ญหนักกว่าใครเพื่อน เขาต้องวิ่งมากกว่าราว 2-3 เท่า ในวันที่เด็กคนอื่นได้ไปเที่ยวในเมืองหลังจากเลิกเรียน ลอว์เรนซ์ จะต้องมารายงานตัวกับผู้ดูแล เพื่อมั่นใจว่าเขาจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง

 4

"ตาแก่ 2 คนนี่ร้ายมาก บางครั้งผมฉุนกึ๊กเลยนะเวลาโดนสั่งอะไรจ้ำจี้จ้ำไชอยู่นั่นแหละ ผมตะโกนใส่พวกเขาบ่อยๆ ว่า 'ปล่อยๆ ผมไปเหอะ'จารย์ เดี๋ยวจัดให้เองครับ' น่าแปลกที่พวกเขาไม่ไปไหนและอยู่กับผมจนจบกิจกรรมที่เขาสั่ง" ลอว์เรนซ์ กล่าวกับ LA Times 

ยิ่งเข้มข้นยิ่งเข้าท่า ทั้งคู่สอนวิธีการเล่นอเมริกันฟุตบอลที่ถูกต้อง และจับ ลอว์เรนซ์ มาเล่นในตำแหน่งรันนิ่งแบ็ค (ตัววิ่ง) ซึ่งตัวของ ลอว์เรนซ์ นั้นไวเหมือนลมพัดอยู่แล้วแต่ที่แตกต่างคือตัวใหญ่และแข็งแรงในเวลาเดียวกัน นอกจากวิชาฟุตบอลแล้ว โค้ชเซน รับหน้าที่เป็นโค้ชวิชาชีวิตด้วย เขาจะเป็นคนที่มาลาก ลอว์เรนซ์ ออกจากเตียงทุกๆ วัน เพราะกฎหมายบังคับให้ ลอว์เรนซ์ ต้องเรียนหนังสือและมีวุฒิการศึกษาในเวลาที่กำหนด ที่สำคัญคือเมื่อสองโค้ชยิ่งเห็นว่า ลอว์เรนซ์ มีศักยภาพในตัวสูง พวกเขาก็มองไกลถึงการให้ลูกศิษย์คนนี้เรียนให้จบและสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเล่นในเกมฟุตบอลที่ระดับสูงขึ้นได้

"ในทางเทคนิคผมไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ ลอว์เรนซ์ รู้ว่ามีความสนใจในตัวเขา (จากมหาวิทยาลัย) แค่นั้นแสงสว่างก็สาดลงมาที่เขาแล้ว วันที่มีคนติดต่อมามันทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เรากรอกหูให้เข้าตั้งใจเรียนและขยันซ้อมทุกวันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น" โค้ชเซน กล่าว 

ลอว์เรนซ์ ได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เนบราสก้า เป็นรางวัลของความพยายาม แม้จะเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่ไม่เคยฝันถึง แต่มันก็เป็นการบอกในทางอ้อมว่าต่อจากนี้เขาจะต้องดูแลตัวเองแล้ว การย้ายไป เนบราสก้า จะไม่มี โค้ชเซน หรือโค้ชพาโกเน่ คอยช่วยเหลือเขาอีกแล้ว และนั่นเป็นสถานการณ์ที่เขาไม่คุ้นเคย...

"เขาจำเป็นต้องไป มันเป็นโอกาสดีที่เขาจะหลีกหนีสิ่งเลวร้ายมากมายในชีวิต ที่ เนบราสก้า กำลังต้องการรันนิ่งแบ็คพอดี อย่างไรเสียเขาปฎิเสธมันไม่ได้" โค้ชพาโกเน่ เล่าถึงช็อตแยกทางของเด็กข้างบ้านที่กลายเป็นลูกชายและลูกทีมคนโปรดของเขา

เนบราสก้า สู่ NFL

ลอว์เรนซ์ เป็นดาวเด่นของ เนบราสก้า โดยเฉพาะสมัยอยู่ปี 2 ที่เขาทำระยะวิ่งไป 1,818 หลา 16 ทัชดาวน์ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดคว้าแชมป์ ออเร้นจ์ โบวล์ และแชมป์ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เขาเล่นในระดับมหาวิทยาลัยได้ 3 ปีก็ถูกผลักดันเข้าสู่ระบบดราฟต์ และถูกทีม เซนต์หลุยส์ แรมส์ ดึงตัวไปร่วมทีมในปี 1996

 5

"พาโกเน่ และ เซน ทำให้ชีวิตผมกลับมาอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง ทุกวันนี้ผมยังจำวันแรกที่ทั้งคู่เดินเข้ามาหาผมได้ พวกเขาตรงดิ่งมาที่สวนสาธารณะบัลด์วินแล้วบอกว่า 'เห้ยไอ้หนู ทีมของฉันมีปัญหาเพียบเลยว่ะเราเลยต้องมาหาแกวันนี้ อยากจะเป็นสมาชิกไหม พวกเรารู้ว่าแกคุ้มค่าที่จะเสี่ยงแน่'" ลอว์เรนซ์ เล่าในวันที่เขากลายเป็นผู้เล่นอาชีพที่มีค่าเหนื่อยก้อนโต 

ลอว์เรนซ์ โตขึ้นอีก 1 สเต็ป ตอนนี้เขาเป็นมืออาชีพแล้ว เขาเดินเข้ามาบอกโค้ช ทอม ออสบอร์น โค้ชที่พาเขาไปแข่งชิงแชมป์ประเทศในปี 1994 และ 1995 ณ วันนั้น โค้ชออสบอร์น เล่าว่า ลอว์เรนซ์ พาเอเย่นต์ของเขามาด้วย เอเย่นต์คนนี้จะทำหน้าที่ดูแลและให้คำปรึกษาเขาในแบบมืออาชีพ ไม่ใช่แบบครูกับนักเรียนเหมือนที่ ลอว์เรนซ์ เคยได้จาก ออสบอร์น, เซน และ พาโกเน่ เมื่อครั้งอดีต

"สิ่งที่ผมย้ำกับเอเย่นต์ของเขาคือ ถ้าเด็กคนนี้เข้าไปอยู่ใน NFL คุณจะต้องสัญญากับเขาว่าคุณจะอยู่กับเขาในฐานะที่ปรึกษาอย่างจริงจัง" โค้ชออสบอร์นเล่าให้กับ USA Today ฟังถึงสิ่งที่เขาย้ำนักย้ำหนาเพราะในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ลอว์เรนซ์ นั้นยังมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ให้เห็นอยู่เสมอ 

 6

มีการเปิดเผยว่า ลอว์เรนซ์ ได้เงินก้อนโตถึง 5.625 ล้านเหรียญจากสัญญารุกกี้ 3 ปีที่เซ็นไว้ในปี 1996 และยังได้โบนัสรวมๆ แล้วอีก 4-5 ล้านเหรียญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เงินจำนวนดังกล่าวช่วยตอกย้ำว่าทำไมนักวิเคราะห์ช่อง ESPN ถึงเรียกเขาเป็นหนึ่งของผู้เล่นในลิสต์ดราฟต์ที่ดีที่สุดในปีนั้น 

อย่างไรก็ตามหลังจากเข้าทีม แรมส์ ได้ไม่กี่เดือน สิ่งที่โค้ช ออสบอร์น กลัว ก็เกิดขึ้นจนได้ ลอว์เรนซ์ ซื้อรถคันหรูเป็นของขวัญความสำเร็จก่อนจะเที่ยวตามไนท์คลับและมีเรื่องจนถูกจับ 3 ครั้งในรอบ 19 เดือน รวมเวลาติดคุกทั้งสิ้น 23 วัน แถมยังมีประวัติเมาจนตัวเหม็นหึ่งในวันแข่งอีกต่างหาก

 7

เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้นเมื่อ แรมส์ ทนพฤติกรรมของเขาไม่ไหวและเทรดไปให้กับ ไมอามี่ ดอลฟินส์ ระหว่างฤดูกาล 1997 (ปีที่ 2 ในการเล่นอาชีพ) เขาก็ดันไปมีเรื่องทำร้ายผู้หญิงในไนท์คลับซ้ำซ้อนอีก ซึ่งสโมสรก็ไร้ทางเลือกลงโทษเขาต่อและทำให้เขาได้ลงสนามแค่ 2 เกมตลอดทั้งฤดูกาล จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายใน NFL ของ ลอว์เรนซ์ ก็ขาดลงจนได้เพราะสภาพจิตใจที่ติดลบทำอะไรก็แย่ไปหมด เขาเริ่มเครียดและสร้างปัญหาให้กับตัวเองและทีมมากขึ้นทุกวัน จนต้องไปเล่นที่ NFL ยุโรปกับทีม บาร์เซโลน่า ดรากอนส์ ในฤดูกาล 1998

ในปี 1999 ซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ให้โอกาสเขา โค้ชของทีมอย่าง สตีฟ มาริอุชชี่ เดินเข้ามาคุยกับเขาตัวต่อตัวเหมือนกับที่โค้ชเซน และ พาโกเน่ เคยทำกับเขาในตอนวัยรุ่น แต่ปฎิกิริยาตอบกลับนั้นแตกต่างกันสิ้นเชิง ตอนนี้ ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ กลายเป็นคนละคนไปแล้ว เขาต่อต้านการโดนชี้หน้าสั่งและกลายเป็นมีปัญหากับโค้ชเป็นประจำ 

 8

ในเกมกับ นิวออร์ลีนส์ เซนต์ส ลอว์เรนซ์ ถูกเรียกตัวให้มาฝึกซ้อมก่อนแข่งเพราะ สตีฟ หวังให้เขาเป็นคนสำคัญในเกมนี้ ซึ่ง ลอว์เรนซ์ ปฎิเสธการซ้อม เขาไม่มาตามนัดแถมยังใช้วาจาเย้ยหยันใส่ สตีฟ มาริอุชชี่ อย่างเปิดเผยว่าเป็นโค้ชที่ไม่ได้เรื่องและมีแท็คติกไม่เท่าโค้ชคนเก่งๆ คนอื่น เมื่อได้ยินดังนั้น สตีฟ มาริอุชชี่ เรียกประชุมทีมใหญ่และสั่งแบน ลอว์เรนซ์ 3 นัดเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้เล่นในทีม และหลังจากนั้นทุกอย่างระหว่าง โฟร์ตี้ไนเนอร์ส และ ลอว์เรนซ์ ก็ตัดขาดซึ่งกันและกันทันที

"ผมบอกแล้วว่าให้ เอเย่นต์หรือพวกตัวแทนดูแลเขาให้ดีๆ ผมย้ำนักย้ำหนาแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจคำเตือนของผมเลย" โค้ชออสบอร์น ส่ายหัวเมื่อได้เห็นข่าวของอดีตลูกทีมคนเก่งกลายเป็นผู้เล่นหมดอนาคตภายในระยะเวลาแค่ 3 ปีเท่านั้น... ที่ไหนมี ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ ที่นั่นจะมีปัญหา นี่คือสิ่งที่ทุกทีมใน NFL รู้และไม่มีทีมไหนในลีกยื่นข้อเสนอให้กับเขาเลยนับจากวันนั้นในปี 1999

ช่วงเวลาพิสูจน์คน

ในยามสบายอะไรก็ดูง่ายไปหมด แต่ในยามที่ดวงตกหมดความหมายในการมีชีวิตเมื่อนั้นคือบทพิสูจน์สำหรับคนจริงว่าจะผ่านไปได้หรือไม่

 9

ลอว์เรนซ์ กลายเป็นผู้เล่นที่ต้องไปเล่นในลีกของแคนาดา และไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย นอกจากนี้ยังโดนส่งตัวกลับอเมริกาด้วยหลังไปก่อคดีทะเลาะวิวาทที่เมืองมองทรีออล เรียกได้ว่าเวลานั้นคือช่วงขาลงอย่างแท้จริงของ ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ 

กลับมาอยู่ที่ แอลเอ ได้ไม่นานก็เกิดสติแตกขึ้นด้วยการบีบคอ อมาลิยา ไวส์เลอร์ แฟนสาวของเขา ไม่มีการบอกเหตุุผลว่าเขาบีบเพราะอะไรแต่ที่แน่ๆ ไวส์เลอร์ส ถึงกับหมดสติจนเกือบตายจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น และในปีเดียวกัน ลอว์เรนซ์ ขับรถฮอนด้าสีดำไล่ชนเด็กๆ ที่กำลังเล่นอเมริกันฟุตบอลอยู่ในสวนสาธารณะ และมีเด็กวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บ 3 คน ... ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำไปทำไม แต่ดูเหมือนว่าเขาจะหงุดหงิดมากหากเห็นใครสักคนได้เล่นอเมริกันฟุตบอลอย่างสนุกสนาน สวนทางกับเขาที่กำลังถังแตกและปัญหารุมล้อม 

"ผมเคยบอกเขากับ ลอว์เรนซ์ เรื่องนอกสนามและเขาบอกผมว่าทุกคนล้วนเคยผิดพลาด แต่ผมอยากพิสูจน์ว่าผมจัดการมันได้ ผมอยากให้ทุกคนเห็นสิ่งนั้น ... เขารู้ดีว่าเขากำลังตกต่ำ แต่น่าแปลกที่เขาหันหัวรถไปทาง แอลเอ เมื่อไหร่ เมื่อนั้นจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเสมอ" ทาย พาโกเน่ อดีตโค้ชสมัยไฮสคูลกล่าว

2 คดีที่กล่าวเอาไว้ในข้างต้นทำให้เขาถูกศาลสั่งจำคุกรวมกัน 31 ปี ช่วงเวลาที่เขาถูกขังที่เรือนจำ เดลาโน่ แคลิฟอร์เนีย เป็นช่วงที่หลายคนที่รู้จักเขาออกมาแสดงความเห็นว่านี่คือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุด นักกีฬาที่มีอนาคตไกล ต้องมาเสียคนเพราะการไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และส่วนใหญ่คือความทรงจำวัยเด็กที่ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

 10

เจ้าหน้าที่ตำรวจเล่าให้ฟังว่าในช่วงที่พวกเขากำลังจะใส่กุญแจมือให้กับ ลอว์เรนซ์ เขาเหมือนได้สติและเหวี่ยงทุกอย่างที่พกมาทิ้งหมดทั้งกระเป๋า โทรศัพท์ เงินทอง เขายอมให้ใส่กุญแจมือแต่ปากของเขาตะโกนดังลั่นว่า "มันเป็นความผิดของผมเอง"

ส่วน อมาลิยา ไวส์เลอร์ อดีตแฟนของเขาก็ออกมาบอกว่าแท้จริงแล้ว ลอว์เรนซ์ เป็นคนที่มีจิตใจดี แต่การเลี้ยงดูต่างหากที่ทำให้ชีวิตเขาต้องมาจบลงที่หลังลูกกรงแบบนี้ 

"สมัยยังเด็กๆ ลอว์เรนซ์อยากแค่ให้แม่ของเขาพูดคำว่า 'แม่ขอโทษและแม่รักลูก' แต่สุดท้ายเธอก็ไม่พูด และฉันคิดว่าหลังจากนั้นเขารู้สึกเหมือนกับโดนแม่ปฎิเสธ" ไวส์เลอร์ เล่าถึงอดีตแฟนของเธอ 

นอกจากนี้เรื่องราวชีวิตของเขายังถูกเอาไปทำเป็นสารคดีในชื่อเรื่อง “Running for His Life: The Lawrence Phillips Story” โดย ลาร์ส แอนเดอร์สัน นักข่าวจาก Bleacher Report ที่ทำการเก็บข้อมูลของ ลอว์เรนซ์ สมัยยังเด็กเขาพบว่าเมื่อแม่ของเขาพาผู้ชายคนใหม่มาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน มันทำให้เขากลัวที่จะอยู่บ้าน และหนีออกมาอยู่กับบ้านเด็กกำพร้า ลาเรน ฮอลล์ ตอนอายุ 11 ปี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการแปรปรวนทางอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในเรื่องราวที่แอนเดอร์สันเปิดเผยนั้นฟังดูโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ

"ตอนที่ ลอว์เรนซ์ ยังเด็ก แม่ของเขาพาเขาไปออกเดทด้วย เขาทำบางสิ่งบางอย่างให้ผู้ชายคนนั้นโกรธ จากนั้นเขาก็ถูกกดลงนอนลงกับพื้น และเหยียบเข้าที่กลางหลัง ปิดท้ายด้วยการฉี่รดใส่"

รอวันกลับมา

หลังจากถูกจำคุก ลอว์เรนซ์ กลายเป็นคนที่ไม่อยากมีสังคมกับใคร ... ชีวิตของเขาในเรือนจำเหมือนกับในหนังไม่มีผิด จากปากคำของทนายส่วนตัวที่ชื่อ เจสซี่ ไวท์เท่น เล่าว่า ลอว์เรนซ์ ถูกผู้คุมรังแก ไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก เพราะเขาเป็นคนชอบเขียนจดหมาย เขาพยายามเขียนส่งหาทุกคนทั้ง แม่, โค้ชเซน, โค้ชพาโกเน่ รวมถึงโค้ช ออสบอร์น ด้วยแต่ตัวเขาเองไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับเลย ซึ่งนั่นทำให้เขาทำตัวเป็นปัญหาเพราะเชื่อว่าผู้คุมที่ชื่อว่า เจสัน กาดดิส กลั่นแกล้งเขา 

 11

ลอว์เรนซ์ เขียนจดหมายเฉลี่ยสัปดาห์ละ 6 ฉบับ และไม่สนจะเข้าแก๊งใดในคุก ไม่แม้แต่การเชื่อฟังคำสั่งของ กาดดิส นั่นจึงทำให้ทั้งคู่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด เรื่องนี้ทาง Bleacher Report เว็บไซต์กีฬาของอเมริกาก็พยายามจะขอสัมภาษณ์ตัวของ กาดดิส แล้ว ทว่าทางเรือนจำไม่อนุญาต 

สิ่งต่างทำให้ ลอว์เรนซ์ ใช้ชีวิตด้วยความฉุนเฉียวในคุก เขาบอกว่าเขาผ่านแต่ละวันด้วยความโกรธที่นับครั้งไม่ถ้วน และมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ว่าสักวันความโกรธที่เขามีจะต้องฆ่าเขาแน่ ... การระเบิดอารมณ์แต่ละครั้งทำให้ ลอว์เรนซ์ ต้องถูกจับไปอยู่ในห้องขังเดี่ยว ซึ่งเขาบอกว่านั่นคือที่ที่ดีกว่าห้องขังปกติด้วยซ้ำไป เพราะเพื่อนร่วมห้องของเขาเป็นประเภทหัวรุนแรงและเป็นสมาชิกแก๊ง "คริปส์" ที่ชื่อว่า เดเมี่ยน โซวอร์ด

โซวอร์ด นั้นโดนโทษขัง 82 ปีและถือว่าเป็นตัวแสบของคุก เพราะมีคดีต่างๆ ขณะที่ถูกจองจำมาแล้วถึง 12 เหตุการณ์ทั้งใช้อาวุธและของมีคม เขาชอบที่จะเซ้าซี้กับ ลอว์เรนซ์ ซึ่งแน่นอนว่าอดีตนักอเมริกันฟุตบอลนั้นไม่ตอบกลับง่ายๆ เพราะเขาไม่อยากเกี่ยวข้องกับแก๊งไหน ทว่าการทำแบบนั้นจึงทำให้เขาถูกกวนใจจากแก๊งของโซวอร์ดไม่เลิก เพราะมองว่าเป็นคนแข็งข้อกับแก๊งรุ่นใหญ่ 

 12

กลางดึกคืนหนึ่งมีเสียงเตือนภัยในคุกดังขึ้น โซวอร์ด กระโดดลงมาจากเตียงชั้นบนและเดินวนรอบตัวของ ลอว์เรนซ์ อย่างมีเลศนัย ลอว์เรนซ์ ถามกลับว่า 

"เกิดอะไรขึ้น?" เขาถามตัวแสบประจำคุก ก่อนที่ โซวอร์ด จะกระโดดเข้าหาเขาและสาวหมัดใส่กันทันที ตัวของ โซวอร์ด นั้นสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว (192 เซนติเมตร) ขณะที่ ลอว์เรนซ์ สูงแค่ 6 ฟุตนิดๆ (183 เซนติเมตร) และเขากลัวที่จะต้องตายจากการจู่โจมครั้งนี้ ลอว์เรนซ์ พลิกกลับมา ล็อคคอของ โซวอร์ด ได้แต่เขาไม่กล้าปล่อยเพราะไม่แน่ใจว่าปล่อยแล้วเขาจะรอดหรือไม่? ที่สุดแล้ว เขาตัดสินใจใช้ท่า "สลีปเปอร์โฮลด์" ล็อคจน โซวอร์ด หมดสติไป ท่ามกลางเสียงร้องระงมว่า "หมอนั่นร่วงไปแล้ว"

เดิมทีนั้น ลอว์เรนซ์ มีเจตนาแค่อยากจะหยุดไม่ให้ โซวอร์ด รังแกเขาเท่านั้น ทว่าหลังจากที่ผู้คุมเปิดห้องเขา โซวอร์ด ก็นอนแน่นิ่งก่อนจะไปเสียชีวิตในห้องปฐมพยาบาลในอีก 14 ชั่วโมงต่อมา โดยมีการให้ปากคำว่า แม้เจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าตัวก็ยังไม่ปล่อยมือออกจากอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

ขังตัวได้แต่จิตใจแสนสาหัส

เรื่องบังเอิญอันเหลือเชื่อคือเมื่อเจ้าหน้าที่เรือนจำ เจสัน กาดดิส ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสำหรับการเสียชีวิตของ โซวอร์ด และแน่นอนว่าฝั่ง ลอว์เรนซ์ ไม่พอใจอย่างมากเพราะทั้งคู่นั้นไม่ถูกชะตากันขนาดหนัก ดังนั้นการที่ กาดดิส ได้เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนอาจจะทำให้เขา ลอว์เรนซ์ ไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น 

 13

และเมื่อ กาดดิส เริ่มกล่าวในฐานะพยาน เขาว่า ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ ทำตัวมีปัญหาไม่ให้ความร่วมมือและความเคารพกับผู้คุมเลย นอกจากนี้หลักฐานต่างๆ ก็ชัดเจนว่าเขาเป็นคนฆ่า โซวอร์ด ด้วย ...ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่แต่ ลอว์เรนซ์ ไม่เห็นด้วยกับผู้คุมคนนี้

"เขาบอกกับผมว่า กาดดิส ผมไม่ได้ไม่เคารพคุณนะ แต่ผมไม่สนห่าอะไรหรือใครทั้งนั้นแม้แต่คุณด้วย ที่ผมจะสนมีแต่ตัวเองเท่านั้น ต่อให้ตายยังไงตัวของผมต้องมาก่อน" กาดดิส กล่าวกับศาล ก่อนที่ศาลจะรับลูกและรับข้อกล่าวหาว่า ลอว์เรนซ์ ผิดจริง

ลอว์เรนซ์ จ้องเขม็งไปที่ กาดดิส และลุกขึ้นมาเพื่อใส่กุญแจมือ เขาส่ายหัวและพูดออกมาประโยคเดียวว่า "คุณรู้ดีอยู่แก่ใจ" ... นี่คือประโยคสุดท้ายที่เขาเอ่ยปากต่อสาธารณะชน 

การกลับไปที่คุกทำให้ชีวิตของ ลอว์เรนซ์ ในเรือนจำต้องอยู่ในความลำบากถึงขีดสุด ตอนนี้ทุกข่าวแพร่กระจายว่าเขาได้ฆ่าตัวเอกของแก๊งใหญ่แก๊งหนึ่งในคุกให้ตายคามือ และสำหรับกฎของชาวคุกคือเมื่อสมาชิกในกลุ่มถูกฆ่าตาย เขาจะต้องได้รับการแก้แค้นแทนอย่างสาสม

สิ่งที่เขาทำทุกวันหลังจากนั้นคือการอ่านคัมภีร์ไบเบิลและเขียนจดหมายเพื่อคุยกับคนข้างนอก แม้ไม่รู้ว่ามันจะไปถึงหรือไม่ เขาหวังว่าสักวันหนึ่งจะพ้นโทษและออกไปใช้ชีวิตปกติ เขาจะอยู่ให้เงียบไม่หาเรื่องใคร และ ลอว์เรนซ์ ทำอย่างนั้นอยู่ 1 เดือนหลังจาก โซวอร์ด เสียชีวิต 

ค่ำคืนของวันที่ 12 เดือนมกราคมปี 2016... ทนาย ไวท์เท่น เล่าว่าเขาได้รับโทรศัพท์จากเรือนจำและบอกว่า ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ ในวัย 40 ปี แขวนคอตายในช่วงเวลาบ่ายโมงครึ่ง... เขารีบมาดูที่เกิดเหตุและพบว่า ลอว์เรนซ์ อยู่ในสภาพแขวนคอตาย และมีข้อความบนหน้าอกของเขาว่า "อย่ากู้ชีพกลับมา" (Do Not Resuscitate) 

 14

จากสภาพของที่เกิดเหตุ ผู้พิพากษาดูจะไม่ลังเลใจที่จะชี้ชัดว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่คนที่เคยใกล้ชิดกลับไม่คิดเช่นนั้น ...

หลังจากการเสียชีวิต คนที่ได้จดหมายของ ลอว์เรนซ์ ในช่วงที่อยู่คุกต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่เขาเขียนออกมานั้นแสดงถึงความหวังที่ยังอยากมีชีวิตอยู่  เขาบอกว่าตัวเองจะไม่เข้าใกล้ปัญหาใดๆ แม้แต่น้อยและนับวันที่จะได้ออกไปทำงานเกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอล อาทิการเป็นโค้ชให้กับบ้านหลังเก่าของเขาอย่าง บัลด์วิน ที่โค้ชเซน และ โค้ชพาโกเน่ กำลังจะเกษียณในเร็ววัน 

ศพของ ลอว์เรนซ์ ถูกฝังไว้ที่ อิงเกิลวู้ด พาร์ค รัฐแคลิฟอร์เนีย และครอบครัวของเขาได้บริจาคเซลล์สมองให้กับมหาวิทยาลัยบอสตันเพื่อการศึกษา เรื่องของคดีทั้งหมดจบลงไปแล้วแม้ว่าทางฝั่งคนสนิทของ ลอว์เรนซ์ จะไม่ปักใจเชื่อ ขณะที่แม่ของลอว์เรนซ์ก็มีปัญหากับอดีตแฟนของลูกชายและนักข่าว โดยชี้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้น ทำให้เธอถูกมองอย่างเลวร้ายเกินจริงก็ตาม

ในวันงานฝังศพของเขานั้นเหล่าครูบาอาจารย์เดินทางมากันอย่างพร้อมหน้า ทุกคนบอกไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่น่าใช่การฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะ โค้ชออสบอร์น ที่เป็นคนรับจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาเขียนส่งมาก่อนตายและเนื้อความในฉบับนั้นเขายังบรรยายถึงความสวยงามของชีวิตหากได้ออกมามีอิสระอยู่เลย

"จดหมายในวันที่เขาเสียชีวิต เขาเขียนถึงทีมวอลเล่ย์บอล เนบราสก้า ที่เพิ่งชนะชิงแชมป์ประเทศ เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี มองข้างหน้าในแง่บวกตลอด ทุกถ้อยคำที่เขาเขียนไม่ได้มีทิศทางของคนจะฆ่าตัวตายเลยเเม้แต่น้อย" ออสบอร์น ส่ายหัวด้วยความไม่เข้าใจและปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

 15

ขณะที่ โค้ช พาโกเน่ ผู้เป็นคนกล่าวรำลึกเป็นคนแรกในงานศพก็กล่าวถึงอดีตลูกศิษย์ผู้ล่วงลับในลักษณะเดียวกัน 

"ผมไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกันว่าทำไม ลอว์เรนซ์ จึงถูกขังให้ในห้องเดียวกับนักโทษคดีฆาตกรรม และผมเองก็บอกไม่ได้ว่าทำไมเขาไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากผมบ้าง? เขาใช้เวลาครึ่งปีในคุกเดี่ยวและบอกกับผมว่าที่นั่นมันช่างสงบกว่าคุกปกติ ที่สุดแล้ว ระบบทุกอย่างมันทรยศหนึ่งในพวกของเรา ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนอย่าง ลอว์เรนซ์ จะฆ่าตัวตายได้"

ไม่แปลกอะไรที่ทุกคนที่รู้จักกับ ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ จะรู้สึกหมดศรัทธากับความโปร่งใสที่พวกเขาถามหา มีเพียงการสรุปจากนิติเวชว่าเขาไม่ได้เสพยาขณะปลิดชีพตัวเอง ขณะที่การชันสูตรพลิกศพของคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยบอสตัน พบว่าเขามีอาการสมองอักเสบเรื้อรังซึ่งอาจจะเกิดจากการกระทบกระทั่งในกีฬาอเมริกันฟุตบอล ซึ่งอาการดังกล่าวอาจจะทำให้เขามีพฤติกรรมรุนแรงและฆ่าตัวตายก็เป็นได้

แม้จะเป็นการยืนยันจากทางแพทย์ แต่ใครก็ตามที่รู้จัก ลอว์เรนซ์ ฟิลลิปส์ ไม่มีใครที่สามารถเชื่อคำกล่าวอ้างนี้ได้ ...

"ผมเห็นความดีมากมายในตัวของเขา  เขาได้รับบาดเจ็บที่หัวใจมากเกินไปแต่เขาก็เอาชนะปีศาจในตัวเขาได้ ตอนนี้ทุกคนต้องหลั่งน้ำตากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในคุกนั่น ความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนอยากเห็น แต่ดูเหมือนว่าเราจะไม่สามารถคว้าอะไรไว้ได้เลย" โค้ชออสบอร์น กล่าวกับ Bleacher Report เป็นคนสุดท้ายก่อนที่เขาจะขึ้นเครื่องบินกลับบ้านที่ เนบราสก้า