ตระกูลคาร์ดาเชี่ยนกับสตาร์ดัง NBA : "รักแท้" หรือแค่ "ธุรกิจ"?

ตระกูลคาร์ดาเชี่ยนกับสตาร์ดัง NBA : "รักแท้" หรือแค่ "ธุรกิจ"?
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

“เมื่อคุณดัง เสียงย่อมดังเสมอ” คำกล่าวนี้คือความจริงโดยแท้ เพราะเมื่อคุณเริ่มมีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ, นักการเมือง, ดารา, ยูทูบเบอร์ หรือแม้แต่นักกีฬา เสียงของคุณจะเริ่มมีความหมาย ผู้คนจะฟังคุณมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ทุกย่างก้าวของคุณก็จะเริ่มเป็นที่จับตามองของสังคมและสื่อ ซึ่ง “แฟน” หรือ “คู่ชีวิต” ก็คือหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น

นักบาสเกตบอลในเวทีอันดับ 1 ของโลกอย่าง NBA ก็หนีสัจธรรมดังกล่าวไม่พ้น ... สมัยก่อนที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย หรือสื่อยังไม่อาจเข้าไปล้วงลึกถึงวงในได้ เรื่องนอกสนามของนักกีฬานั้นถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่คนอยากรู้มาก แต่หาคนที่รู้จริงได้น้อย อย่างเรื่องที่ วิลท์ แชมเบอร์เลน ตำนาน 100 คะแนนในเกมเดียวเคยกล่าวอ้างว่า เคยได้แอ้มสาวไปมากกว่า 2,000 คนตลอดชีวิต ก็ยังหาหลักฐานยืนยันได้ยาก ทว่าในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคนดังเหล่านี้จะไปไหนหรือคบกับใคร นักข่าว หรือแม้แต่คนธรรมดาก็สามารถเปิดเผยเรื่องดังกล่าวให้โลกรู้ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

และสำหรับนักกีฬานั้น การจะคบหากับดารา นักร้อง นักแสดง หรือนางแบบ ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใด แม้ความดังของทั้งคู่จะยิ่งทำให้ใครๆ จับตามองเข้าไปใหญ่ ที่สำคัญคือยังมีตัวอย่างให้เราเห็นหลายต่อหลายคู่ อย่างเช่น ดเวย์น เหวด ตำนาน ไมอามี่ ฮีต ที่เพิ่งประกาศเลิกเล่นเพื่อที่จะได้มีเวลาให้ กาเบรียล ยูเนี่ยน นางเอกภาพยนตร์ดัง Bad Boys II ซึ่งแต่งงานและมีทายาทด้วยกันมากขึ้น หรือ อัล ฮอร์ฟอร์ด เซ็นเตอร์คนใหม่ของ ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ซึ่งแต่งานกับ อาเมเลีย เบก้า นางงามจักรวาลปี 2003 และมีพยานรักด้วยกันถึง 3 คน แถมยังจับคู่ทำธุรกิจด้วยกันประสบความสำเร็จมากมาย

มีคู่กิ่งทองใบหยก ก็ไม่แปลกที่จะมีคู่ร้างคู่ลา ซึ่งคบกันได้ระยะหนึ่งก็ต้องสวมคอนเวิร์สไปคนละทางด้วยนานาเหตุผล เข้ากันไม่ได้, ทัศนคติ การใช้ชีวิตไม่ลงตัวกัน อะไรก็สุดแล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็น นิค ยัง กับ อิกกี้ อาซาเลีย นักร้องและนางแบบชื่อดัง ที่สุดท้ายก็เหลือเพียงความเป็นเพื่อน หรือ โทนี่ ปาร์คเกอร์ อดีตสตาร์ที่เลิกเล่นไป ที่แม้จะแต่งงานกับ อีวา ลองโกเรีย ดาราดังจากซีรี่ส์ Desperate Housewives ถึง 4 ปี แต่สุดท้ายก็ต้องแยกทาง

แต่ท่ามกลางเรื่องราวรักๆ เลิกๆ ของนักกีฬากับเซเลบริตี้ กลับมีอยู่ตระกูลหนึ่งที่ชีวิตของพวกเธอดูจะหลีกลี้หนีความรักที่เกิดกับนักบาส NBA ไม่พ้นเอาเสียเลย และที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นคือ หลังจากคบหา ดูเหมือนกราฟชีวิตของฝ่ายชายจะดิ่งลงเหวแบบไม่ทราบสาเหตุ ราวกับว่าบ้านนี้มี “ดวงกินผัว” ... แน่นอน คงเป็นตระกูลอื่นไปไม่ได้นอกจาก “คาร์ดาเชี่ยน”

72 วันแห่งความหลัง

อันที่จริง ตระกูล คาร์ดาเชี่ยน นั้นเริ่มมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุค 1990s ตั้งแต่ตอนที่ โรเบิร์ต คาร์ดาเชี่ยน ไปเป็นหัวหน้าทีมทนายความของ โอเจ ซิมป์สัน อดีตนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดังในการต่อสู้คดีฆาตกรรมภรรยาและชู้รักซึ่งโด่งดังไปทั่วสหรัฐอเมริกา แต่หลังคดีความสิ้นสุดชื่อดังกล่าวก็ค่อยๆ เงียบหายไป กระทั่งกลางยุค 2000s ชื่อ คาร์ดาเชี่ยน ก็เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อ คิม ลูกสาวคนรองของตระกูลของคุณพ่อ โรเบิร์ต และคุณแม่ คริส สนิทสนมกับ ปารีส ฮิลตัน ไฮโซทายาทเครือโรงแรมดังจนกลายเป็นสไตลิสท์ส่วนตัว แม้จะมีข่าวฉาวเรื่องเซ็กส์เทปกับ เรย์ เจ แร็ปเปอร์คนดังหลุดสู่โลกออนไลน์ แต่เธอก็ใช้มันมาช่วยให้รายการเรียลลิตี้ Keeping Up with the Kardashians ที่ตามติดชีวิตเธอและสมาชิกในครอบครัวกลายเป็นที่โด่งดัง จนคิมกลายเป็นเซเลป เอลิสท์ เพียงชั่วพริบตา


Photo : www.wmagazine.com

และก็เหมือนอย่างที่เคยกล่าวไว้ว่า แรงดึงดูดของคนดังมันส่งถึงกันเสมอ เพราะช่วงปลายปี 2010 คิม คาร์ดาเชี่ยน เกิดชะตาไปต้องกับ คริส ฮัมฟรี่ย์ นักบาสเกตบอลที่ขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มขาขึ้นกับ นิวเจอร์ซี่ย์ เน็ตส์ (บรูคลิน เน็ตส์ ในปัจจุบัน) และก็เริ่มออกเดทท่ามกลางสายตาของปาปาราสซี่ที่จับจ้องตลอด ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานในเดือนสิงหาคม 2011 ทั้งๆ ที่ดูใจกันมาไม่ถึง 1 ปีเต็มเลยด้วยซ้ำ ทำเอาผู้คนรอบข้างถึงกับงงในความปุปปับฉับไว รวมถึงสงสัยว่า “ไปคบกันตั้งแต่ตอนไหน?”

งานแต่งของทั้งคู่ถูกจัดอย่างเลิศหรูอลังการ คนดังทั้งในวงการ NBA, ฮอลลีวูด, ไฮโซ, เซเลปมากมายต่างมาร่วมสร้างสีสัน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข แต่เรื่องราวดุจเทพนิยายของทั้งคู่กลับมีเวลาเพียง 72 วันเท่านั้น เพราะในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ฮัมฟรี่ย์ได้ตัดสินใจฟ้องหย่าแบบสายฟ้าฟาด ท่ามกลามข่าวลือต่างๆ มากมายว่า ทั้งคู่ต่างไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน, ปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างไม่ได้ รวมถึงเรื่องที่ว่า “แต่งงานเพื่อหวังกระแส” เพราะเรื่องราวความสุขที่เกิดขึ้นถูกบันทึกภาพไปปรากฎในเรียลลิตี้ของตระกูลด้วย


Photo : www.vanityfair.com

ที่เหมือนจะเป็นเรื่องตลกร้ายก็คือ เรื่องราวการฟ้องหย่าของทั้งคู่กินเวลายาวนานกว่าเวลาอันหวานชื่นเสียอีก เพราะต้องใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะจบเรื่องกันได้ ซึ่งหลังการหย่าขาด คิม คาร์ดาเชี่ยน ก็ได้พบรักใหม่กับ คานเย่ เวสต์ แร็ปเปอร์ชื่อก้องเจ้าของตำนานรองเท้า Yeezy ที่ครองคู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ คริส ฮัมฟรี่ย์ ชีวิตกลับไม่ได้ดีอย่างหวัง เพราะจากผลงานเฉลี่ย 13.8 แต้ม 11 รีบาวด์ในช่วงก่อนแต่งงาน ผลงานก็ร่วงกราวเหลือแต้มเฉลี่ยเหลือเพียงราวๆ 5 แต้มกับ 5 รีบาวด์เท่านั้น ไม่สามารถกลับมาสู่จุดพีคในฟอร์มการเล่นได้อีกจนเลิกเล่นไปแบบเงียบๆ เมื่อปี 2017

ทว่า คิม ไม่ได้เป็นเพียงสมาชิกคนเดียวของตระกูล คาร์ดาเชี่ยน ที่เคยมีสัมพันธ์กับนักบาส NBA เพราะเหล่าๆ น้องสาวของเธอก็มีประวัติเรื่องนี้อย่างโชกโชน ที่สำคัญคือจุดต่ำสุดของนักแม่นห่วงหลังเลิกรานั้น ร่วงกราวหนักกว่าที่คุณคิด ...

รักล่ม ชีวิตดิ่งเหว

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า คิม ไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่เคยเกี่ยวดองกับสตาร์ NBA เพราะ โคลอี้ น้องสาวของเธอนั้นก็มีประวัติด้านนี้ ที่สำคัญคือ เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าความรักหวานขมของพี่สาวเสียอีก แถมยังมีฝ่ายชายที่เข้ามาเกี่ยวข้องถึง 2 คนเลยทีเดียว


Photo : www.bustle.com

สตาร์ NBA คนแรกที่เข้ามาพัวพันในชีวิตโคลอี้ต้องย้อนกลับไปถึงปี 2009 เมื่อเธอได้พบกับ ลามาร์ โอดอม ยอดผู้เล่นของ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ในงานปาร์ตี้ที่ รอน อาร์เทสต์ เพื่อนร่วมสังกัดของโอดอมเป็นเจ้าภาพ และไฟก็สปาร์คทันที เนื่องจากโคลอี้นั้นชอบนักกีฬาอยู่แล้ว แถมในช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นเวลาที่โอดอมเนื้อหอมสุดๆ หลังได้สัญญา 4 ปี มูลค่า 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับเลเกอร์ส ซึ่งหลังจากคบหากันเพียง 3 สัปดาห์ ทั้งคู่ก็ได้ประกาศแต่งงานกัน โดยโอดอมกล่าวในวันงานว่า “เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ มันยอดเยี่ยมสำหรับชีวิตผมจริงๆ ทุกอย่างมันลงตัวทั้งในการเล่นอาชีพและชีวิตรัก” ส่วนโคลอี้ก็เปิดใจว่า “ลามาร์เป็นผู้ชายที่น่ารัก มีอารมณ์ขันตลอดเวลา เค้าทำฉันยิ้มและหัวเราะตลอดเวลา เราไม่สามารถแยกจากกันได้”

ความปุบปับฉับไวในการแต่งงานอาจจะเหมือน แต่ที่ต่างกันแน่ๆ คือ ชีวิตรักของโคลอี้และโอดอมนั้นยาวนานกว่าตอนที่คิมคบกับฮัมฟรี่ย์อยู่โข และสิ่งที่โคลอี้พูดไว้นั้นคือความจริง เพราะหลังจากแต่งงาน ไม่ว่าใครจะออกไปงานสังคมหรือประกอบอาชีพหลักที่ไหน หากเวลาไม่ชนกันก็จะเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันเสมอ ทำให้ข้อสงสัยที่สื่อตั้งว่า “ทั้งคู่แต่งงานเพื่อเพิ่มความโด่งดัง” จึงเป็นอันตกไป


Photo : latimesblogs.latimes.com

ถึงกระนั้น ท่ามกลางความหวานชื่นต่อหน้าสื่อ กลับมีสิ่งชวนอกตรมซ่อนอยู่ลึกๆ และสิ่งนั้นเริ่มต้นมาจากผลงานในสนามของฝ่ายชาย เมื่อผลงานของโอดอมที่เคยยอดเยี่ยม นำเลเกอร์สคว้าแชมป์ 2 สมัย พร้อมคว้าตำแหน่งตัวสำรองยอดเยี่ยม กลับค่อยๆ ตกลงไปจนเกินเยียวยาจากการเดินสายออกงานกับศรีภรรยาอย่างต่อเนื่อง เลเกอร์สตัดสินใจไม่เก็บตัวไว้ ทำให้เขากลายเป็นนักบาสพเนจรไปอยู่กับทีมต่างๆ แถมยังมีข่าวซุบซิบเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวออกมาเป็นระยะ ก่อนที่ทุกอย่างจะมาถึงจุดแตกหักช่วงปลายปี 2013 เมื่อโคลอี้ตัดสินใจฟ้องหย่า และเรียกร้องสินสมรสเป็นมูลค่าถึง 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

โคลอี้เผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจขอหย่าว่า “ฉันเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ สามารถเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ แต่การหย่าไม่ใช่ทางเลือกแรก มันไม่ควรเป็นแบบนี้ มันมีความแตกต่างกันมากเกินไป” ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยว่า โอดอมเริ่มติดงานปาร์ตี้อย่างหนักหน่วงเกินกว่าที่ควรจะเป็น จนเลยเถิดไปถึงการติดยาเสพติด 

ส่วนคำถามที่ว่าหนักขนาดไหนนั้น? เหตุการณ์ที่ทำให้เห็นภาพที่สุดคงเป็นเรื่องราวเมื่อปี 2015 ขณะที่ทั้งคู่กำลังอยู่ในกระบวนการฟ้องหย่า เมื่อโอดอมเสพยาเกินขนาดจนหมดสติ อาการโคม่าเข้าห้องไอซียูถึง 4 วันกว่าจะรู้สึกตัว ซึ่งแม้โคลอี้จะยังเหลือความห่วงใยอยู่ แต่เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าชาตินี้คงใช้ชีวิตด้วยกันไม่ได้อีก ด้วยการระงับเรื่องการหย่าไว้ชั่วคราวก่อนเดินเรื่องต่อจนสำเร็จในปี 2016 หลังจากที่โอดอมอาการดีขึ้นแล้ว


Photo : FameFlynet/AKM-GSI

หลังจากแยกทางกับโอดอมอย่างเป็นทางการ ชะตาชีวิตก็ได้เล่นตลกให้ม่ายสาวพราวเสน่ห์อย่างโคลอี้มาเกี่ยวดองกับวงการแม่นห่วงอีกครั้ง เมื่อเธอได้รู้จักและคบหากับ ทริสแทน ธอมป์สัน ที่ในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นกับการนำ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส คว้าแชมป์ NBA ครั้งแรกของแฟรนไชส์ ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้กลายมาเป็นคำถามในความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ทั้งในเรื่องของการคบกันเพื่อต่อยอดความโด่งดัง หรืออาถรรพ์ที่ทำให้ฟอร์มการเล่นของฝ่ายชายร่วงกราว 

แม้ธอมป์สันจะตอบกับสื่อว่า “เรื่องราวทั้งหมดมันไม่เกี่ยวกัน ผมกับโคลอี้เราต่างรักกันด้วยใจ” แต่สิ่งที่ไม่สามารถหาเหตุผลได้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อผลงานในสนามของธอมป์สันร่วงเอาๆ สถิติการทำคะแนน, รีบาวด์ ฯลฯ ตกแบบฮวบฮวบน่าใจหาย แถมยังเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างกัน จนที่สุดแล้ว ทั้งคู่ก็แยกทางในปี 2019 นี้เอง

ชีวิตดีเมื่อเลิกรา

เรื่องราวที่กล่าวไปอาจจะเหลือเชื่อแล้ว แต่ความเกี่ยวดองระหว่างตระกูลคาร์ดาเชี่ยนกับนักบาส NBA ไม่ได้สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้ เมื่อมีสมาชิกตระกูลคนที่ 3 เข้ามาร่วมวง นั่นคือ เคนดัลล์ เจนเนอร์ ซึ่งแม้เธอจะไม่ได้นามสกุลเดียวกับคิมและโคลอี้ จากการมีพ่อชื่อ บรูซ เจนเนอร์ อดีตนักทศกรีฑาเหรียญทองโอลิมปิก ผู้แปลงเพศและเปลี่ยนชื่อเป็น เคทลิน ในปัจจุบัน แต่เธอก็มีศักดิ์เป็นพี่น้อง จากการที่แม่ของทั้งสามคือคนเดียวกัน


Photo : www.theverge.com

ด้วยความที่เธอเป็นดาราและนางแบบสาวสุดฮอตในยุค 2010s ทำให้ทุกย่างก้าวเป็นที่จับตามอง แม้กระทั่งเวลาส่วนตัว และเรื่องราวก็ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2017 เมื่อเคนดัลล์ไปดูคอนเสิร์ตของ เคนดริก ลามาร์ ที่นครลอสแอนเจลิส ซึ่งมีคนตาดีพบว่า เธอควง เบลค กริฟฟิน ฟอร์เวิร์ดคนดังดีกรีแชมป์สแลมดังค์จาก ลอสแอนเจลิส คลิปเปอร์ส มาด้วย

แม้หลังจากนั้นทั้งคู่จะพยายามปกปิดความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นความลับ แต่ก็ไม่อาจพ้นสายตาปาปาราซี่ไปได้ เมื่อทุกที่ที่เคนดัลล์ไป ก็มักจะเจอกริฟฟินอยู่ด้วยเสมอ และยิ่งบวกกับการที่ฝ่ายชายลงทุนบินข้ามประเทศจากแอลเอสู่นิวยอร์กเพื่อดูฝ่ายหญิงเดินแบบ มันก็ยิ่งคอนเฟิร์มได้ว่า “คู่นี้เขาคบกัน”


Photo : usmagazine.com

ถึงตรงนี้ คุณคงนึกถึงชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับสตาร์ดัง NBA อย่างฮัมฟรี่ย์, โอดอม และธอมป์สันได้ใช่หรือไม่? ที่เขาบอกว่าใครก็ตามที่คบกับคนตระกูลคาร์ดาเชี่ยน มักจะมีฟอร์มการเล่นดรอปลงแบบน่าใจหาย ... ปรากฎว่าแม้ฝ่ายหญิงจะคนละนามสกุล แต่อาถรรพ์ที่เกิดกับฝ่ายชายนั้นไม่ต่างกันเลย เมื่อในฤดูกาล 2017-18 กริฟฟินเจออาการบาดเจ็บเล่นงานจนได้ลงสนามตลอดฤดูกาลแค่ 33 นัด แถมยังโดนเทรดไปให้ ดีทรอยต์ พิสตันส์ ระหว่างฤดูกาลอีก ซึ่งการแยกห่างกันคนละฟากประเทศ ฝ่ายหญิงอยู่โซนตะวันตก (แอลเอ) ฝ่ายชายอยู่โซนตะวันตก (ดีทรอยต์) ก็กลายเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่เลือกที่จะจบความสัมพันธ์แบบเงียบๆ

ถึงกระนั้น แพทเทิร์นของนักบาสที่คบหากับคนในตระกูลคาร์ดาเชี่ยน ซึ่งชีวิตจะดิ่งเหวไปซะทุกเรื่องตั้งแต่คบหายันหลังเลิกรา กลับไม่เกิดขึ้นกับตัวกริฟฟิน เมื่อในฤดูกาล 2018-19 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เขากลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอีกครั้ง ทำแต้มเฉลี่ยสูงสุดในการเล่นอาชีพ 24.5 คะแนน และติดทีมออลสตาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ลบคำสบประมาทว่า เขาไม่มีทางจะกลับมาพีคได้เหมือนช่วงแรกใน NBA ได้สำเร็จ

ทว่าเรื่องราวความผูกพันอันเหลือเชื่อระหว่างตระกูลคาร์ดาเชี่ยนกับ NBA ยังไม่จบ เพราะในเดือนธันวาคม 2018 ก็มีข่าวลือให้แซ่ดว่า เคนดัลล์กำลังออกเดทกับ เบน ซิมม่อนส์ ดาวรุ่งของทีมซิกเซอร์ส จากการที่มีภาพทั้งคู่อยู่ด้วยกันในเวลาเดียวกัน แถมยังมีการไปคอมเมนท์แซวกันบนโซเชียลมีเดียของอีกฝ่าย ไม่เพียงเท่านั้น เคนดัลล์ยังไปชมเกมที่ซิมม่อนส์ลงเล่นแบบติดขอบสนาม ตามแพทเทิร์นเดิมที่พี่ๆ ของเธอเคยทำเวลาคบหากับสตาร์แม่นห่วงอีกด้วย


Photo : www.harpersbazaar.com

แน่นอน เหล่านักข่าวย่อมเกิดคำถามในหัวว่า “นี่ตระกูลคาร์ดาเชี่ยนคบกับผู้เล่น NBA อีกแล้วหรือ?” และเรื่องก็ไปถึงหูของ โคลอี้ ผู้เคยมีประสบการณ์ตรงจนได้ ซึ่งแม้เจ้าตัวจะตอบว่า “พวกคุณน่ะคิดกันไปเอง เคนดัลล์กับเบนไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการที่น้องฉันไปดูเพื่อนของเขาแข่งบาสเกตบอลเท่านั้น” แต่ภาพต่างๆ ที่ออกมาหลังจากนั้น มันก็กลายเป็นการตอกย้ำข้อสงสัยว่าทั้งสองคบหากันให้เป็นจริงอยู่ดี

ถึงกระนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเคนดัลล์และซิมม่อนส์ก็จบลงในเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้น ซึ่งตัวฝ่ายหญิงได้เปิดใจถึงเรื่องดังกล่าวว่า “มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากมายเลย วิถีชีวิตของแต่ละคนมันไปคนละทาง เส้นทางชีวิตของฉันเริ่มขยายใหญ่และกว้างมากขึ้น ฉันยังเด็กอยู่ และตอนนี้ฉันก็ทำธุรกิจด้วย มันทำให้ต้องให้เวลากับมันมากขึ้น” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับฝ่ายชายก็ดูจะซ้ำรอยนักบาสรุ่นพี่อีกครั้ง เพราะแม้ในฤดูกาลที่ผ่านมาจะเป็นปีที่เขาติดทีมออลสตาร์หนแรก แต่สื่อก็วิจารณ์ว่าผลงานของเขาไม่คงเส้นคงวา ซึ่งที่ทำให้เรื่องราวต่างๆ ดูดีขึ้นมาหน่อยก็คือ หลังเลิกกันแล้ว ซิมม่อนส์ก็ได้สัญญาฉบับใหม่ 5 ปี 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แม้ความรักจะเกิดขึ้นจากหัวใจอันบริสุทธิ์ของคนสองคน แต่สำหรับการที่คนของตระกูลคาร์ดาเชี่ยน ทั้ง คิม, โคลอี้ และเคนดัลล์ เข้ามาพัวพันกับสตาร์ดัง NBA ทั้งฮัมฟรี่ย์, โอดอม, ธอมป์สัน, กริฟฟิน และซิมม่อนส์ สื่ออเมริกันกลับมองว่าทั้งหมดเกิดขึ้นโดยมีผลประโยชน์ของฝ่ายหญิงเป็นที่ตั้ง เนื่องจากทั้งสามต่างก็เป็นเซเลปเอลิสท์ ที่มีงานและธุรกิจรองรับความโด่งดังมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีตัวเลขที่พิสูจน์ได้ว่า การที่คนดังแห่งสองวงการมาเกี่ยวดองกัน สามารถเพิ่มเงินในกระเป๋าสตางค์ได้จริง เมื่อมีการวิเคราะห์และเปิดเผยตัวเลขว่า รายได้ของคิมเพิ่มขึ้นถึง 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังคบฮัมฟรี่ย์, โคลอี้รับทรัพย์เพิ่ม 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังคบโอดอมและธอมป์สัน ขณะที่เคนดัลล์รวยขึ้น 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการควงกริฟฟินและซิมม่อนส์


Photo : www.mirror.co.uk

ถึงกระนั้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจริง และยังเป็นเรื่องราวที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้คือ เมื่อตระกูลคาร์ดาเชี่ยนคบหานักบาส NBA คนไหน คนนั้นมักจะประสบปัญหาในสนาม และอาจดำดิ่งสู่จุดต่ำสุดในชีวิตเลยทีเดียว ซึ่งแม้แต่ทั้ง 5 คนที่กล่าวมาจะเห็นถึงสิ่งที่เป็น แต่การจะหาเหตุผลอธิบายนั้นกลับทำได้ยากเหลือเกิน

แต่ก็นั่นแหละ บางทีเราอาจได้ยินเรื่องราวของเหยื่อคนที่ 6 ในอนาคตอันใกล้ก็ได้ใครจะรู้ เพราะความโด่งดังของทั้งสองฝ่าย ต่างเป็นแรงดึงดูดให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ได้เสมอเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้วนั่นไงล่ะ