เล่าผ่านแฟนพันธุ์แท้ NBA : "สองพี่น้องเคอร์รี่" กับเส้นทางความสำเร็จที่แตกต่าง

เล่าผ่านแฟนพันธุ์แท้ NBA : "สองพี่น้องเคอร์รี่" กับเส้นทางความสำเร็จที่แตกต่าง
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ทุกๆวงการกีฬาโลกไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล, เทนนิส, กอล์ฟ หรือแม้กระทั่งบาสเกตบอล ต่างมีเรื่องราวของพี่น้องที่เกิดตามกันมาซึ่งเล่นกีฬาเดียวกัน หรือแม้แต่อยู่ในลีกเดียวกันเป็นธรรมดาโลก อย่างในวงการเทนนิสก็มี 2 พี่น้อง วีนัส-เซรีน่า วิลเลี่ยมส์ หรือ โม-เม โมรียา และ เอรียา จุฑานุกาล ที่ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในกีฬากอล์ฟ และแน่นอน บาสเกตบอล NBA ก็มีเรื่องราวลักษณะนี้เช่นกัน

NBA กับพี่น้องสกุลเดียวกันที่เล่นในลีกนั้นมีมาอย่างช้านานแล้ว ในยุค 1990s ก็มี ฮอเรซ-ฮาร์วี่ย์ แกรนท์ ซึ่งรายนี้เป็นฝาแฝด แต่ฮอเรซนั้นประสบความสำเร็จกับ ชิคาโก บูลส์ ยุคของ ไมเคิล จอร์แดน มากกว่าฮาร์วี่ย์เสียอีก หรือจะเป็นคู่ โดมินิค-เจอรัลด์ วิลกิ้นส์ สองพี่น้องตระกูลวิลกิ้นส์ที่โด่งดัง จนมาในช่วงก่อนยุค 2000s สามพี่น้องตระกูลแบร์รี่ ริค-จอห์น-ดรูว์ ก็สร้างสีสันให้กับ NBA ได้จากลีลาในสนามและการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

 

หลังจากนั้นก็มีพี่-น้อง เข้ามาอาละวาดในลีกแม่นห่วงที่ดีที่สุดของโลกอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ดูจะโด่งดังและถูกจับตามองมากที่สุดคงไม่พ้นพี่น้อง พาว-มาร์ค กาซอล เพราะทั้งคู่เป็นผู้เล่นจากสเปน และมาสร้างความโด่งดังให้ลีกและทั่วโลกเป็นอย่างมาก พาวและมาร์คควงแขนติดทีมออลสตาร์ตัวจริงทั้งคู่ในปี 2015 โดยพาวเคยคว้าแชมป์กับ ลอส แอนเจลิส เลเกอร์ส 2 สมัยในปี 2009 และ 2010 ส่วนคนน้องมาร์คก็เยี่ยมไม่แพ้กัน มีรางวัลผู้เล่นป้องกันยอดเยี่ยมปี 2013 อีกด้วย

ทว่าสำหรับยุคนี้ คู่พี่น้องที่โด่งดังใน NBA มากที่สุดเห็นจะเป็นคู่ สเตฟเฟ่น-เซธ เคอร์รี่ สองพี่น้องตระกูลเคอร์รี่ที่ถูกปลูกฝังความรักในตัวบาสเกตบอลจากคุณพ่อ เดล เคอร์รี่ มาตั้งแต่อดีต จนได้มาเป็นผู้เล่นใน NBA ทั้งคู่ แต่ทางเดินและความสำเร็จของทั้งคู่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สเตฟเฟ่นคือผู้เล่นระดับโลกที่พา โกลเด้น สเตท วอริเออร์ส คว้าแชมป์มาแล้ว 3 สมัย แถมยังเป็นบุคคลที่ทำให้นักบาสทั้งโลกนั้นหันมายิง 3 คะแนนกันแบบบ้าระห่ำ ส่วนเซธนั้นต้องล้มลุกคลุกคลาน ถูกตัดตัว ถูกทีมต่างๆ ยกเลิกสัญญา หรือแม้กระทั่งไม่มีทีมใน NBA ทีมไหนกล้าให้สัญญาระยะยาว

เรื่องราวในวัยเด็ก

สองพี่น้องเคอร์รี่คู่นี้มีอายุต่างกัน 3 ปี โดยสเตฟเฟ่นผู้เป็นพี่ได้เล่าว่า คุณพ่อ เดล เคอร์รี่ ในสมัยที่เล่นให้กับ ชาร์ลอตต์ ฮอร์เน็ตส์ จะพาเขาทั้งคู่เข้าไปในสนามเสมอไม่ว่าจะในวันซ้อมหรือวันแข่ง ทำให้สองพี่น้องได้โอกาสเข้าไปชู้ตลูกเล่นกันก่อนเริ่มกิจกรรมของพวกผู้ใหญ่เสมอๆ และนั่นทำให้ทั้งคู่นั้นเริ่มซึมซับกีฬาบาสเกตบอลเข้าสู่ทั้งสายเลือดและสมอง อันที่จริง เดลนั้นจะเฝ้ามองลูกชายของเขาเสมอๆ แต่ด้วยความที่สเตฟเฟ่นนั้นเป็นคนช่างถามและอยากรู้ตามวัย ทุกๆ ครั้งเวลาเขาเข้าไปเล่นก็จะคอยถามเพื่อนของพ่อและให้ทุกๆ คนนั้นมาสอนเขาเสมอ

1

“จะว่าผมเหมือนพี่เลี้ยงเขาก็ได้นะ ผมสอนตั้งแต่เรื่องเบสิคอย่างจับลูกและเลี้ยงบาส สเตฟเป็นเด็กที่น่ารักมากๆ” มัคซี่ โบ็คส์ ผู้เล่นที่ตัวเล็กที่สุดใน NBA และเป็นเพื่อนสนิทของ เดล เคอร์รี่ สมัยอยู่ทีมฮอร์เน็ตส์กล่าว ซึ่งมัคซี่นั้นสนิทกับสเตฟเฟ่นและเซธมาก จนสเตฟเฟ่นนั้นยกย่องให้มัคซี่เป็นหนึ่งในผู้เล่นในดวงใจของเขาเลยก็ว่าได้ ขณะที่ เดล เคอร์รี่ คุณพ่อของทั้งคู่กล่าวว่า “สเตฟนั้นเป็นประเภทชอบเรียนรู้ ช่างพูดช่างคุย ต่างกับเซธนะที่หลายครั้งผมว่าเขาดูเงียบๆ ไม่พูดไม่จาเท่าไหร่”

คู่พี่น้องทั้งสองนั้นมีความสนิทสนมรักกันมาก แต่จะว่าไป หากเรียกทั้งครอบครัวเคอร์รี่ว่าเป็นครอบครัวตัวอย่างครอบครัวหนึ่งเลยก็ยังได้ พ่อ เดล แม่ ซอนย่า พร้อมกับลูกๆ ทั้ง 3 คน สเตฟเฟ่น เซธ และ ซิดเดล น้องสาวคนสุดท้องของบ้านจะมีกิจกรรมครอบครัวด้วยกันมาตลอด ตั้งแต่เข้าโบสถ์ ไปรับประทานอาหารด้วยกันทุกสุดสัปดาห์ หรือไปเที่ยวด้วยกันยกครัว ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้เกิดความสนิทสนม และคอยช่วยเหลือกันตลอด

“สเตฟนั้นเป็นคนติดครอบครัวมากๆ ก็อย่างที่ทราบกัน เขาอยากจะเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ตามรอยผม แต่ก็ไม่สามารถเข้าที่นี่ได้ มันก็ทำให้พวกเราเฟลไม่น้อยเลยเหมือนกัน” เดลย้อนความหลังถึงความสัมพันธ์และความผูกพันในครอบครัว สิ่งที่กล่าวมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทั้งสเตฟและเซธนั้นจะเลือกที่จะใส่หมายเลขเสื้อเบอร์ 30 เหมือนกัน ซึ่งเคอร์รี่ผู้พี่เผยว่า “ไม่มีอะไรมาก ทั้งผมและเซธใส่เบอร์นี้เพราะเป็นเบอร์ที่คุณพ่อใส่”

การฝ่าฟันที่แตกต่าง

หลังจากสเตฟเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยเดวิดสัน แล้วจบออกมา หนทางของเขาก็ไม่ได้เรียบง่ายในการเล่น NBA เท่าไหร่ เขาถูกปรามาสว่าตัวเล็ก ไม่มีความเร็ว เลี้ยงบอลยังไม่คล่อง จะมีดีเพียงแค่ลูกยิงระยะไกล แถมเข้ามาในลีกแล้วบาดเจ็บบ่อยอีกต่างหาก จนทำให้มีชื่อและข่าวในการเทรดเขาอยู่บ่อยๆ แต่ก็อย่างที่ทราบกันดี สเตฟเฟ่นนั้นใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าหนทางการก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นชั้นยอดนั้น แม้ยากเย็นขนาดไหนแต่ทุกสิ่งก็เป็นไปได้ กว่าจะเป็น MVP 2 สมัย หรือพาวอริเออร์สคว้าแชมป์ 3 สมัย ทุกสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งข้อนี้เขาก็เข้าใจดี

2

ทว่าในทางของคนน้อง เซธ เคอร์รี่ แม้จะได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือ มหาวิทยาลัยดุ๊ก และโชว์ฟอร์มขั้นเทพโดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้าย ซึ่งทำเฉลี่ยถึง 17.5 แต้มและยิง 3 คะแนนลงถึง 44% แต่กลับไม่มีทีมใดนั้นดราฟตัวเซธเข้าไปใน NBA เลยในปี 2013 หนทางของเซธนั้นต่างกับสเตฟอย่างมาก เพราะในขณะที่พี่ชายโด่งดังสุดขีด แต่น้องชายกลับไม่ถูกทีมใดดึงตัวเข้าสู่ทีมเลย การเป็น MVP ของสเตฟเฟ่น และการเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมในยุค 1990s ของเดลนั้นกลับไม่สามารถสร้างโอกาสให้กับเซธเพื่อเข้าสู่ NBA ได้

“สเตฟและเซธนั้นถือเป็นความภูมิใจของผมนะ ผมเคยได้สอนบาสเกตบอลให้กับพวกเขา ทั้งคู่มีความพยายามมาก ถึงกระนั้นเขาทั้งสองก็ต่างกันมากในแง่ความคิดและความมุ่งมั่น และมันก็สะท้อนความจริงที่ว่า การที่พ่อและพี่ชายโด่งดังใน NBA มันไม่ได้การันตีอะไรเลย” แชนนอน บราวน์ อดีตผู้เล่นเลเกอร์ส ที่เคยสอนบาสให้กับทั้งคู่สมัยที่ทั้งคู่อยู่ฮอร์เน็ตส์กล่าว

สิ่งที่พอจะเป็นไปได้ในตอนนั้นคือ โกลเด้น สเตท วอริเออร์ส พอเห็นแวว และให้โอกาส เซธ เคอร์รี่ เข้ามาทดสอบฝีมือในช่วงซัมเมอร์ลีกและคัดตัวช่วงก่อนเปิดฤดูกาลกับทีม แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะสามารถเข้าสู่ทีมจริงในช่วงเปิดฤดูกาลได้หรือไม่ เซธเข้าทดสอบช่วงปิดฤดูกาล และผ่านการตัดตัวในซัมเมอร์ลีก จนได้เข้าสู่ทีมในช่วงพรีซีซั่นและได้เล่นกับทีมถึง 6 เกมก่อนที่จะถูกทีมวอริเออร์สตัดตัวออก ไม่มีชื่อเข้าสู่ทีมจริง และนั่นก็ทำให้คนเริ่มพูดถึงความแตกต่างของสเตฟเฟ่นและเซธกันอย่างมาก

3

“ไม่รู้สิ ไม่ว่าคนจะพูดถึงเซธยังไง หรือจะบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับเขายังไง ผมเป็นคนนึงที่เชื่อมั่นในตัวของเขานะ ขอพระเจ้าอวยพรเขาด้วย ด้วยบุคลิกของเขานั้นไม่ใช่คนพูดจาอะไรมากมาย คุณอาจจะไม่มีวันเข้าใจเขา แต่ผมเชื่อว่าเขาสามารถอยู่ในลีกได้ และเชื่อว่าเขาสามารถทำมันได้” สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ กล่าวถึงน้องชายของเขา ซึ่งหลังจากถูกวอริเออร์สตัดตัวจนต้องไปเล่นในเวทีพัฒนาผู้เล่นอย่าง ดีลีก (จีลีก ในปัจจุบัน) เซธก็พิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองนั้นมีดีพอ จนติดทีมออลสตาร์และทีมยอดเยี่ยมของดีลีกได้หลายสมัย

กว่าฝันจะเป็นจริง

เซธนั้นเป็นคนที่ต่างจากสเตฟเฟ่นมาก แม้จะมีนิสัยไม่ยอมแพ้คล้ายกัน แต่เขาก็ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ และยังเป็นคนที่เก็บตัวมากคนหนึ่ง ถึงขนาดมีอยู่ครั้งที่เซธไม่ยอมลงจากรถเลยในตอนมัธยมที่ ซอนย่า แม่ของเขาพาไปงานที่โรงเรียน เพราะไม่ชอบเป็นจุดศูนย์กลางให้คนมาจับจ้องหรืออยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆ ต่างกับสเตฟเฟ่นที่ลงไปไปเฮฮากับผู้คนอย่างไม่มีปัญหา

4

ถึงกระนั้น สเตฟก็เชื่อมั่นเสมอว่าฝีมือของเซธนั้นไม่แพ้เขาเลย เพราะในช่วงเด็กทั้งคู่จะดวลบาสตัวต่อตัวกันที่สนามหลังบ้าน และมีหลายครั้งที่เซธสามารถหยุดการบุกของสเตฟได้ “เขาเป็นคนที่ป้องกันได้ดีมากเลยทีเดียว เขาสามารถป้องกันผมได้หลายคร้ัง” และนั่นถึงขนาดที่ทำให้สเตฟเฟ่นต้องไปขอคำแนะนำในเรื่องเกมส์การป้องกันจากเซธเลยด้วยซ้ำ พร้อมกับกล่าวด้วยว่า “เซธเป็นคนที่มีความพยายามสูงมาก มากจนผมตกใจ”

เรื่องที่กล่าวมาสอดคล้องกับที่ เดล เคอร์รี่ เคยบอกเช่นเดียวกัน หลังจาก 3 ปีในดีลีก แล้วมาเล่นใน NBA กับ เมมฟิส กริซลี่ย์ส, คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส และ ฟีนิกซ์ ซันส์ รวม 2 ปีเซธเล่นไปเพียง 4 เกมส์เท่านั้นแถมทำได้เพียง 3 แต้ม และโอกาสที่เขาได้รับจากทีมใน NBA ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นคือ สัญญา 10 วัน ในขณะที่สเตฟเฟ่นนั้นกำลังไปได้ดี ทั้งได้เป็นแชมป์ NBA และได้ MVP ซึ่งมันต่างกันเป็นอย่างมาก “ความพ่ายแพ้ซ้ำๆ และไม่สามารถทำได้ซ้ำๆ มันไม่ได้ทำให้ความต้องการและความมุ่งมั่นของเซธลดลงเลย แม้ว่าหลายคนจะบอกว่าสเตฟนั้นเป็นนักกีฬาที่ดีกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำอะไรเซธได้เลย” เดล เคอร์รี่ กล่าวถึงคู่พี่น้องที่เส้นทางอาชีพใน NBA นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

5

ด้วยความที่เป็นครอบครัวที่รักกัน และส่งเสริมกันในทุกๆ ด้าน รวมถึงรับฟังเรื่องราวของกันและกันเสมอ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นแรงผลักดัน และมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่ทำให้เซธไม่ย่อท้อ จนในปี 2015 วันที่ครอบครัวเคอร์รี่รอคอยก็มาถึง เมื่อ เซธ เคอร์รี่ ได้สัญญา 2 ปี มูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ กับ ซาคราเมนโต คิงส์ จากความพยายามของเขาในช่วงซัมเมอร์ลีกที่ทำได้ถึง 24.3 แต้มต่อเกม หลังจากนั้นเซธก็ได้ย้ายไปอยู่กับ ดัลลัส แมฟเวอริกส์ กับสัญญา 2 ปี 6 ล้านเหรียญ รวมถึงในปี 2016-17 เขาทำเฉลี่ยสูงสุดในอาชีพ 12.8 คะแนนต่อเกม กับยิง 3 คะแนนลงถึง 42.5% “ผมโคตรภูมิใจกับเขาเลย เราทั้งครอบครัวภูมิใจในความสำเร็จของเขามาก” เดลกล่าวถึงลูกชายที่สามารถทำตามฝัน และเอาชนะคำสบประมาทจากคนรอบด้านถึงความแตกต่างจากพี่ชายได้

เมื่อพี่น้องต้องดวลกัน

แม้สองพี่น้องจะมีหนทางที่แตกต่าง ฝั่งสเตฟนั้นเฉิดฉายเป็นสปอตไลท์ของคนทั้งโลก ขณะที่เซธนั้นกระท่อนกระแท่นล้มลุกคลุกคลาน แต่เซธก็สามารถแจ้งเกิดได้เต็มตัวแล้วตอนนี้ ฤดูกาล 2018/19 เขาถูก พอร์ทแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส เซ็นสัญญาในฐานะตัวสำรอง และกลายเป็นสำรองทีเด็ดที่ทำไปถึง 7.9 แต้มต่อเกมกับความแม่นยำ 45% ในการยิง 3 คะแนน

6

ถึงกระนั้น สิ่งที่ทั้งครอบครัวเคอร์รี่หวังก็คือ การที่สองพี่น้องนั้นได้เจอและปะทะกันในสนาม ซึ่งเดลกล่าวถึงลูกๆ ว่า “มันเป็นสัญญาและความฝันของพวกเขา” และมันก็เกิดขึ้นแล้ว โดยในเกมที่ วอริเออร์สไปเยือนเทรลเบลเซอร์สในช่วงสิ้นปี 2018 เซธถูกสั่งมาให้จับตายสเตฟเฟ่น และถูกสั่งมาให้ทำคะแนนจากม้านั่งสำรอง แม้ว่าเทรลเบลเซอร์สจะพ่ายไป 115-105 แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับช่วงหลังเกม สองพี่น้องเคอร์รี่ได้แลกเสื้อกันโดยมีครอบครัวนั่งดูอยู่ และบรรยากาศการแลกเสื้อหลังเกมส์นี้มีความหมายมากแม้แต่กับเพื่อนนักบาสด้วยกัน

“มันโคตรเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับพวกเขาจริงๆ เคอร์รี่ทั้งสองเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ” เคลย์ ธอมป์สัน คู่หู “สแปลช บราเธอร์ส” ร่วมทีมวอริเออร์สกับสเตฟกล่าว ซึ่งอันที่จริง เคลย์ก็มีพี่ชายอย่าง ไมเคิล ธอมป์สัน ที่เคยเล่นใน NBA กับคาวาเลียร์สในเวลาสั้นๆ เหมือนกัน “ผมก็อยากมีประสบการณ์แบบนี้บ้างนะ มันคงจะดีไม่น้อยเลย”

ความพยายามของเซธนั้นพิสูจน์ตัวเองให้ทั้งโลกเห็นว่าไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน แต่เขาก็สามารถทำได้ และมันยิ่งตอกย้ำไปอีกขึ้นเมื่อเซธได้รับเชิญไปแข่งขันยิง 3 คะแนนในเกมออลสตาร์ ซึ่งนั่นทำให้ครอบครัวเคอร์รี่ต่างดีใจ และตื่นเต้นกับอีเวนท์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งทั้งสเตฟและเซธจะต้องมาห่ำหั่นกันแบบตัวต่อตัว

และเพื่อให้เรื่องมันสนุกขึ้น ในวันสุดสัปดาห์ก่อนแข่งที่ครอบครัวเคอร์รี่ต่างพากันไปกินข้าว การเดิมพันเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งปกติที่ตระกูลนี้ทำกันประจำอยู่แล้ว ก็ได้เกิดขึ้นด้วยหัวข้อที่ว่า “ถ้าใครแพ้ในการแข่งขันนี้ จะต้องซื้อตั๋วในทุกนัดที่ครอบครัวจะไปดูเกมที่พี่น้องคู่นี้เจอกันจนกว่าจะเลิกเล่นให้โดยไม่มีข้อแม้” นี่คือข้อตกลงที่ทำกันไว้ในโต๊ะอาหาร แม้รายได้ของทั้งคู่จะต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อสเตฟเฟ่นมีรายได้ 5 ปี 201 ล้านเหรียญ กับเซธที่สัญญาปีเดียว 2.8 ล้านเหรียญ แต่งานนี้เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้

7

“ผมมั่นใจมาก ไม่มีปัญหาเลย สำหรับผม มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และท้าทายมาก ผมต้องเอาชนะคนอื่นให้ได้ แต่สำคัญที่สุด ผมต้องชนะสเตฟ” เซธบอกก่อนการแข่ง ส่วนสเตฟเฟ่นก็ได้กล่าวติดตลกถึงเรื่องนี้ว่า “เอาเรื่องเลย เงินเดิมพันมันค่อนข้างสูงนะ ผมรู้ว่าครอบครัวผมไม่มีใครถือหางผมสักคน ทุกคนลุ้นว่าอยากให้เซธนั้นเป็นผู้ชนะ มันอารมณ์เสียสำหรับผม แต่เมื่อผลออกมาพวกเขาจะอารมณ์เสียแน่นอน”

แต่ถึงสเตฟจะเป็นฝ่ายชนะในอีเวนท์การยิง 3 คะแนนเกมออลสตาร์ปี 2019 เมื่อเขาเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ขณะเซธตกรอบแรก แต่มันก็ไม่ได้เป็นชัยชนะที่เด็ดขาดนัก เพราะผู้ชนะตัวจริงในรายการนี้คือ โจ แฮร์ริส จาก บรูคลิน เน็ตส์ ต่างหาก

8

แม้ว่าจะเป็นพี่น้องที่เกิดตามกันมา แต่วิถีของทั้งคู่นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สเตฟเฟ่นนั้นเฮฮา มีสังคม เข้ากับคนง่าย ส่วนเซธนั้นเก็บตัว ไม่ชอบสังคมเท่าไร ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรมากมาย สเตฟนั้นโดดเด่นมาก ถือเป็นซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกที่ทุกที่ต้องการเจอตัว แต่ในลีก NBA นั้นไม่มีเส้นสาย ไม่มีการใช้ความเก่งของรุ่นพ่อ รุ่นพี่ เข้ามาเป็นตัวสร้างโอกาสและกรุยทางเข้าสู่เวทีแห่งนี้ และ เซธ เคอร์รี่ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะเป็นน้องชายของซูเปอร์สตาร์อย่าง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ผู้โด่งดัง แต่เขาก็ไม่ได้อภิสิทธิ์จากทีมใดๆ หรือจากลีก NBA

ซึ่งหากถามว่า แม้จะมีบุคลิกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งคู่นั้นก็สามารถทำตามฝัน คือเป็นผู้เล่น NBA ได้อย่างไร คำตอบนั้นคงเป็นสิ่งที่ เดล และ ซอนย่า คุณพ่อกับคุณแม่ของเขาปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็ก... “ความพยายาม และอย่าท้อถอย” นั่นเองแหละครับ