รักโรแมนติกคอมเมดี้ของ "อิวาน และ ราเควล" ที่คุณจะเผลออมยิ้มโดยไม่รู้ตัว

รักโรแมนติกคอมเมดี้ของ "อิวาน และ ราเควล" ที่คุณจะเผลออมยิ้มโดยไม่รู้ตัว
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

“Buenos días, Raquel. Un café y un Fanta naranja.” นี่คือประโยคเดียวที่ อิวาน ราคิติช จำขึ้นใจในช่วงเวลาตั้งไข่ในประเทศสเปนของเขา… เขาฝึกคำนี้ไปเพื่ออะไรกันนะ?

ว่ากันว่าเรื่องของความรักนั้นไม่เคยมีรูปแบบที่ตายตัว บางคนอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเขาก็รัก บางคนวิ่งตามแทบตายทุ่มเทมอบทุกอยากให้หวังพิชิตใจแต่สุดท้ายก็ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่า… ไม่ว่าจะสุขสมหวัง และผิดหวัง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะปฎิเสธได้คือ เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกตกหลุมรักโลกของคุณจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู

 

วินาทีแรกที่คุณมองหน้าคนๆนั้นและเกิดเสียงซ้อนขึ้นมาในใจว่า "คนนี้แน่นอน"... สิ้นสุดประโยคนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจัดการอย่างไรกับความรู้สึกนี้ และนี่คือเรื่องราวของ อิวาน ราคิติช กองกลางของบาร์เซโลน่า ที่นอกจากเขาจะทุ่มเทกับการพยายามอ่านเกมยามอยู่ในสนามแล้ว ความพยายามในการชนะใจใครบางคนของเขาก็ร้ายไม่ใช่เล่น...

พ่อคนเก่งภาษา

หากจะเปรียบความรู้ทางภาษาที่ใช้สื่อสาร อิวาน ราคิติช คนนี้ไม่แพ้ใครแน่นอน เขาคนนี้ถูกเรียกว่าโครแอตอัจฉริยะตั้งแต่อายุยังน้อย เขาโตมาในครอบครัวที่มีพ่อเป็นชาวโครเอเชีย ขณะที่แม่ของเขามีเชื้อสายบอสเนีย อย่างที่คุณรู้กันนั่นแหละ สงครามกลางเมืองในยุคสัก 30 กว่าปีก่อน สมัยที่บ้านเกิดของพ่อและแม่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูโกสลาเวีย ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปตามประเทศต่างๆของยุโรป และครอบครัวราคิติชก็เช่นกัน พ่อและแม่ของเขาหอบลูกชาย 2 คน เดยัน และ อิวาน เพื่อย้ายไปหากินที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในโลก

 1

สวิตเซอร์แลนด์ นั้นเป็นประเทศที่มีภาษาราชการถึง 3 ภาษา - เยอรมัน, ฝรั่งเศส และ อิตาลี ดังนั้นการย้ายถิ่นฐานรอบนี้จึงทำให้ อิวาน ราคิติช จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ให้ได้ เขาพูดภาษาโครแอตกับคนในครอบครัว และฝึกทั้ง 3 ภาษาหลักของสวิตเซอร์แลนด์เพื่อสื่อสารกับคนภายนอก

เขาฝึกมันจนคล่องจนได้เป็นนักฟุตบอลเยาวชนของสโมสรเล็กๆ อย่าง โมห์ลิน ไรเบิร์ก และตอนอายุ 16 ปี แมวมองจากทั่วยุโรปเดินทางมาดูให้เห็นกับตาว่าอัจฉริยะโครแอตคนนี้มีดีแค่ไหน หลายทีมเห็นแล้วก็พร้อมเสนอสัญญาให้ เพียงแต่ว่าพ่อของราคิติช บอกให้เขาสั่งสมฝีเท้าในสวิตเซอร์แลนด์ก่อน นั่นจึงทำให้เขาได้ย้ายไปอยู่กับทีมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่าง บาเซิล

การเป็นคนอัธยาสัยดีทำให้ อิวาน ราคิติช มีแต่คนรัก เขาเล่นฟุตบอลด้วยความรู้สึกที่ไม่ต้องกังวลใดๆ จนกระทั่งก้าวต่อไปมาถึงในอีกไม่นาน ชาลเก้ 04 ทีมดังจากเยอรมัน ยื่นข้อเสนอให้และเขาพร้อมแล้วสำหรับก้าวสำคัญของชีวิต ราคิติชฟอร์มดีมากกับชาลเก้ 4 ปีที่นั่นกับเพื่อนร่วมทีมหลากหลายเชื้อชาติ ภาษาเยอรมันของเขาแน่นขึ้น รวมถึงได้ภาษาอังกฤษเพิ่ม จนกระทั่งการตัดสินใจครั้งใหญ่ก็มาถึงอีกครั้ง… ทีมจากสเปนติดต่อมา

"6 ปีตั้งแต่เล่นในสวิสจนถึงเยอรมันไม่ได้สวยหรูตลอด บางครั้งมันก็โดดเดี่ยว หลายคนบอกกับผมสมัยที่เล่นให้ บาเซิล กับ ชาลเก้ ว่า 'สุดยอดเลยอิวาน นายมันโคตรเก่งเลยไอ้หนู' แม้มันจะน่ายินดี แต่ผมกลับรู้สึกว่าผมขาดอะไรบางอย่าง ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร" เขาว่าไว้เช่นนั้น

 2

"เดยัน มากับฉันหน่อย" อิวาน ราคิติช ในวัย 21 ปี บอกกับพี่ชาย..."แล้วเราจะไปไหนกันวะ?" เดยัน ถามกลับ

"สเปนว่ะพี่ชาย" จบคำตอบนี้ราวกับว่ามีเสียงของเพลง La Bamba แทร็กระดับตำนานของของวงดนตรี Los Lobos ดังขึ้น และอึดใจเดียวเท่านั้น 2 พี่น้องราคิติช เดินทางมาถึงเซบีย่า และแสงแดดก็จ้าพร้อมรอรับพวกเขาแล้ว

ใครต่อยผมเนี่ย?

อิวาน และ เดยัน เดินทางมาถึงที่พักเรียบร้อย แม้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่การนั่งเครื่องบินก็ทำให้เมื่อยล้าพอตัว พวกเขารีบกินมื้อค่ำให้เรียบร้อย เพื่อจะได้เข้านอนแต่หัววัน เพราะวันพรุ่งนี้จะต้องเป็นวันที่ยาวนานของเขาแน่นอน...

 3

"นอนไม่หลับว่ะ" เสียงในหัวปลุกอิวานให้ลุกจากเตียง ตื่นเต้น, ประหม่า หรือ แปลกที่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามเขารู้ตัวว่าคืนนี้คงหลับไม่ลงง่ายๆแน่ เขาหันไปที่เตียงนอนของเดยัน และพบว่าพี่ชายของเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกเขาแค่พยักหน้าก็เข้าใจความหมาย "ไปหาอะไรดื่มกันดีกว่า"  

ชั้นล่างสุดของโรมแรมมีบาร์เงียบๆ ที่เหมาะแก่การเข้าไปปล่อยจิตปล่อยใจ ในช่วงเวลาที่มันกำลังวุ่นวายแบบนี้ เขาตัดสินใจว่าจะไปที่บาร์นั่น โดยที่ไม่รู้ว่าบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นกับเขาแล้ว

"โอล่า (สวัสดี)" ศัพท์ภาษาสเปนง่ายๆออกจากปากเขาเพื่อเรียกบาร์เทนเดอร์คนหนึ่งเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาอยากจะดื่มอะไร แต่ทันใดที่เธอคนนั้นหันมา อิวาน ราคิติช ก็โดนหมัดน็อคที่หนักยิ่งกว่า มูฮัมเหม็ด อาลี พุ่งชนเข้าที่หน้าของเขาเต็มๆ สาวสวยผมสีน้ำตาลและผิวสีแทนตามตำราสาวสเปนคนนั้นหันมาด้วยความเร็วปกติ แต่ภาพในหัวของอิวาน มันคือภาพสโลว์โมชั่นแบบหนังรักในฮอลลีวู้ดในตอนที่นางเอกปรากฎตัว และเมื่อตาต่อมามาผสาน เขาก็ใบ้รับประทานทันที

"เห้ย! อิวาน แล้วแกจะเอาไงทีนี้" เสียงของพี่ชายเข้ามาขัดจังหวะ ขณะที่เขาตกอยู่ในภวังค์เขาเกิดรู้สึกเสียดายอะไรบางอย่าง ตอนนั้นเขาพูดภาษาเยอรมัน, อังกฤษ, อิตาลี, ฝรั่งเศส และโครเอเชียได้ แต่ภาษาเดียวที่จะสื่อสารกับเธอได้ตอนนั้นคือภาษาสเปน และแน่นอนภาษาสเปนของเขาในตอนนั้นถือว่าค่อนข้างหายนะตามประสาของผู้มาใหม่ เขาพูดมันไม่ได้เลย

"เอาสิ ฉันต้องคว้ามันไว้ เซบีย่าอุตส่าห์ส่งเครื่องบินมารับฉันมานี่ แถมฉันยังตกปากรับคำท่านประธานไว้แล้ว" เขาตอบกลับจากก่อนที่เดยันจะตอบแค่ว่า "อืม ก็ดี"

คำตอบของพี่ชายมันทำให้เขาอึดอัดใจ ณ ตอนนี้มีแต่เดยันเท่านั้นที่คุยกับเขารู้เรื่อง และมันเป็นช่วงเวลาที่เขากำลังอยากจะเล่าและระบายให้ใครสักคนฟังอยู่พอดี ดังนั้นต่อให้เดยันไม่ถามก็ช่างปะไร เล่าให้ฟังกันแบบโต้งๆเลยก็แล้วกัน...

"เดยัน พี่เห็นผู้หญิงที่อยู่ที่บาร์นั่นรึเปล่า? ฉันมาที่นี่เพื่อเล่นให้กับสโมสรเซบีย่า แล้วฉันจะบอกอะไรพี่อีกอย่าง… ฉันจะแต่งงานกับเธอคนนี้แหละว่ะ" สิ้นสุดประโยคดั่งกล่าว เดยันก็ขำก๊ากทันที น้องชายของเขาคงตั้งหน้าตั้งตาซ้อมจนคออ่อนกินเหล้าแก้วเดียวแต่ดันเมาจนคิดอะไรเป็นตุเป็นตะ "เออ เรื่องของแกโว้ย ไอ้ไก่อ่อนใจง่าย" เขาพูดไปขำไป ก่อนทั้งสองจะชนแก้วและยกรวดทีเดียวจนเกลี้ยง และขึ้นไปนอนเพราะได้เวลาอันสมควร

เดยันหลับปุ๋ย แต่อิวานยังมีสารตกค้าง ตัวไปใจยังอยู่… เขานอนยิ้มหวานและพูดคนเดียวเหมือนคนบ้า

“เอาล่ะ เซบีย่า ผมชักชอบที่นี่ซะแล้ว”

"ฉัน-เจน"... "เธอ-ทาร์ซาน"

เช้าวันรุ่งขึ้น การเจรจาและเซ็นสัญญากับเซบีย่าจบลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีการเปิดเผยค่าเหนื่อยที่แน่นอน แต่ดูจากอาการของราคิติชแล้ว จ้างเขาแค่ 25 ยูโร เขาก็พร้อมจะเซ็นสัญญากับทีมอยู่แล้ว นี่แหละหนอผู้ชาย จะเก่งจะยิ่งใหญ่มาจากไหน สุดท้ายเมื่อได้เจอหญิงงามแล้ว ร้อยทั้งร้อยเสร็จทุกคน

 4

เมื่อการย้ายตัวลุล่วง เดยันก็ขอตัวกลับบ้านและได้เวลาที่อิวานจะต้องเจอกับการใช้ชีวิตในสเปนเพียงลำพัง การจะอยู่โยงที่ใดได้สักที่ คุณจำเป็นต้องมีบ้านสักหลัง จะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับความชอบ เพียงแต่ว่าบ้านหลังนั้นต้องอยู่แล้วรู้สึกสบาย

จริงๆแล้วการจะหาเช่าบ้านที่สะดวกสบายเพื่อพักอาศัยสำหรับนักฟุตบอลไม่ใช่เรื่องยากอะไรอยู่แล้ว พวกเขามีผู้จัดการส่วนตัวพร้อมจะเดินหาให้ และทางสโมสรก็พร้อมจะแนะนำทำเลสวยๆ แบบว่าที่ผ่อนคลายกับแดดอ่อนๆยามเช้าของเซบีย่า อันเลื่องชื่อ แต่ราคิติชปัดทิ้งหมดทุกข้อเสนอ เขาเลือกที่จะอยู่โรงแรมแห่งนั้นต่อพร้อมเซ็นสัญญาเช่าห้องรวดเดียว 3 เดือน

กิจวัตรประจำวันของราคิติช นอกจากจะซ้อมแล้ว เขายังมีสิ่งที่ต้องทำทุกวันตลอด 3 เดือนอยู่อีก 2 อย่าง หนึ่งคือการฝึกภาษาสเปนอย่างจริงจังเขา เปิดวิทยุ และ โทรทัศน์ช่องของท้องถิ่นเท่านั้นเพื่อเป็นการฝึกภาษาภายในตัว และอีกหนึ่งข้อคือการเดินไปที่บาร์เพื่อไปตามเอาหัวใจที่หล่นไว้กลับคืนมา สิ่งแรกคือการสืบให้ได้ก่อนว่าเธอคนนั้นชื่ออะไร และเขาก็ได้คำตอบจากใครสักคนอย่างรวดเร็ว "ราเควล" นั่นคือชื่อของผู้หญิงคนนั้น

“Buenos días, Raquel. Un café y un Fanta naranja (อรุณสวัสดิ์ครับ ราเควล ผมอยากจะได้กาแฟแล้วก็แฟนต้าน้ำส้มสักขวด)” ชัดเจนมาก เขาฝึกภาษาสเปนก็เพื่อประโยคนี้แหละ

ทั้งสองคนเริ่มเปิดใจรับมิตรภาพของกันและกันมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น ถามว่าทำไมมันจึงเร็วแบบนั้น ราเควลใจง่ายไปหรือเปล่า เพราะเห็น อิวาน ราคิติช เป็นนักฟุตบอลหรือเปล่า?… ความจริงแล้วมันคนละโลกกันเลย ฝั่งราคิติชเองนั่นแหละที่ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อจนราเควลอดเห็นใจไม่ได้ เพราะเขาจะแวะเข้ามาที่บาร์ของโรงแรมวันละ 30 รอบ (ขอย้ำอีกครั้ง 30 รอบ) คิดดูแล้วกันว่าด้วยจำนวนรอบที่ถี่ขนาดนี้ เขาต้องเข้ามาสั่งกาแฟดื่มวันละกี่แก้ว? เขาขยันเหมือนกับว่าการมาที่บาร์มันทำให้สโมสรจ่ายค่าเหนื่อยเพิ่มอย่างไรอย่างนั้น

"ไม่รู้สิ ผมไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นยังไงดีนะ แต่ถ้าคุณเจอใครสักคนที่เล่นงานคุณเต็มเปาจนจังหวะหัวใจของคุณเต้นผิดปกติคุณก็คงเข้าใจผมแหละ ทุกครั้งที่เห็นหน้าราเควล หัวใจผมสูบฉีดเลือดถี่ยิบจนเหมือนมันจะระเบิดออกมาให้ได้ วันแล้ววันเล่า ผมเฝ้าทำอย่างนั้นตลอด" ราคิติชอธิบายเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

 5

"ช่วงแรกๆ ผมใช้ภาษามือคุยกับราเควล ก็เธอดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ส่วนผมก็ดันพูดภาษาสเปนไม่ได้อีก ผมทำมือชี้โบ๊ชี้เบ๊เหมือนกับคนป่าจนเธอล้อผมด้วยท่า "ฉัน-เจน" "เธอ-ทาร์ซาน" (ฉากแนะนำตัวของนางเอกอย่าง เจน และคนป่าอย่าง ทาร์ซาน จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง ทาร์ซาน) ไม่รู้ล่ะ ตอนนั้นผมบ้าไปแล้วมั้ง ก็คิดดูสิผมซดกาแฟไม่รู้วันละกี่แก้ว คิดแล้วก็ยังขำไม่หาย"

ทุกอย่างดูจะไปได้สวยตามแบบฉบับของรักกุ๊กกิ๊ก เพียงแต่ความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น ราเควลมีกำแพงบางอย่างที่คอยกันราคิติชให้อยู่ได้ในระยะ "เฟรนด์โซน" เท่านั้น… แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีสำหรับเขา

เธอคือเหตุผล

ทุกครั้งที่ราคิติชอยากจะสานสัมพันธ์ด้วยการชวนราเควลออกไปเดทกัน เธอจะปฎิเสธเขาตลอด แต่มันเป็นการปฎิเสธแบบถนอมน้ำใจและรักษามิตรภาพ "ขอบคุณค่ะ แต่ฉันงานยุ่งมากคงออกไปกับคุณไม่ได้" ราเควลบ่ายเบี่ยงด้วยการเอางานมาอ้างเสมอ

 6

"ผมเศร้าและคิดว่าทำไมมันถึงได้จบเร็วขนาดนี้ แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะ ผมขับรถเข้าเมืองมาที่โรงแรมเหมือนที่เคย วันไหนเธอไม่ได้อยู่ที่บาร์ผมจะหักเลี้ยวรถกลับทันที แต่ถ้าวันไหนที่เธอเข้างาน ผมจะถือว่านี่คือวันที่ดีของผม"

ราคิติชเริ่มรู้ภาษามากขึ้น เขาอยากจะคุยกับราเควลให้รู้เรื่องเพื่อจะได้ถามว่า แท้จริงอะไรกำแพงในใจเธอคืออะไรกันแน่? และวันนั้นก็มาถึงวันที่เขาสื่อสารได้ เขาตัดสินใจถามเรื่องนี้กับราเควล ขณะที่เธอตอบกลับ..

"ก็คุณเป็นนักฟุตบอล ดีไม่ดีปีหน้าคุณก็ต้องย้ายไปเล่นให้ที่อื่นแล้ว ฉันขอโทษจริงๆนะ ฉันว่าคำตอบคือ ไม่ เหมือนทุกวันนั่นแหละ" เธอบอกความจริงเรื่องนี้กับเขาจนได้ และคำพูดของราเควลนี้เองที่ทำให้ราคิติชกลายเป็นนักเตะสำคัญของเซบีย่าในระยะเวลาอันสั้น นั่นเพราะเขาพยายามกับการเป็นคนสำคัญมาก เหตุผลก็เพราะเขากลัวว่าหากไม่มุ่งมั่นในการซ้อม เธอคงได้ดูเขาลงสนามพร้อมโชว์ผลงานที่ห่วยแตกไม่น่าประทับใจ นอกจากนี้ เซบีย่าจะไม่เลี้ยงเขาไว้และอาจจะขายทิ้งทันทีที่จบฤดูกาล... ต้องเก่งเท่านั้นจึงจะได้อยู่ที่นี่ (กับเธอ) ต่อ นี่คือขุมพลังที่ราคิติชซ่อนไว้ในตัวของเขา

7 เดือนแรกที่เซบีย่า ผลงานในสนามดีขึ้น และภาษาของเขาก็ดีขึ้นด้วยหลังจากนั้น และเขายอมรับว่าไม่เคยต้องรอผู้หญิงคนไหนนานถึง 7 เดือน เพื่อขอโอกาสไปกินอาหารเย็นด้วยกันแค่มื้อเดียวแบบนี้มาก่อน

 7

"ผมส่งข้อความไปหาเธอ เธอบอกว่าเธออยู่ที่บาร์กับพี่สาว ทั้งคู่กำลังดื่มกันนิดหน่อย เท่านั้นแหละผมไชโยทันทีเพราะรู้ได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดของเธอ "เอาล่ะคุณว่างแล้ว แบบนั้นไปกินข้าวเย็นกับผมนะ"          

"เธอเหวอไปเหมือนกันแล้วบ่นพึมพำในลำคอประมาณว่า “ฉันก็… ไม่รู้สิ บางที…” เธอไม่อยากจะทิ้งพี่สาวไว้คนเดียว แต่ผมตัดบทแล้วบอกว่า “ไม่มีทาง ผมไม่ไปไหนหรอก คุณรู้จักพี่สาวคุณดีอยู่แล้ว แต่ผมนี่สิ เราต้องเริ่มต้นทำความรู้จักกันวันนี้แล้ว ฉะนั้น ไปเถอะ เราออกไปดินเนอร์กัน"

กำแพงแห่งการปิดใจพังทลายลงด้วยลูกตื๊อ ราคิติชทำสำเร็จ เขาชนะใจราเควลได้ด้วยกาแฟวันละ 30 แก้ว, แฟนต้าน้ำส้มวันละ 30 ขวด, ข้อความในโทรศัพท์อีกเป็นพันๆข้อความ และสิ่งสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มันคือความพยายามของเขาเอง

"การชนะใจเธอมันยากกว่าการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่แน่นอนนี่คือความพยายามที่โคตรคุ้มที่สุดในชีวิตของผม" ราคิติชกล่าวทิ้งท้าย

บอกลาสไตล์เขยเซบีย่า

หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่ก็แต่งงานกัน และอีก 6 ปีหลังจากนั้นพวกเขาก็มีลูกเป็นพยานรักอีก 2 คน ราคิติชกลายเป็นเขยเซบีย่า และเขาพยายามทำหน้าที่นักฟุตบอลของทีมอย่างเต็มที่เสมอมา เพราะสโมสรแห่งนี้มีความหมายต่อครอบครัวของราเควลซึ่งกลายเป็นภรรยาของเขาแล้วเป็นอย่างมาก

 8

"หลังจากได้พบเธอ ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ทำให้ผมเก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ช่วงเวลากับเซบีย่าวิเศษที่สุด ผมได้เป็นกัปตันทีมในปี 2013 พ่อและปู่ของราเควลเป็นปลื้มมากกับเรื่องนี้ มันคือช่วงเวลาที่ผมภูมิใจอย่างที่สุด"

ความอยากจะเก่งขึ้นเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวของภรรยา ทำให้ราคิติชมีผลพลอยได้ หลังจากที่เขาเล่นให้เซบีย่าได้ไม่กี่ปี หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง บาร์เซโลน่า ก็ติดต่อเข้ามา นี่คือโอกาสใหญ่ที่นักฟุตบอลทั่วโลกเฝ้ารอ แต่สำหรับราคิติช นี่คือเรื่องยากที่จะตัดสินใจ

"ผมบอกกับตัวเอง เอาล่ะ นี่เป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้เล่นกับทีมที่เก่งที่สุด มันตัดสินใจยากมากนะสำหรับผมและราเควลในตอนนั้น แต่บาร์เซโลน่าให้ข้อเสนอที่ดีมากๆ และสุดท้ายผมตอบตกลง"

จากนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญอีกส่วนนั่นคือการเดินไปบอกพ่อตาของเขาว่า เขาจะย้ายทีม "พ่อ ผมกับราเควลและลูกๆ จะย้ายไปอยู่ที่บาร์เซโลน่า" เขาว่าเช่นนั้น พ่อตาของเขาก็เดินมาตบทันที!

"เขาเดินมาตบไหล่ผมและบอกว่า 'โอเค โชคดีนะ ไอ้ลูกชาย แต่ถ้าแกลงดวลกับเซบีย่าเมื่อไหร่ ฉันก็ขอโทษไว้ตรงนี้ก่อนเลย แกโดนจัดหนักแน่ๆ'" พ่อตากล่าวอวยพรพร้อมด้วยอารมณ์ขันตามแบบฉบับนักเลงชาวเซบีย่า

 9

"ตอนนี้ผมว่าหลายคนแปลกใจกับสำเนียงของสเปนของผมนะ ผมพูดเก่งขึ้นมาก ภรรยาของผมมีอิทธิพลกับเรื่องนี้มาก เธอเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ทาร์ซานคนนี้กลายเป็นกัปตันของเซบีย่า และกลายเป็นนักเตะที่ได้คว้าแชมป์กับบาร์เซโลน่า" เรื่องราววันเก่าๆ ถูกเล่าผ่านความทรงจำที่ชัดเจนของเขา

เด็กน้อยหนีสงครามจากโครเอเชียคนนี้มีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นของตัวเองแล้ว บางครั้งการเดินทางก็พาให้คนเราเจอความหมายของชีวิตที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน และ ณ ตอนนี้ อิวาน ราคิติช พบความหมายนั้นแล้วจากการเดินเข้าไปในบาร์แห่งความลับที่เขาไม่รู้จัก

 10

เขาเดินเข้าไปพร้อมจิตใจที่ฟุ้งซ่าน แต่เดินออกมาพร้อมจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิต ความยิ่งใหญ่ของราคิติชแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยหาก ราเควล เมารี ลางานในวันนั้น

เขาอาจจะเมาพับกับเดยันจนหลับลืมนัดจนการย้ายทีมล้มเหลวก็ได้ใครจะไปรู้?

เราจะเรียกความบังเอิญระหว่าง อิวาน ราคิติช กับ ราเควล เมารี นี้ว่าอย่างไร?... "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" หรือ "พรหมลิขิต" ดีล่ะ?