แบรดลี่ย์ & เจอร์เมน : มิตรภาพต่างวัยที่เบ่งบานในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

แบรดลี่ย์ & เจอร์เมน : มิตรภาพต่างวัยที่เบ่งบานในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"ผมไม่อยากตื่นขึ้นมา และเช็คโทรศัพท์ตัวเองหรือคิดเกี่ยวกับ แบรดลี่ย์ เพราะเขาเป็นเด็กที่จริงใจ ผมมองเห็นสิ่งนั้นในดวงตาของเขาตอนที่เขาจ้องมองผม"

คำพูดนี้ออกมาจาก เจอร์เมน เดโฟ และคนที่เขาพูดถึงเป็นเด็กน้อยที่อายุน้อยกว่าเขาร่วม 30 ปี พวกเขารู้จักกันในช่วงเวลาเพียงแค่ปีเดียว แต่เมื่อเขายิ่งมองหน้า แบรดลี่ย์ โลเวอรี่ เขากลับยิ่งเห็นตัวเองในวัยเด็ก จนไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยอายุ 6 ขวบต้องสู้พร้อมกับครอบครัวเพียงลำพัง

เมื่อการมอบอ้อมกอดที่อบอุ่นและส่งยิ้มอย่างจริงใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหน้ากล้อง ทำให้ เดโฟ และ เเบรดลี่ย์ กลายเป็นคู่หูต่างวัยผู้สร้างเรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ฟุตบอลประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเคยได้พบเจอ

 

เจอร์เมน เดโฟ คือนักเตะอังกฤษที่ถูกมองว่าเป็นพวกมวยรองตลอดกาลที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลาชีวิตค้าแข้งของ แม้สถิติจะบอกว่าเขายิงประตูในระดับอาชีพเเตะถึงระดับ 300 ประตู แต่เขาก็ไม่เคยได้เล่นให้ทีมที่ใหญ่กว่า ท็อตเเน่ม ฮ็อตสเปอร์ และบนเส้นทางค้าแข้งกว่า 20 ปีมีเพียงแชมป์รายการเดียวคือ ลีก คัพ เมื่อปี 2008  ส่วนเรื่องคำยกยอนั้น เขาได้รับมันเพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับเเข้งรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ทั้งๆที่ประตูรวมในระดับพรีเมียร์ลีกของเขานั้นมากกว่าตำนานลีกผู้ดีอย่าง เธียร์รี่ อองรี ด้วยซ้ำไป

ที่สุดเเล้วทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง แม้ เดโฟ จะเป็นมือปืนซุ้มเล็ก แต่ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนแฟนๆท้องถิ่นต่างก้มหัวคารวะให้กับความยอดเยี่ยม ที่บอร์นมัธ, เวสต์แฮม, พอร์ทสมัธ ผู้คนต่างเรียกเขาว่ายอดนักเตะ แต่ที่ภาคอีสานของเเดนผู้ดีเขาได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นนักฟุตบอลนับตั้งแต่ได้พบกับ แบรดลี่ย์ โลวอรี่ เด็กน้อยวัย 5 ขวบ ที่กำลังวางเดิมพันชีวิตกับมัจจุราชด้วยโรคมะเร็งหมวกไต

และแฟนบอล ซันเดอร์แลนด์ เรียกเขาว่า "ตำนาน" ได้อย่างเต็มปากแม้ว่าจะค้าแข้งเพียง 3 ปีเท่านั้น

พบรัก

คาร์ล และ เจมม่า โลเวอรี่  คือคู่รักที่แต่งงานกันมานาน ทั้งสองคนอยากมีลูกก่อนที่จะสมหวังเมื่อปี 2011 เมื่อ เจมม่า ผู้เป็นภรรยาได้ตั้งท้อง ทุกอย่างของครอบครัวกำลังเป็นไปได้ด้วยดี พวกเขากำลังจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ครบทั้ง พ่อ แม่ และ ลูก อีกทั้งทีมรักที่ทั้งคู่เชียร์อย่าง ซันเดอร์แลนด์ ก็เป็นทีมที่เล่นในพรีเมียร์ลีกมาอย่างยาวนานเเละต่อเนื่อง เรียกได้ว่าในเเดนอีสานของอังกฤษแฟนแมวดำนั้นเดินยืดเบ่งรัศมีได้เต็มที่เมื่อเจอแฟนบอลของ นิวคาสเซิล และ หรือ มิดเดิลสโบรห์

 1

ในวันที่ลูกชายคนแรกคลอดออกมาลืมตาดูโลก พวกเขาตั้งชื่อให้เด็กน้อยว่า แบรดลี่ย์ เด็กน้อยคนนี้เติบโตอย่างแข็งแรงเหมือนเด็กปกติทุกอย่างในช่วงขวบปีแรก ทว่าหลังจากนั้นเพียง 6 เดือน เจมม่า สังเกตว่าลูกของเธอไม่ร่าเริงเหมือนเก่า หนำซ้ำยังมีอาการอ่อนเพลียจนน่าแปลกใจ เธอจึงพา แบรดลี่ย์ ไปพบเเพทย์เพียงเพื่อวินิจฉัยให้รู้ว่าลูกชายของเธอเป็นไข้หรือไม่สบายตามประสาเด็กน้อยหรือไม่  

โชคไม่ดี ที่อาการอ่อนเพลียของ แบรดลี่ย์ ไม่ได้มาจากอากาศที่แปรปรวน ไม่ได้มาจากแค่ตัวร้อน ไอ และ เจ็บคอ คุณหมอถือเเฟ้มผลการตรวจมาพร้อมกับบอกข่าวร้ายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ครอบครัวนี้เคยเจอ

"เราพบว่าลูกชายของคุณเป็นโรคมะเร็งหมวกกรวยไต" นี่คือสิ่งที่หมอบอกพวกเขาทั้งคู่

“แล้วมันจะแย่ขนาดไหน?” พวกเขาถามกลับ

สิ่งที่ตามมาน่าใจหายและน่าเป็นห่วงยิ่งว่าเดิมหลายเท่านัก "Neuroblastoma" คือโรคมะเร็งที่พบได้ยากในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็ก มันเกิดจากเซลล์พิเศษที่เรียกว่า “Neuroblasts” ซึ่งแฝงตัวในขณะตั้งครรภ์  มีเด็กเกิดใหม่ในสหราชอาณาจักรเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้ราวปีละ 100 คนเท่านั้น โดยส่วนมากพบในต่อมหมวกกรวยไต

พวกเขาไม่ได้ถามต่อว่าหากเป็นขึ้นมาเเล้วโอกาสรอดมีเท่าไร เพราะ คาร์ล และ เจมม่า มั่นใจว่าลูกชายของเขาคือเด็กที่แข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะโรคร้ายนี่ได้ และการต่อสู้กับมะเร็งจึงได้เริ่มขึ้น

 2

แบรดลี่ย์ ไม่เคยแสดงความหมดหวังออกมาเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าที่ปรากฎในรูปถ่ายแต่ละครั้งที่เข้ารับการรักษาของเขาบอกอย่างนั้น เขารับการคีโมสุดทรหดเป็นระยะเวลาถึง 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2013 แต่โชคร้ายที่เจ้ามะเร็งบัดซบ มันกัดกินร่างกายของเขาไม่หยุด  แม้จะยิ้มกว้างแค่ไหนแต่ความจริงก็คือความจริง มะเร็งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นนาฬิกาชีวิตของแบรดลี่ย์

สิ่งที่โชคร้ายอีกอย่างคือต้องยอมรับว่านี่คือโรคของคนรวย… ช่วงเวลา 2-3 ปี ครอบครัว โลเวอรี่ หมดเงินไปถึง 70,000 ปอนด์สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคของลูกชาย  จนกระทั่งวันที่ทั้งสองคนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ความหวังเดียวในตอนนี้ของ คาร์ล และ เจมม่า ก็เกิดขึ้นเสียอย่างนั้น เพราะหมอแนะนำว่ามีการรักษาแบบแอนติบอดี้ที่สหรัฐอเมริกา ทว่ามันมีราคาแพงยิ่งกว่าที่พวกเขาเคยเจอ   แต่เมื่อนั่นคือแสงสว่างเดียวพวกเขาต้องสู้เพื่อทำให้ลูกชายกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง

 3

เรื่องราวของ แบรดลี่ย์ ถูกนำไปสร้างเป็นเพจในเฟซบุ้คและลงในโซเชี่ยลระดับโลกอย่าง ทวิตเตอร์ รูปทุกใบในการรักษามะเร็งของเขาสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้คนทั้งสหราชอาณาจักร เพราะเขามีรอยยิ้มเสมอแม้กระทั่งในวันที่โดนเจาะจมูกและไม่มีผมเหลือแม้แต่เส้นเดียว จากผลข้างเคียงของเคมีบำบัด

ยอดผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ อีกนิดเดียวพวกเขาจะสามารถพาลูกชายไปรักษาที่อเมริกาได้

แบรดลี่ย์ ในวัย 6 ขวบ แสดงถึงความแข็งแกร่งเกินเด็กออกมาเสมอ เขาเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของ ซันเดอร์แลนด์ เพราะได้รับอิทธิพลจากพ่อและแม่ ซึ่งการจะได้ไปรักษาที่เเดนไกลนั้น จำเป็นต้องแบ่งปันเรื่องราวของเขาให้ผู้คนในวงกว้าง และสโมสรซันเดอร์แลนด์ ตอบรับทันทีด้วยการเชิญ แบรดลี่ย์ มาเป็นมาสค็อตของทีมในเกมที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ในฤดูกาล 2016-17  ที่สนาม สเตเดี้ยม ออฟ ไลต์ ซึ่งคนที่ได้จูงมือของ แบรดลี่ย์ ลงสนามก็เป็นไอดอลของเขาเอง นั่นก็คือ เจอร์เมน เดโฟ

โรแมนติก...

ช่วงเวลาก่อนจะมาเป็นนักเตะของ ซันเดอร์แลนด์ เดโฟ ไปเล่นให้กับ โตรอนโต้ เอฟซี ด้วยกฎ "Marquee Player" หรือกฎที่สโมสรสามารถทำลายเพดานค่าเหนื่อยเพื่อจ่ายค่าจ้างให้กับนักเตะคนใดคนหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเขาก็ยังทำหน้าที่ได้ดีจนกระทั่งถึงวันที่ทีมในบ้านเกิดอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ที่กำลังเข้าตาจนต้องการหาดาวยิงมากประสบการณ์เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงความย่ำแย่ที่เกิดขึ้นในถิ่น สเตเดี้ยม ออฟ ไลต์ ที่นับวันแสงยิ่งจางลงเรื่อยๆเพราะกองหน้าอย่าง วิคเตอร์ อนิเชเบ และ โจซี่ อัลติดอร์ ยิงรวมกันทั้งปีไม่ถึง 5 ประตู

 4

บรรยากาศ ณ ตอนนั้นแฟนบอลของ ซันเดอร์แลนด์ ต่างพากันคอตกหมดสภาพหลังจากเห็นทีมตัวเองกลายเป็นสมันน้อยแจกแต้ม พวกเขาแพ้แบบไม่ได้ผุดได้เกิด สิ่งที่เคยยกมาข่ม นิวคาสเซิล และ มิดเดิลสโบรห์ มาถึงวันนี้กลับกลายเป็นว่าทุกคำพูดที่เคยล้อเลียนเพื่อนบ้านกลับพุ่งกลับมาเล่นงานพวกเขาเสียเอง  

สถานการณ์ด้านผลงานในสนามของซันเดอร์แลนด์แย่มาก มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่แฟนบอลอยากจะร้องเพลงเชียร์ให้เต็มเสียง และเป็นเเสงสว่างแห่งความหวังเพียงดวงเดียวที่จะพาทีมรอดตกชั้น นั่นคือ เดโฟ ในวัย 33 ปี

ทันทีที่ เดโฟ เห็น แบรดลี่ย์ เด็กน้อยยิ้มให้เขาแบบกว้างจนเขาอดยิ้มกลับให้ไม่ได้ เขายิ้มเหมือนกับว่าตนเองสุขภาพเเข็งแรงไร้โรคภัย ตอนนี้ เดโฟ รู้เเล้วว่าเขาจะทำหน้าที่แค่จูงมือ แบรดลี่ย์ ลงไปให้แฟนๆในสนามปรบมือเพียงอย่างเดียวไม่ได้เเล้ว เขาจำเป็นตั้งทำในสิ่งที่คนๆหนึ่งควรทำนั่นคือให้ แบรดลี่ย์ พ้นจากโรครายนี้ ... เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขามีประสบการณ์คล้ายๆกันมาก่อน

"ก่อนเกมผมทักทายกับเด็กๆที่เป็นมาสค็อตหลายคน เด็กคนอื่นๆเงียบและขี้อาย แต่ แบรดลี่ย์ นั้นแตกต่างเขาวิ่งไปทั่ว เจอร์เมน อยู่ไหน เจอร์เมน อยู่ไหน พอเห็นผมเท่านั้นแหละเขาวิ่งกระโดดใส่เลย" เดโฟ เล่าถึงรักแรกพบของเขา

 5

พ่อของ เดโฟ เคยสู้กับโรคมะเร็งที่ลำคอและสู้กับอาการป่วยนี้มาหลายปี แม้พ่อของ เดโฟ จะไม่ได้เลี้ยงดู เพราะแยกทางกับแม่ตั้งแต่เดโฟ ยังเป็นเด็กทว่า เดโฟ คือ ลูกชายคนโปรด ทุกครั้งที่ เดโฟ ไปนั่งอยู่ข้างเตียงของพ่อ และเล่าให้ฟังว่าวันนี้ทั้งวันเขาเจออะไรมาบ้าง เขายิงประตูสวยๆใส่คู่แข่งอย่างไร และเล่นดีแค่ไหน สิ่งที่เขาพูดให้พ่อฟังเป็นเหมือนน้ำเลี้ยงช่วยให้พ่อของเขามีรอยยิ้มบนความเจ็บปวด  เขาเองก็รู้ดีว่าการแสดงออกภายในสภาวะที่จิตใจบอบช้ำ คือ เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

"ผมภูมิใจในตัวของเขามาก เขาเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม และเราอยู่กันคนละโลก" จิมมี่ เดโฟ ผู้เป็นพ่อกล่าวในวันที่ยังมีชีวิตและสู้กับโรคร้าย

วันที่พ่อของ เดโฟ จากไป เขากำลังเก็บตัวอยู่กับทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึก ยูโร 2012 ที่ประเทศยูเครน ทุกอย่างและเรื่องราวที่ไม่เข้าใจถูกลืมไปทั้งหมด เขาแยกตัวออกจากแคมป์เดินทางกลับมาอังกฤษทันที และสิ่งที่สื่อจับภาพได้คือเขากำลังเช็ดน้ำตาให้กับการจากไปของคุณพ่อ  

เมื่อเห็น แบรดลี่ย์ เขาเห็นตัวเอง นับตั้งแต่เกมกับเอฟเวอร์ตันที่ทั้งคู่เดินลงสนามร่วมกัน ความสัมพันธ์ของคู่บัดดี้ต่างวัยจึงเริ่มขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว  "ผมเคยเจอเรื่องแบบนี้มาเเล้วมาร่วมกับพ่อของผม แต่มันเป็นเรื่องยากที่เห็นเด็กอายุแค่นี้ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้มายาวนาน และแน่นอนว่าเขาต้องพบกับช่วงเวลาที่แสนยากลำบาก" เขาเล่าย้อนถึงความหลัง

 6

ขณะที่ แบรดลี่ย์ ดีใจที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ แม่ของเขาบอกว่าลูกชายอมยิ้มทั้งวันไม่มีหยุด นี่คือวันที่ครอบครัวของเขามีความสุขอย่างที่สุด เรื่องของความทุกข์ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง...

"สุดยอดไปเลยครับ ผมได้เจอกับเจอร์เมน เดโฟ ด้วย เขาเป็นคนโปรดของผม แล้วทุกคนก็เรียกชื่อผมด้วย ขอบคุณทุกคนมากเลยครับ!" เเบรดลี่ย์ ให้สัมภาษณ์กับ ซันเดอร์แลนด์ เอ็คโค่ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มตามแบบฉบับของเขาที่ใครก็หลงรัก

โรแมนติก...แต่ไม่คอมเมดี้

เรื่องราวความสนิทสนามของ เดโฟ และ แบรดลี่ย์ โดนสื่อนำเสนอมากขึ้น ไม่มีใครกล้าสงสัยว่า เดโฟ ทำแบบนั้นด้วยเหตุผลอื่นนอกการเเบ่งปันความสุขให้เพื่อนมนุษย์ ทุกสิ่งที่ เดโฟ ทำคือความจริงใจล้วนๆ ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปและเอาลงโซเชี่ยลมีเดียเท่านั้น

 7

นับตั้งแต่วันนั้น เดโฟ และ แบรดลี่ย์ แบ่งปันช่วงเวลาดีๆร่วมกันเสมอ  เดโฟ มักจะไปที่บ้านของ แบรดลี่ย์ เพื่อไปมอบกำลังใจให้หนูน้อยได้ยิ้ม เพราะเมื่อลูกชายยิ้มเท่ากับว่าครอบครัวทั้งหมดจะมีความสุขแน่นอน

เดโฟ คือตัวตั้งตัวตีในการระดมทุนเพื่อหาเงินให้ แบรดลี่ย์ ได้รับการักษาขั้นที่ดีที่สุด เขาทำให้เรื่องของ แบรดลี่ย์ กลายเป็นวาระแห่งชาติ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกที่เจอกับ ลิธัวเนีย สมาคมฟุตบอลอังกฤษประกาศอย่างเป็นทางการว่า แบรดลี่ย์ โลเวอรี่ จะได้นำทัพนักเตะอังกฤษลงสนาม ณ เวมบลี่ย์ ท่ามกลางแฟนบอล 72,000 คน โดยมี เจอร์เมน เดโฟ เป็นนักเตะที่เดินอยู่หัวแถว

"หวังว่านายจะสนุกนะ แบรดลี่ย์ เฟอร์เฟ็คต์สุดๆเลยที่ได้เดินเหยียบเวมบลี่ย์พร้อมๆกับนาย เพื่อนรัก" เดโฟ โพสต์ทวิตเตอร์และมีคนแห่รีทวีตกระหน่ำจนกลายเป็นกระเเสไปเลยทีเดียว

แบรดลี่ย์ กลายเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของนักสู้ของชาวอังกฤษ เขาได้รับรางวัล  Match of the Day ในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติของสำนักข่าวดังอย่าง BBC พร้อมด้วยรางวัล  Child of Courage Award ในงาน Pride of North East's Awards 2017 และคนที่เดินขึ้นไปรับรางวัลกับเขาก็คือ เดโฟ นั่นเอง

"เยี่ยมเลยเพื่อน นี่แหละทีมเวิร์คของเราล่ะ" เดโฟ กล่าวถึงความตั้งใจที่เขาพร้อมทำให้ เเบรดลี่ย์ โดยไร้ข้อแม้

 8

"สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับแบรดลี่ย์ ถ้าคุณได้เจออะไรแบบนี้ ผมรับรองว่ามันจะฝังในความทรงจำของคุณตลอดชีวิต และผมเชื่อว่าคนบางคนผ่านเข้ามาในชีวิต เข้ามาเพื่อให้บทเรียนกับคุณด้วยเหตุผลบางอย่าง และผมคิดว่าแบรดลี่ย์คือคนนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่สุดยอดและน่าอัศจรรย์อย่างที่สุด"

แต่เมื่อเรื่องนี้คือชีวิตจริงไม่ใช่ละคร มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีแต่เรื่องดีๆ ข่าวร้ายเกิดขึ้นมีการวินิจฉัยว่า แบรดลี่ย์ จะไม่มีทางหายจากโรคนี้ มะเร็งกัดกินร่างกายของหนูน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ

ทันทีที่รู้ข่าว เดโฟ ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ทุกๆเช้าเขาจะส่งข้อความไปหา เจมมา แม่ของแบรดลีย์ เพื่อถามไถ่อาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่เจมม่าตอบเดโฟกลับในทุกวันคือลูกชายของเธอโอเค ทั้งๆที่ความจริงทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่านี่คือคำพูดที่ปลอบใจกันเท่านั้น เพราะร่างกายของ เเบรดลี่ย์ แย่จนถึงขนาดเดินเองยังไม่ไหว จากเด็กน้อยที่เคยเตะฟุตบอลได้กลับกลายเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง

 9

เมื่อเพื่อนซี้ป่วยหนัก เดโฟ ไม่อาจมอบกำลังใจได้แค่ผ่านเสียงโทรศัพท์อีกเเล้ว เขาเเวะมาเยี่ยม แบรดลี่ย์ ถึงบ้านทุกครั้งที่มีโอกาส เมื่อเดโฟมาถึงบ้านและเข้าไปหา แบรดลี่ย์ ในห้องนอน แบรดลี่ย์ จะรีบกระโดดกอด เดโฟ และบอกว่า "ได้เวลาเข้านอนเเล้ว"

"เขาเอาผ้าห่มมาให้ผม และบอกกับแม่ว่า ปิดไฟได้เเล้ว ผมจะนอนกับเจอร์เมน" เดโฟ เล่าถึงวันที่ไปเยี่ยมเพื่อนซี้ถึงบ้าน ซึ่งที่สุดเเล้วเขาก็นอนกอดเเบรดลี่ย์ทั้งคืนจนเช้าเลยทีเดียว

 10

หลังจากนั้นไม่นานอาการของ แบรดลี่ย์ ทรุดหนัก เดโฟ รู้ข่าวและพยายามสื่อสารไปยังผู้คน ทว่าเขาเล่ามันพร้อมกับน้ำตา

"เขากำลังลำบาก ผมบอกได้ว่ามันคงเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน มันยากมากเพราะผมเก็บเรื่องนี้มานานแล้ว ผมคุยกับครอบครัวของเขาทุกวัน ผมไปหาเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน มันทำใจยากที่เห็นเขาเจ็บปวดแบบนั้น เขาจะอยู่ในใจของผมไปตลอดชีวิต ไม่มีวันไหนที่ผมตื่นขึ้นมาโดยไม่ได้เช็คโทรศัพท์หรือคิดถึงเรื่องของแบรดลีย์ ความรักของเขามันบริสุทธิ์ ผมเห็นมันในตาของเขาตอนที่เขามองมายังผม" เดโฟ กล่าวราวกับรู้ว่าคู่ซี้ของเขาเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน

วันที่ 7 เดือน 7 ปี 2017 แบรดลี่ย์ หมดแรงที่จะสู้ต่อไป เขาจากโลกไปอย่างสงบในเวลา 13.35 น ภายใต้อ้อมกอดของผู้คนในครอบครัว

"เขาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ตัวน้อยของพวกเรา เขาคือนักสู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่วันนี้เราได้รู้แล้วว่าหัวใจแตกสลายเป็นอย่างไร ... ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนและทุกสิ่งดีๆที่เคยมอบให้ หลับให้สบายเจ้าลูกน้อยของพ่อและแม่ ได้เวลาบินบนสรวงสวรรค์กับเทวดาและนางฟ้าเเล้ว" พ่อและแม่ของ แบรดลี่ย์ ยืนยันการเสียชีวิตของลูกชายผ่านโซเชี่ยลมีเดีย

และนี่คือวันแห่งการสูญเสียไม่ใช่กับครอบครัวของเขาและเดโฟเท่านั้น แต่มันคือความสูญเสียของวงการฟุตบอลอังกฤษเลยทีเดียว

อำลาเพื่อนรัก...

แบรดลี่ย์ จากไปแล้วเหลือแต่ เดโฟ เท่านั้นที่ต้องเก็บช่วงเวลาที่ดีและเจอกับการสูญเสียที่เจ็บปวด....

 11

"ลาก่อน เพื่อนตัวน้อยของฉัน  ฉันคงจะคิดถึงนายมากๆเลย ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้า ที่นำนายเข้ามาในชีวิต และทำให้เราได้มีเวลาที่มหัศจรรย์ร่วมกัน ฉันจะไม่มีวันลืม ภาพที่นายมองฉัน ตอนที่เราได้เจอกันเป็นครั้งแรก"

"ท่าทางไร้เดียงสา ในดวงตาที่น่ารักคู่นั้น ฉันหาคำพูดใดๆไม่ออกเลย จะมาบรรยาย ว่านายมีความหมายกับฉันมากแค่ไหน"

"เวลานายเรียกชื่อฉัน รอยยิ้มเล็กๆ เวลากล้องแพนเข้ามาจับหน้าเรา ซึ่งฉันรักช่วงเวลาเหล่านั้นเหลือเกิน ที่เราได้อยู่ด้วยกัน"

"ความเข้มแข้ง ความกล้าหาญ ของนาย จะคงอยู่ในตัวฉัน และเป็นพลังให้ฉันตลอดไป นายไม่มีทางรู้เลย ว่า นายได้เปลี่ยนแปลงตัวฉันไปมากแค่ไหน"

"พระเจ้า รับนายไปอยู่ในอ้อมแขนของพระองค์แล้ว และ ฉันเองก็เก็บนายไว้ในใจตลอดกาล"

"พักผ่อนให้สบายนะเพื่อนรัก"

 12

นี่คือข้อความทั้งหมดที่ เดโฟ รวบรวมเป็นคำพูดเพื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 1 ปีแสนมหัศจรรย์

การเสียชีวิตของแบรดลี่ย์ อาจจะนำมาซึ่งความโศกเศร้า แต่เขาไม่ได้จากไปแต่ตัวเท่านั้น โครงการต่างๆในฐานะมูลนิธิ  Bradley Lowery Foundation ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อหาทุนในการช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมาเหมือนกับเขาโดยมีครอบครัวและเดโฟเป็นผู้จัดตั้ง ยังคงดำเนินต่อไป  

สังคมได้รู้จักกับโรค Neuroblastoma มากขึ้น ได้กำลังใจ ได้แรงบันดาลใจในการเป็นนักสู้  และทำให้รู้ว่าเราสามารถมองทุกอย่างในแง่ดีได้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ เหมือนที่ รอยยิ้มของ แบรดลี่ย์ โลเวอรี่ มอบให้กับโลกใบนี้

ขณะที่ เจอร์เมน เดโฟ แม้ชีวิตค้าแข้งของเขาอาจจะสู้ใครไม่ได้ แต่เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจากมิตรภาพที่ทั้งสองมอบให้กันและกัน...