เจาะลึก! บทสรุปครึ่งซีซั่นแรกของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล

เจาะลึก! บทสรุปครึ่งซีซั่นแรกของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ผ่านไปแล้วกับ 19 นัดในครึ่งซีซั่นแรกของศึก พรีเมียร์ลีก โดย ลิเวอร์พูล สามารถทำผลงานได้เหนือความคาดหมาย แม้ว่าจะถูกยกให้เป็นทีมเต็งแชมป์ทีมหนึ่งก็ตาม แต่ตอนที่เปิดฤดูกาลมาใหม่ ๆ จะมีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะก้าวขึ้นมาอยู่บนตารางในแบบไร้พ่ายได้แบบนี้

อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จนี้ และพวกเขาจะก้าวต่อไปอย่างไรในอีก 19 นัดที่เหลือเพื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกให้กับตัวเองได้

นี่คือบทสรุปครึ่งซีซันแรกของเครื่องจักรสีแดง ภายใต้การกุมบังเหียนของ เยอร์เก้น คล็อปป์

1. หลังบ้านสุดแกร่งVisionhaus/GettyImages
จุดเด่นของ ลิเวอร์พูล ในซีซันนี้คือการที่พวกเขาสามารถกำจัดจุดอ่อนเมื่อ 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมาได้นั่นคือ ปัญหาในแผงกองหลังที่ในช่วง 19 นัดที่ผ่านมา พลพรรค หงส์แดง เสียไปเพียง 7 ประตูเท่านั้น

เริ่มต้นจากการซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ มาร่วมทีมเมื่อช่วงมกราคมซีซันที่แล้ว ก่อนที่จะคว้า อลิสซอน เบ็คเกร์ มือหนึ่งทีมชาติ บราซิล มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์เพื่อกลบจุดด้อยและปัญหาคาราคาซังของทีมที่มีมานาน

ผลของมันก็คือ เกมรับที่เหนียวแน่น เสียประตูยาก และทำให้กองหลังคนอื่น ๆ ที่มีอยู่มีความมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะ โจ โกเมซ, โจเอล มาติป และ เดยัน ลอฟเรน ที่พอได้คู่ขาสุดแกร่งอย่าง วีวีดี พวกเขาก็มีสมาธิกับเกม เล่นผิดพลาดน้อยลง และงัดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าหนู โกเมซ ที่ในปีนี้โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดแกร่งจนกลายเป็นนักเตะตัวหลักของสโมสรและทีมชาติอังกฤษไปแล้ว

ในส่วนของมือกาว บราซิเลียนนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ชัดเจนที่สุด เจา้ตัวมีส่วนสำคัญที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมมีความเชื่อมั่น รวมทั้งความชาญฉลาดในการเปิดบอลทำให้ทีมได้ประตูอยู่หลายครั้ง พร้อมกับลูกซูเปอร์เซฟที่มีผลต่อเกม จนภาพรวมในเกมรับในครึ่งซีซันแรกของ เร้ดแมชชีน นั้นเป็นทีมที่ยากที่ใครจะทำลายได้

2. ไม่มีอีกแล้ว เกเก้นเพรซซิงJames Baylis - AMA/GettyImages
จะว่าแบบนั้นก็มีทั้งส่วนถูกและส่วนที่ไม่ใช่เสียทีเดียว เยอร์เก้น คล็อปป์ ได้มองเห็นจุดอ่อนสไตล์บ้าดีเดือดที่วิ่งไล่เพรซตั้งแต่นาทีแรกไม่หยุดหย่อนเช่นนี้จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพราะมันทำให้พวกเขามักจะแผ่วปลายในช่วงท้ายซีซันและส่งผลกับเกมสำคัญหลายเกม

มาปีนี้นายใหญ่ชาวเยอรมันจึงใส่ความแน่นอนเข้าไปในสไตล์การเล่น มีการผ่อนช้า-เร็ว และอาศัยความแน่นอนในการเข้าทำ ซึ่งจะว่าไปในช่วงแรกก็อาจจะดูขัดหูขัดตาสาวกขาโหดกันเล็กน้อย แต่เมื่อนักเตะเข้าใจระบบและแท็คติกมากขึ้น ทำให้รูปเกมออกมาดูแข็งแกร่ง ไร้ช่องว่างในเกมรับ และมีเกมรุกที่สุดอันตราย

การเพรซซิงนั้นจะถูกนำมาใช้ในบางเกมที่เห็นว่าคู่ต่อสู้ไม่ถนัดกับการรับมือเกมแบบนี้ และเมื่อได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ คล็อปป์ จะใช้การปิดเกมด้วยการส่งกองหลังหรือมิดฟิลด์ลงมาคุมจังหวะเกมมากขึ้น และเมื่อเล่นกันแบบแน่นอน ไม่เสี่ยง และมีประสิทธิภาพเช่นนี้ มันจะส่งผลให้ทีมสามารถทำผลงานได้ดีอย่างที่เห็น

3. เกมแพลนที่หลากหลายPAUL ELLIS/GettyImages
3 ซีซันที่ผ่านมาขนาดใครที่ไม่ใช่แฟนหงส์ก็พอจะนึกออกว่า ลิเวอร์พูล มักจะมาในรูปแบบ 4-3-3 ไม่ว่าจะใครจะไปจะมา นักเตะคนไหนจะบาดเจ็บอย่างไร คล็อปป์ ก็ยึดรูปแบบนี้มาตลอดในการออกสตาร์ทแต่ละเกม จนกลายเป็นว่าการรับมือกับพวกเขานั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากและมีหลายครั้งที่กลายเป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งเล่นงานได้

แต่ในซีซันนี้ กุนซือเฮฟวีเมทัล มีตัวเลือกมากขึ้นจากการเข้ามาของ 4 นักเตะอย่าง ฟาบินโญ, นาบี เกอิต้า, เซอร์ดาน ชากีรี และ อลิสซอน ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นได้หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งมีเกมที่ยืดหยุ่น และความแน่นอนเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ ฟาบินโญ กำลังทำผลงานได้ดี จึงทำให้ในแผงกองกลางมีการจัดวางแท็คติกได้หลายรูปแบบ เราจึงได้เห็นในบางเกม คล็อปป์ ใส่ information แบบ 4-2-3-1 โดยมี โม ซาลาห์ เป็นหน้าเป้า แล้วให้มิดฟิลด์ บราซิเลียน ยืนคู่กับ เฮนเดอร์สัน โดยที่เขาสามารถใส่ตัวรุกได้เต็มอัตรา

หรือในบางเกมที่เจอกับคู่ต่อสู้ที่ไม่แข็งแกร่งมาก คล็อปป์ ก็จะกลับมาใช้แผนพื้นฐานคือ 4-3-3 และจะมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งตามสถานการณ์ ซึ่งความยืดหยุ่นและแผนการเล่นที่หลากหลายนี้ทำให้คู่แข่งจับทางได้ยาก รวมทั้งนักเตะยังได้โชว์ศักยภาพกันได้อย่างเต็มที่ด้วย

4. ขุมกำลังที่แข็งแกร่งClive Brunskill/GettyImages
การได้ 4 นักเตะเข้ามาใหม่เมื่อช่วงซัมเมอร์ สร้างความเปลี่ยนแปลงให่้กับ ลิเวอร์พูล อย่างมาก แม้ว่าเราจะคาดหวังให้ นาบี เกอิต้า ก้าวขึ้นมาเป็น สตีเวน เจอร์ราร์ด คนใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วนักเตะอย่าง ชากีรี หรือ ฟาบินโญ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในเกมของ หงส์แดง มากขึ้นเช่นกัน

ยังไม่นับนักเตะที่ยังไม่ย้ายทีมที่ต่างก็มีทีเด็ดสามารถเปลี่ยนเกมได้อย่าง แดเนียล สเตอร์ริดจ์, อดัม ลัลลานา, นาธาเนียล ไคลน์ หรือ ดิว็อค โอรีกิ สตาร์เหล่านี้แม้จะไม่ได้มีฟอร์มที่สม่ำเสมอ แต่ก็สามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมเหมือนกับที่เราได้เห็นมาแล้วในเกมกับ เชลซี, เอฟเวอร์ตัน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ขุมกำลังเหล่านี้ทำให้ คล็อปป์ สามารถเลือกพักนักเตะตัวหลักในบางเกมได้ และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผลงานใน 19 นัดแรกนั้นออกมายอดเยี่ยม

5. ไล่เก็บทีมเล็กSam Bagnall - AMA/GettyImages
19 นัดที่ผ่านมา หงส์แดง พลาดท่าเสมอไป 3 เกมซึ่งเป็นการพบกับทีมใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซนอล แต่นอกนั้นหากไม่นับทีมท็อปซิกซ์ด้วยกัน พวกเขาสามารถไล่เก็บ 3 คะแนนจากทีมกลางตารางและท้ายตารางได้หมด ซึ่งนี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ

หากย้อนกลับไปมองเมื่อหลายซีซันที่ผ่านมา ทีมระดับกลางและเล็กเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อ เร้ดแมชชีน เป็นอย่างมาก พวกเขามักเอาชนะทีมใหญ่ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่นัดต่อมาก็มาพ่ายให้กับทีมท้ายตารางอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไปไหนได้ไม่ไกลซักที

มาในซีซันนี้จะเห็นได้ว่า คล็อปป์ เน้นการเก็บแต้มจากทีมเล็กเป็นอย่างมาก ด้วยความที่มีแผงกองหลังที่แข็งแกร่งและไม่มีการสร้างความผิดพลาดให้เห็นบ่อยนัก ทำให้นักเตะที่เหลือมีความมั่นใจการทำเกมรุก และสามารถยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำอย่างที่เห็น

6. คู่แข่งพลาดกันเองMalcolm Couzens/GettyImages
การขับเคี่ยวตลอด 19 นัดที่ผ่านมานั้นเริ่มที่จะบ่งบอกอะไรบางอย่างสำหรับการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในซีซันนี้ โดยเฉพาะความสม่ำเสมอของทีมระดับท็อปในช่วงที่ผ่านมา

เริ่มจากการขับเคี่ยวระหว่าง 6 ทีมในช่วงเปิดฤดูกาล โดยที่บอกศาลาไปก่อนเพื่อนก็คือ อาร์เซนอล  ที่ประเดิม 2 เกมแรกในการพบกับ แมนฯ ซิตี้  และ เชลซี  ด้วยความพ่ายแพ้ จากนั้นก็เป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ที่รองแชมป์เมื่อซีซันที่แล้วที่ทำผลงานได้ไม่สม่ำเสมอจน โชเซ มูรินโญ ต้องโดนไล่ออกก่อนจบครึ่งฤดูกาล

สิงห์บลู ของ ซาร์รี ที่เกาะกลุ่มไร้พ่ายมาหลายสิบนัด จนมาโดน ไก่เดือยทอง  ที่ยิ่งเล่นยิ่งดียัดเยียดความปราชัยนัดแรกให้ และจากนั้นก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังหาทางกลับมาลุ้นแชมป์ไม่เจอ

แชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่บินสูงมาตลอดและโชว์ฟอร์มน่าเกรงขามมาเกือบครึ่งฤดูกาล พวกเขากลับมาฟอร์มหลุดเอาในเดือนช่วงรอยต่อของเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ด้วยการลงเล่น 4 เกมหลังสุดและแพ้ไปถึง 3 นัดด้วยกันทำให้ร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 ตามหลัง หงส์แดง 7 คะแนน

ส่วนที่ตอนนี้ที่กำลังมาแรงก็คือ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ หลังจากที่ออกสตาร์ทแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่พวกเขามาระเบิดฟอร์มแซงหน้า ซิตี้ รั้งอันดับสองได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ยังตามหลัง ลิเวอร์พูล อยู่ 6 คะแนนด้วยกัน

ดังนั้นในการลุ้นแชมป์ในช่วงครึ่งหลังของซีซันนั้นทีมเต็งต่าง ๆ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาก็มีวันที่หลุดออกนอกเส้นทางเช่นกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นการบ้านของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ว่า 19 เกมที่เหลือพร้อมกับการกลับมาของ แชมเปี้ยนส์ลีก และ เอฟเอคัพ นั้นพวกเขาจะรักษาฟอร์มอันสม่ำเสมอและแน่นอนเช่นนี้ไว้ได้หรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าทุกอย่างดูจะเป็นใจทั้งนั้น เหลือเพียงตัวพวกเขาเองที่จะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นเช่นนี้ไว้ได้หรือไม่