เวทมนตร์แห่งรักแท้ : "เมจิค จอห์นสัน" กับ "คุกกีมหัศจรรย์"

เวทมนตร์แห่งรักแท้ : "เมจิค จอห์นสัน" กับ "คุกกีมหัศจรรย์"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

เบื้องหลังบุรุษที่ยิ่งใหญ่ย่อมมีสตรีคนหนึ่งอยู่เคียงข้างเสมอ...

นักกีฬาคือหนึ่งอาชีพที่มีเวลาโกยเงินในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นมีมูลค่ามหาศาลจนสามารถเปลี่ยนให้คนๆหนึ่งหลงระเริงไปกับมันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหากโชคร้ายหน่อยอาจถึงขั้นเสียคนไปตลอดกาล

 

แต่สำหรับ เมจิค จอห์นสัน นักบาสเกตบอลที่ถูกการันตีว่าเก่งที่สุดใน 50 อันดับแรกของ NBA ตลอดกาล เขาก้าวข้ามคำว่าโชคร้ายที่ว่านั้นไปอีก 1 สเต็ป... เพราะโชคร้ายที่เขาต้องพบ คือ การติดโรคร้ายที่ว่ากันว่า หากเป็นแล้วไม่มีวันหาย ความเข้าใจในยุคนั้นต่างคิดว่าเป็นแล้วนับวันรอตายสถานเดียว เพียงแต่ว่าพระเจ้าได้มอบโชคให้กับเขา 1 สิ่ง ซึ่งกลายเป็นที่มาของสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมายในชีวิตของเขา

"เวทมนตร์ของจอห์นสัน"

เออร์วิน จอห์นสัน คือชื่อเก่าชื่อเดิมที่พ่อแม่ตั้งให้ คำว่า "เมจิค" ที่แปลว่าเวทมนตร์นั้นเพิ่งกลายมาเป็นนิคเนมของ เออร์วิน จอห์นสัน ในช่วงที่เรียนไฮสคูล

 1

ไม่มีใครเก่งกาจเกินเขา ระดับทักษะการเล่นที่อยู่กับลูกบาสเกตบอลมาตั้งแต่ 7 ขวบ และร่างกายที่สูงแตะ 2 เมตรตั้งแต่อายุ 16 ทำให้เหล่านักข่าวที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามในฐานะ "เด็กเทพ" ตบเท้าเข้ามาดูฟอร์มของ เออร์วิน จอห์นสัน และตัวของดาวรุ่งคนนี้ก็ไม่ทำให้เหล่านักข่าวที่เดินทางมาไกลต้องผิดหวัง เขาคือ "มิสเตอร์เอฟเวอรี่ติง" ของโรงเรียนเอฟเวอเร็ตต์ แห่งรัฐมิชิแกนบ้านเกิด

เออร์วิน ทำสถิติที่อเมริกันชนต้องจับตานั่นคือการทำคนเดียว 36 คะแนน, 16 รีบาวด์ และ 16 แอสซิสต์ในเกมเดียว จนนักข่าวสายกีฬาได้ให้ฉายาว่า "เมจิค จอห์นสัน" เพราะว่าทุกลีลาของเขาราวกับมีเวทมนตร์สามารถบันดาลชัยชนะให้กับทีมได้อย่างง่ายดาย

เวทมนตร์ ของ จอห์นสัน คือสิ่งที่ทำให้เขาได้สิทธิพิเศษเสมอโดยเฉพาะเรื่องการได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่าง มิชิแกนสเตท สิ่งนี้ต่อยอดได้อีกหลายเรื่อง เพราะนอกจากเขาจะเป็นที่หมายตาของทีมใน NBA แล้ว เขายังเป็นชิ้นปลามันของเหล่าสาวๆนักศึกษาอีกด้วย

เรียนเก่งแค่ไหนก็ไม่โดนใจสาวๆ เท่ากับการเป็นยอดนักกีฬา ควอเตอร์แบ็คต้องคู่กับหัวหน้าเชียร์ลีดเดอร์ นักกีฬาที่เก่งที่สุดต้องคู่กับผู้หญิงที่สวยที่สุดในสถานศึกษา ความเท่ของนักกีฬาไม่ต่างอะไรกับเหล่าแม่ทัพนักรบเกราะทอง พวกเขาคือผู้อยู่บนห่วงโซ่สูงสุดของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย เรื่องนี้คือธีมหลักของภาพยนตร์วัยรุ่นไฮสคูล และมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะกี่เรื่องต่อกี่เรื่องพล็อตก็หนีแนวนี้ไม่ออก

เมจิค จอห์นสัน เองก็เช่นกัน เขาคือนักกีฬาหนุ่มร่างใหญ่อนาคตไกล ดังนั้นแล้วเขาคือเป้าสำหรับเหล่าสาวๆสายปาร์ตี้ เพราะหากจับได้ก็สบายไปทั้งชาติดีๆนี่เอง ไม่ว่า จอห์นสัน จะไปโผล่ปาร์ตี้ที่ไหน ภาพที่ปรากฎคือ เขาจะต้องถูกสาวๆห้อมล้อมเสมอราวกับมีปาร์ตี้ส่วนตัว

ณ ช่วงปลายปี 1977 มหาวิทยาลัย มิชิแกนสเตท จัดปาร์ตี้ส่งท้ายสำหรับเหล่านักศึกษาที่กำลังจะถึงฝั่งและจะต้องกระโจนออกไปสู่ชีวิตจริง จอห์นสัน สายปาร์ตี้ไม่เคยพลาด เขายังเนื้อหอมเหมือนเดิม แต่ที่แปลกกว่าครั้งอื่นๆ คือครั้งนี้เขาได้เจอกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เปลี่ยนเขาจากเสือเป็นเหยื่อเสียเอง

ใครบ้างไม่ชอบคุกกี้?

จอห์นสัน กำลังแอ็คได้ที่ด้วยการยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้า ดังนั้นผู้หญิงคนไหนที่จะเข้าประตูสู่คลับเดียวที่มหาวิทยาลัยมีจะต้องผ่านสายตาและการสแกนของเขาอย่างละเอียดยิบ เขากำลังจะกระดกขวดเบียร์ขึ้นดื่มแต่แล้วก็รู้สึกว่าอยู่ดีๆก็เข้าสู่ซีนสโลว์โมชั่นอย่างอธิบายไม่ได้

 2

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายแก๊งนักบาสฯของมหาวิทยาลัย แน่นอนว่าจอห์นสันพยักหน้ารับตามสไตล์เพลย์บอย… คนนี้ไม่เท่าไหร่ แต่เพื่อนสาวของเธอที่มาด้วยนี่สิทำเอาเขาหัวใจแทบระเบิดโดยไม่รู้ตัว

"สวัสดีฉันชื่อคุกกี้" สาวน้อยคนที่เดินห้อยท้ายของกลุ่มกล่าวสวัสดี จอห์นสัน ตามมารยาท จริงๆเธอชื่อ "เอิร์ลลิธา" ซึ่งผันมาจากชื่อของพ่อเธอว่า "เอิร์ล" อีกที พอได้รู้ความสัก 6 ขวบเธอก็ไม่ชอบชื่อนี้เอาเสียเลย แม่เธอจึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "คุกกี้" ด้วยเหตุผล 2 ข้อ หนึ่งคือเป็นตัวละครดังจากภาพยนตร์ยุค '60 เรื่อง Sunset Strip และเหตุผลอีกข้อคือ มีใครบ้างไม่รักขนมอบอย่างคุกกี้?

เหตุผลอย่างหลังดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่จอห์นสันต้องยอมศิโรราบ... "ใช่ คนบ้าที่ไหนจะไม่ชอบคุกกี้?" หากพูดได้เขาคงบอกแบบนั้นไปแล้ว แต่ไม่ทันได้เอ่ยปากคุกกี้ชิ้นนี้ปล่อยหมัดน็อคใส่ไอ้เสือผู้มีเวทมนตร์ไปเสียแล้ว... จอห์นสัน ที่เป็นเพลย์บอยถึงกับใบ้กินพูดไม่ออก คารมที่เคยลื่นไหลกลายเป็นเพียงไก่อ่อนต่อหน้าสาวคนนี้ที่เคยเจอกันครั้งแรก

"ยินดีที่ได้รู้จักนะ" คือสิ่งที่เธอพูด ขณะที่ จอห์นสัน ตอบกลับแบบทำเอาสาวเจ้าจ้องงงเต็ก "ครับ" เขาพูดแค่นั้นเอง ทุกอย่างก็เข้าสู่โหมดเดดแอร์

"ตลอดปาร์ตี้เขาไม่คุยกับฉันสักคำ ไม่ได้ถามอะไรเลย ไม่ได้ชวนเต้น... ไม่มีเลยสักนิดเดียว" คุกกี้ เปิดใจถึงการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ ซึ่งเธอก็เข้าใจกับเรื่องนี้ดี หากเป็นภาพยนตร์ไฮสคูลเธอคงเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น ยากที่จะทำให้ จอห์นสัน ที่มีแต่สาวตัวท็อปล้อมรอบหันมามองเธอเหมือนที่เธอสนใจเขาบ้าง  

เอาล่ะฝันก็คือฝัน "คุกกี้" ขอตัวกลับหลังจากปาร์ตี้จบลง...

"เดี๋ยวก่อนผมขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณได้หรือเปล่า" จอห์นสัน พูดประโยคนี้ประโยคเดียวยาวกว่าที่เขาพูดกับเธอตอนที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันทั้งคืน  

คุกกี้เล่นตัวอยู่พักหนึ่ง เธอพยายามเอาคืนจอห์นสัน เพราะปล่อยให้เธอรอประโยคนี้ตั้งหลายชั่วโมง จากนั้นเธอก็ส่งกระดาษที่จดเบอร์โทรศัพท์ให้ ก่อนเดินหันหลังและกรี๊ดบ้านแตกตอนถึงที่พัก นั่นล่ะคือจุดเริ่มต้นแห่งความรัก

สวรรค์มี... นรกก็มี

ทั้งสองคนคบกันจนกระทั่งรับปริญญา คุกกี้ เดินบนเส้นทางของเธอหลังจากนั้นนั่นคือการเป็นนักเขียน ขณะที่จอห์นสันไปทางไหนคงไม่ต้องเดา เขาเลือกบาสเกตบอลตั้งแต่ 7 ขวบ ดังนั้น NBA คือสถานีต่อไป...

 3

เขาคือดราฟต์หมายเลข 1 ของปี 1979 และ แอลเอ เลเกอร์ส เป็นทีมที่คว้าชิ้นปลามันไปครองได้สำเร็จ การเปลี่ยนเข้าสู่ระบบการแข่งขันกับนักบาสเกตบอลอาชีพดูเหมือนจะแตกต่างกับเขาเพียงอย่างเดียวคือคนดูมากขึ้น โค้ชแจ็ค แม็คคินนี่ จัดการจับเขาเล่นร่วมกับ คารีม อับดุล จาบาร์ หลังจากนั้นเขาก็เล่นเหมือนกับไม่ใช่รุกกี้ เขาติดทีมออลสตาร์ตั้งแต่ปีแรก ก่อนจะพาทีมคว้าแหวนแชมป์ NBA ในปี 1980... นาทีนี้ลืมคำว่ารุกกี้ได้เลย เมจิค จอห์นสัน กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ไปอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะไปทางไหนก็มีแต่คนยำเกรง ได้เป็นทั้งพรีเซนเตอร์ของทั้ง เคเอฟซี, คอนเวิร์ส และ เป๊ปซี่ ซึ่งเป็นแบรนด์มหาอำนาจทั้งนั้น เขามีรายรับเพิ่มขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว นี่คือสวรรค์ของเขา แต่มันคือนรกของคุกกี้ที่ต้องทนรับมือกับชื่อเสียงที่ใหญ่เกินความรับผิดชอบของจอห์นสัน

สถานะที่เคยรักกันมากกลายเป็นลดน้อยถอยลงไปบ้างตามประสาคู่รักที่คบกันนานๆ แต่ที่มันดูไม่แฟร์สำหรับคุกกี้ คือเธอโดนหมางเมินจนน่าสงสาร ตลอดช่วงเวลาที่ จอห์นสัน ระเบิดลีลายัดห่วงใน NBA เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาทำให้เธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจโดยเฉพาะพฤติกรรม "มั่วผู้หญิง” 

 4

ลอน โรเซ่น คือตัวละครหลักของเรื่องนี้อีกหนึ่งคน เขาคือคนที่รู้จักกับ เมจิค จอห์นสัน ตั้งแต่เรียนไฮสคูล จนกระทั่งได้กลายเป็นเอเย่นต์ส่วนตัวของนักบาสคนเก่งในช่วงที่เข้าวงการ เรียกได้ว่าเขาคือหนึ่งในคนที่รู้จัก เมจิค จอห์นสัน ดียิ่งกว่าที่เขารู้จักตัวเองเสียอีก

โรเซ่น เล่าว่า จอห์นสัน ไม่ใช่คนดื่มเหล้า และใช้ยาเสพติด เพราะสิ่งเหล่านี้จะบั่นทอนความเก่งกาจและชีวิตนักกีฬาของเขา ทว่าในเรื่องของเซ็กส์มันตรงกันข้าม จอห์นสันใช้มันอย่างเต็มที่และสนุกกับมันเป็นอันดับ 2 รองจากบาสเกตบอล

"เขาชอบสาวผมบลอนด์, ชอบสาวผิวสีผสม เขาไม่จำกัดชาติพันธุ์ใดๆทั้งสิ้น แบบไหนก็ได้ ขอแค่ให้พวกหล่อนดูดีตอนที่สวมกางเกงรัดแนบเนื้อ" โรเซ่นกล่าว

ว่ากันว่าช่วงที่ระเบิดฟอร์มยัดห่วงเก็บแต้มอยู่กับเลเกอร์ส จอห์นสันก็เก็บแต้มนอกสนามแบบดุเดือดไม่แพ้กัน เขามักจะมอบตั๋วเข้าชมเกมให้กับสาวๆของเขา หนักไปกว่านั้นอีกนั่นคือการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าโรงแรม และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้กับสาวๆในสต็อกในช่วงที่เขาเดินทางไปเล่นเกมเยือนตามเมืองต่างๆ รวมถึงการจัดทริปทัวร์ชิมของอร่อยถึงบาฮามาส และฮาวาย ที่สุดแล้วเมื่อการกินนอกบ้านชักจะยุ่งยาก จอห์นสันจึงมักจะจัดปาร์ตี้ริมสระน้ำในคฤหาสน์ของเขาใน เบล แอร์ และ อัพไซส์ขึ้นหลังจากมีเงินซื้อบ้านที่ เบเวอร์ลี่ย์ ฮิลส์

อย่าลืมว่านี่คือช่วงเวลาเดียวกับที่ จอห์นสัน และ คุกกี้ ยังคบกันอยู่ เธอทนเจ็บปวดกับสิ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพยายามหยุดจอห์นสันแต่ก็ไม่เป็นผล ถึงขั้นที่ว่าต้องเร่งเร้าให้เขาแต่งงานกับเธอเพื่อจะได้มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ และเลิกพฤติกรรมที่บั่นทอนเช่นนี้ งานแต่งงานคือสิ่งที่เธอคาดหวัง เธอเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว ทั้งนัดหมายบาทหลวงเพื่อเข้าโบสถ์และชุดเจ้าสาวที่รอจะใส่มาตลอดชีวิต "คุกกี้" เตรียมชุดแต่งงานสีขาวสวยสะพรั่ง แหวนแทนใจ รวมถึงพิมพ์การ์ดเชิญถึงครอบครัวและคนรู้จัก ขาดเพียงอย่างเดียวคือความสมัครใจของเจ้าบ่าว - จอห์นสัน ปฎิเสธมันถึง 2 หน

"ฉันรู้สึกอดสูเหมือนกับการถูกทำร้าย เพราะฉันประกาศวันแต่งอย่างเป็นทางการไปแล้ว ทั้งโลกรู้หมดว่าเราจะแต่งงานกัน" เธอเล่าย้อนให้ โอปราห์ วินฟรี่ย์ ฟังถึงวันที่รู้สึกหมดค่าอย่างที่สุด

สิ่งที่จอห์นสันทำกับคุกกี้นั่นจะเลวหรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละคน แม้นอกสนามจะดูเลวร้ายสำหรับมนุษย์ผู้ถือศีลธรรมเป็นที่ตั้ง แต่ในสนาม จอห์นสันทำในสิ่งที่มหัศจรรย์ เวทมนตร์ของเขานำมาซึ่งแชมป์ NBA 5 สมัย และปิดปากคนที่คิดจะวิจารณ์เสียสนิท ผลงานในสนามของเขาตีเป็นคำพูดสั้นๆได้ว่า "หุบปากซะ แล้วดูผมเล่นก็พอ" ดังนั้นเรื่องราวความรักของทั้งสองคนจึงไม่ค่อยเปิดเผยนักในช่วงเวลาที่รักกันด้วยน้ำตา มีเพียงการเล่าย้อนเท่านั้นที่ทำให้เห็นว่า คุกกี้ ยอมอยู่อย่างเจ็บปวดแค่ไหน บนหลังม่านความสำเร็จในการเป็นหนึ่งนักบาสเกตบอลที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ NBA มีมา

"Now or Never"

ความอดทนของผู้หญิงคือสิ่งที่โลกต้องสรรเสริญ คุกกี้ทนเหตุการณ์แบบนั้นมาถึง 14 ปี มันคือช่วงเวลาที่ยาวนานชนิดที่เคยไม่เคยเจอกับตัวนึกภาพไม่ออก เธอหมดความอดทนแล้ว และขอบอกกับจอห์นสันเองว่าเธอเบื่อกับชีวิตที่ต้องเป็นแบบนี้ หากเขายังไม่ขอเธอแต่งงานตอนนี้ เขาจะไม่ได้เห็นเธอเลยตลอดชีวิต

 5

"แต่งเดี๋ยวนี้ หรือไม่รู้จักกันอีกต่อไป" เธอพูดแค่นี้และมองเข้าไปในตาของจอห์นสัน ให้ลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ นาทีนี้จอห์นสันรู้แน่สายตาของผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไป "เธอเอาจริง" หากเขาบอกว่าไม่ เขาจะต้องเสียสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไป ไม่มีผู้หญิงคนไหนอีกแล้วที่รู้จักเขาดีกว่าเธอ

"ตกลง" จอห์นสัน คิดว่าพูดคำนี้แล้วทุกอย่างจะจบง่ายๆ แต่คุกกี้ถือไพ่เหนือกว่า เธอยื่นคำขาดว่าหากเขาคิดจะแต่งงานกับเธอ ต้องเลิกเด็ดขาดกับงานปาร์ตี้สระว่ายน้ำของเขาที่กลายเป็นงานดังของกลุ่มนักบาสของทีมเลเกอร์ส โดยรายละเอียดของงานถูกเผยในภายหลังว่าแขกที่ได้รับเชิญจะเป็นผู้ชายเท่านั้น ส่วนเรื่องสาวๆนั้นไม่ต้องห่วง เพราะเขาจัดการจ้างนักเต้นระบำเปลื้องผ้า และเหล่าผู้หญิงขายบริการเต็มรูปแบบ

 6

จอห์นสันตกปากรับคำทุกข้อเสนอ เขาอาจจะชนะการแข่งขันแทบทุกเกมที่ลงเล่น แต่กับ คุกกี้ ครั้งนี้เขาแพ้เธอแบบไร้ข้อขัดขืน ทั้งสองจัดงานแต่งงานเล็กๆที่มิชิแกน ช่วงเดือนกันยายนปี 1991 และหลังจากนั้น 45 วันทั้งคู่เหมือนอยู่บนความฝัน

ชีวิตคู่ของทั้งสองคนดำเนินไปเหมือนภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ พวกเขารักและชอบทำในสิ่งเดียวกัน ทุกๆคืนวันศุกร์คือวันที่ทั้งสองคนจะต้องมานั่งกินป๊อปคอร์นและเปิดหนังดูสักเรื่อง และมีเรื่องสนุกๆที่เกิดขึ้นมากมาย นี่คือชีวิตในอุดมคติ ที่การแต่งงานมอบให้ทั้งคู่

แต่เรื่องราวมันคงจบลงง่ายไป หากทุกอย่างสวยงามแบบนั้น...

คำพูดที่ยากที่สุดในชีวิต

ปฎิทินถูกฉีกไปทีละหน้า บัดนี้ผ่านมาแล้ว 45 วันที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตแบบคู่ผัวตัวเมีย โปรโมชั่นหมดสิ้น ถึงเวลาที่กรรมจะตามเช็คบิลในสิ่งที่จอห์นสันทำตลอดช่วง 14 ปีก่อนหน้านี้

 7

"ที่รักผมจะกลับมาบ้านเร็วหน่อยนะวันนี้ ผมมีเรื่องต้องบอกคุณ แต่ตอนนี้ขอไปหาหมอก่อน ไว้ผมจะบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรากลับถึงบ้าน เรื่องนี้ผมบอกคุณผ่านโทรศัพท์ไม่ได้" จอห์นสันว่าไว้แค่นี้แล้วก็วางหู ทิ้งให้คนฟังอย่างคุกกี้รู้สึกกลัวมาก เธอคิดว่ากำลังจะถูกบอกเลิกหรือขอหย่า หรือไม่ก็สามีของเธอได้รับบาดเจ็บหนักจากการเล่นบาสเกตบอล ดังนั้นเธอจึงรีบกลับมาถึงบ้านที่มีจอห์นสันรออยู่ก่อนแล้ว

"ผมติดเชื้อ HIV" จอห์นสันว่าไว้แค่นั้น แม้จะสั้นๆ แต่ก็มากพอที่ทำให้บรรยากาศในห้องนั่งเล่นเงียบสงบถึงขั้นสงัดในทันที เขาสูดหายใจลึกๆ และพูดอีกหนึ่งประโยคว่า "ถ้าคุณอยากไปจากผมตอนนี้ ผมโอเค ผมเข้าใจและจะไม่โทษคุณเลย"

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งแต่งงานได้ 45 วัน และต้องมารับกับอะไรที่หนักหนาขนาดนี้ แต่คุกกี้เชื่อมั่นในสัญชาตญาณรักแท้ เธอเลือกผู้ชายคนนี้แล้ว และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมแพ้ 

“เพี๊ยะ!” เธอตบหน้าสามีฉาดใหญ่...

"คุณพูดบ้าอะไร ฉันรักคุณ ฉันจะอยู่ตรงนี้และช่วยให้คุณมีชีวิตต่อไป เราจะเอาชนะมันด้วยกันนะ เราจะต้องมีวิธีและหาทางทำมันได้แน่" เธอตอบแบบไม่ต้องใช้เวลาคิด เพราะมันเป็นคำที่อยู่ในใจของเธออยู่แล้ว… หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เข่าทรุดและร้องไห้พร้อมกันโดยไม่มีคำพูดอะไรแทรกกลาง

หลังจากคนใกล้ตัวที่สุดรู้ ก็ถึงเวลาที่โลกต้องรู้ จอห์นสันยอมรับต่อสาธารณชนว่าเขาคือคนที่มีเชื้อ HIV และขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการรีไทร์จากการเป็นผู้เล่นของเลเกอร์ส เขายอมรับว่าโรคร้ายนี้เกิดจากเซ็กซ์ที่ไม่ได้รับการป้องกัน

มีผู้หญิงมากมายที่เข้ามาในชีวิตเขา แต่คนที่อยู่กับเขาในวันที่แย่ที่สุดมีเพียงคนเดียวเท่านั้น...

“เวทมนตร์ของคุกกี”

ณ เวลานั้น HIV กับความเข้าใจของคนทั่วโลกถือว่าต่ำมาก ทุกคนคิดว่าใครเป็นแล้วตายแน่นอน ไม่มีทางรอดเงื้อมมือมัจจุราชได้ แม้ "คุกกี้" จะเชื่อแบบนั้นลึกๆ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับสามีของเธอ ทางเดียวคือต้องทำทุกทาง และสู้ร่วมกันแม้ว่าจะไม่รู้ตอนจบของเรื่องก็ตาม

 8

แต่ที่ต้องเครียดไปมากกว่านั้นคือ คุกกี้ กำลังตั้งท้องลูกคนแรก เธอกลัวว่าโรคนี้จะติดต่อสู่ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ไปด้วย และเพื่อความมั่นใจเธอต้องไปตรวจว่าตัวของเธอและลูกติดเชื้อจากจอห์นสันด้วยหรือเปล่า

การตรวจเลือดวินิจฉัยในสมัยนั้นต้องรอผลนานเป็น 10 วัน ซึ่ง 10 วันที่รอผลเลือดนั้นคือ 10 วันที่ยาวนานที่สุดในชีวิตเธอและสามี เธอยอมรับอย่างไม่อายว่ากลัวว่าทั้งเธอและลูกจะต้องติดโรคไปด้วย

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องดีให้ได้สัมผัส แพทย์ยืนยันว่าเลือดของคุกกี้เป็นลบ นั่นคือไม่ติดเชื้อ เช่นเดียวกับลูกที่อยู่ในท้องที่ยากต่อการติดเชื้อเพราะยังเป็นการตั้งท้องช่วงไตรมาสแรกเท่านั้น

จากนี้เป็นช่วงเวลาที่คุกกี้จะต้องมีหน้าที่ปลุกให้จอห์นสันสู้ไปด้วยกัน เธอพาเขาเข้าสู่การฟื้นฟูและรักษาตัวเต็มรูปแบบ พวกเขาได้เจอกับ อลิซาเบธ เกลเซอร์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิต่อต้านเอดส์ จากนั้นจึงได้รู้จักการถ่ายเลือดและได้รับคำแนะนำต่างๆ ว่าเอดส์ไม่ได้เป็นแล้วตายอย่างที่คิด จอห์นสันต้องกินยาต้านไวรัสจำนวนมาก และเหนือสิ่งอื่นใด ทัศนคติในการสู้เพื่ออยู่ต่อสำคัญที่สุด และเขาทำมันได้เพราะเขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง คุกกี้ คือ เวทมนตร์ ที่ทำให้เขาบอกกับตัวเองว่า "ฉันจะไม่ตาย"

คุกกี้ ทำให้ จอห์นสัน กล้าประกาศว่าตัวเองติดเชื้อ HIV และทำในสิ่งที่ถูกต้องกว่าการหลบๆซ่อนๆ นั่นคือการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์และ HIV เหนือสิ่งอื่นใดเธอต้องทำให้เขาเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว HIV คืออะไรบ้าง จนกระทั่งเข้าใจว่า HIV ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด หากดูแลร่างกายให้ดี กินยาต้านอย่างสม่ำเสมอ และมีทัศนคติที่ดีกับชีวิต ก็สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้

นอกจากนี้ยังพาเขาไปพบกับทีมวิจัยที่คิดค้นยาต้านโรค HIV ซึ่งตัวยาต้านไวรัสที่ชื่อว่า HAART นั้นถือว่าใช้ครั้งแรกกับจอห์นสันเองก่อนจะได้ผลดีจนสามารถใช้ช่วยเหลือประชาชนคนอื่นๆได้กว่า 33 ล้านคนในเวลาต่อมา

ในส่วนการสู้กับโรค HIV ไม่ว่าจะขั้นตอนเล็กๆ อย่างการจัดยาให้กินในตามเวลาที่แพทย์สั่ง หรือการหาข้อมูลเพื่อทำให้จอห์นสันรู้จักโรคที่เขาเป็น รวมถึงเข้ารับการรักษาที่น่าเชื่อถือ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากคุกกี้ ผู้รู้จักโรคนี้ดีกว่าที่จอห์นสันรู้จักด้วยซ้ำไป  

 9

จอห์นสันทำทุกอย่างตามโปรแกรม ทำให้เขาแข็งแรงและเชื้อไวรัสในร่างกายน้อยลงจนแทบจะเท่ากับคนปกติ เขาสามารถเล่นบาสเกตบอลได้อีกครั้ง จนแฟนๆโหวตให้กลับไปเล่นเกมออลสตาร์ NBA ในปี 1992-93 และยังติดทีมชาติสหรัฐอเมริกาไปคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่บาร์เซโลน่า กับ “ดรีมทีม” อีกด้วย

ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนทุกคนต่างรัก, ชื่นชม และเป็นกำลังให้เขาสู้ต่อ ซึ่งทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีผู้หญิงที่ชื่อว่า "คุกกี้"

"ผู้หญิงคนนี้อยู่ข้างๆเสมอ พระเจ้ารู้ดีว่าทำไมผมถึงควรแต่งงานกับคนอย่างเธอ" จอห์นสันกล่าว

ครอบครัวจอห์นสัน...สู้ด้วยกันทุกวันตลอดไป

นอกจาก คุกกี้ จะดูแล เมจิค จอห์นสัน จนกลายเป็นคนที่แข็งแรงและมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ (อายุ 54 ปี) เธอยังทำหน้าที่ของลูกผู้หญิงได้อย่างครบถ้วนจนน่าปรบมือให้ เธอเป็นลูกที่กตัญญู, เป็นภรรยาที่เคียงข้างสามีในยามทุกข์และสุข และสุดท้ายเธอคือแม่ที่ดีสำหรับลูก

 10

ทั้งคู่มีลูกกัน 2 คน (อีกคนเป็นลูกสาวชื่อ เอลิซ่า ซึ่งรับอุปการะมา - แต่ก่อนที่จอห์นสันจะแต่งงานกับคุกกี้ เขามีลูกชายอีก 1 คนชื่อ อังเดร ซึ่งเกิดจากหนึ่งในสาวๆที่เข้ามาติดพันในชีวิต) แต่ประเด็นที่สังคมชอบหยิบมาเล่นกันบ่อยคือลูกชายคนแรกของเขาที่ชื่อว่า เออร์วิน เดอะ เธิร์ด หรือ อีเจ และเป็นคนเดียวกันกับที่อยู่ในท้องตอนจอห์นสันประกาศว่าเขาติดเชื้อ HIV แม้จะออกมาอย่างปลอดภัย แต่จอห์นสันที่มีความคิดแบบคนหัวเก่ายอมรับไม่ได้ เมื่อวันหนึ่งลูกชายของเขาโตมาและประกาศเป็นกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ   

ปี 2013 สื่ออย่าง TMZ พาดหัวข่าวด้วยการแอบถ่ายรูปอีเจกำลังจับมือกับเพื่อนชายอย่างสนิทสนม จอห์นสันพยายามเค้นถามว่าลูกชายของเขาเป็นจริงตามข่าวว่าหรือไม่ หนนี้ อีเจรับความจริง เขายอมรับกับพ่อว่าเขาเป็นกลุ่มหลากหลายเพศ และคนที่อยู่ข้างอีเจในวันนั้นคือ คุกกี้ ผู้เป็นแม่ ที่พร้อมจะเคียงข้างและให้จอห์นสันยอมรับสิ่งที่ลูกของเขาเป็น

จอห์นสันได้ฟังความจริงและร้องไห้ออกมา เขาเสียน้ำตาลูกผู้ชายและรู้สึกช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเดินหลบเข้าไปในห้องคนเดียวแบบเงียบๆและปล่อยโฮเสียงดังออกมา

"นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจากลูกชายของผม มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง?" จอห์นสัน เสียสติไปเล็กน้อยกับความจริงที่ไม่ทันตั้งตัว

 11

ขณะที่ คุกกี้ เธอรู้เรื่องนี้มานานแล้ว สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้เธอรู้ว่า อีเจไม่ใช่ผู้ชาย 100% เธอแอบเห็นลูกชายชอบเต้นหน้ากระจกเลียนแบบป๊อปสตาร์อย่าง บริทนี่ย์ สเปียร์ส ตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ แม้ลูกชายจะปิดเรื่องนี้มาตลอดแต่เธอรู้แก่ใจและไม่คิดที่จะโกรธหรือต่อว่าเลยแม้แต่น้อย

"ฉันเป็นแม่ ฉันรู้ดี ฉันเห็นเขาโตมาแบบนั้น เขาไม่เคยบอกหรอก แต่ฉันรับได้เพราะนี่คือลูกของฉัน ฉันรักลูกและต้องการจะสนับสนุนเขาไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร ฉันทำแบบนั้นกับอีเจตลอดเวลา สังคมจะตัดสินและแบ่งพวกเขาออกจากคนปกติ และนั่นคือหน้าที่ของคนเป็นแม่ คุณต้องสนับสนุนลูกๆของคุณเมื่อเป็นแบบนี้" เธอบอกแบบนั้นกับจอห์นสัน

แม้จะเจ็บปวดบ้างในตอนแรก แต่ที่สุดแล้ว คุกกี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองของจอห์นสันใหม่จนหมดสิ้น ความโกรธของจอห์นสันในตอนแรกทำให้อีเจต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่เมื่อความรู้สึกเข้าใจมีมากขึ้นคนเป็นพ่ออย่างจอห์นสัน ก็มีบางสิ่งจะบอกลูกชายของเขาเหมือนกัน

 12

คุกกี้ ตาม อีเจให้กลับมากินข้าวเย็นร่วมกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา อีเจกล้าๆกลัวๆ แต่สุดท้ายแล้ว คุกกี้ ยืนยันว่านี่คือวันที่เขาจะพลาดไม่ได้ แล้วจะได้รู้ว่าพ่อของเขาเปลี่ยนไปแค่ไหน

6 โมงเย็นตามเวลานัด อีเจมาถึงบ้านของพ่อและแม่ที่ เบเวอร์ลี่ย์ ฮิลส์ บรรยากาศในโต๊ะอาหารเงียบเชียบในตอนแรก ที่สุดแล้วจอห์นสันทำลายบรรยากาศนั้นด้วยสิ่งที่ง่ายต่อการเข้าใจมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องพูดสักคำ เขาดึงลูกชายเข้ามากอดราวกับจะบอกว่า ขอโทษที่ไม่เข้าใจและขอบคุณที่กลับมาในเวลาเดียวกัน

"ตอนผมกลับมาเยี่ยมพ่อที่บ้าน พ่อพาไปดินเนอร์และกอดผมหนักมาก อ้อมกอดของพ่อแน่นจนกระดูกแทบจะหัก แต่ผมชอบความร้สึกนั้นมาก รู้สึกได้เลยว่ามันเกิดจากความรักที่แท้จริง" อีเจเล่าย้อนกลับไปในวันที่พ่อและลูกคุยกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ขณะที่คนเป็นแม่อย่างคุกกี้ได้แต่ยืนยิ้มอยู่ห่างและยินดีกับความรักที่เธอได้นำกลับมาให้ครอบครัวอีกครั้ง

 13

การมีคุกกี้อยู่ข้างกายมันมีค่ามากกว่าการมีบาสเกตบอลที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเสียอีก แม้ที่สุดแล้ว เมจิค จอห์นสัน จะต้องเลิกเล่นบาสด้วยวัยเพียง 32 ปี แต่เมื่อเขามีคู่คิดที่ดี เขาจึงเดินบนเส้นทางนักธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม

จากตำนานบาสกลายมาเป็นนักธุรกิจตัวเอ้ของวงการ เขาเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ทั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ที่ชื่อว่า เมจิก จอห์นสัน เอ็นเตอร์เทนเมนต์, โรงภาพยนตร์ เมจิก จอห์นสัน เธียเตอร์ นอกจากนี้ยังมีค่ายเพลง, ห้างสรรพสินค้า รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนของทีมเบสบอล แอลเอ ด็อดเจอร์ส และทีมอีสปอร์ตส์ชื่อดังอย่าง Team Liquid สิริรวมแล้วเขามีทรัพย์สินอยู่ในมือถึง 700 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว 

เบื้องหลังบุรุษที่ยิ่งใหญ่มีสตรีคนหนึ่งเสมอ หาก เมจิก จอห์นสัน คือ CEO คุกกี้ ก็คือผู้สั่งการ CEO อีกทีหนึ่ง นอกจากเธอจะสอนลูกแล้วเธอยังเป็นคนคอยดูแลสามีให้อยู่ในกรอบและคิดอะไรอย่างรอบคอบด้วย

25 ปีที่อยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยา จอห์นสัน รู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้สำคัญกับเขามากขนาดไหน แม้ก่อนหน้านี้ เขาจะทำเรื่องโง่ๆ มากมายจนทำให้ตัวเองแตกต่างไปจากคนทั่วไป แต่อย่างน้อยสิ่งที่ฉลาดที่สุดในชีวิต คือการแต่งงานกับผู้หญิงที่ชื่อว่า คุกกี้ คนเดียวบนโลกนี้ที่เสกเวทมนตร์ให้เขาได้มีชีวิตใหม่อย่างน่าทึ่ง  

 14

“คุกกี้… ภรรยาคนสวยของผม เมื่อมีคุณอยู่ข้างๆ ทุกวันเป็นเหมือนวันเกิด ผมอยากจะใช้ชีวิต เพื่อฉลองวันเกิดร่วมกับคุณต่อไปอีกนับครั้งไม่ถ้วน”  นี่คือคำกล่าวของเขาในวันครบรอบแต่งงาน 25 ปี

แหวนเพชร 25 กะรัตที่เขามอบให้คุกกี้ในวันนั้นดูจิ๊บจ๊อยมาก หากเทียบกับเวทมนตร์ที่ทำให้เขามีชีวิตแบบวันนี้... 

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!