เก็บตกสถิติ "ที่สุด" รอบแบ่งกลุ่ม ในเวิลด์คัพ 2014

เก็บตกสถิติ "ที่สุด" รอบแบ่งกลุ่ม ในเวิลด์คัพ 2014
Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอลโลก 2014 รอบแบ่งกลุ่มปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พร้อมกับบทสรุปที่พลิกล็อกสำหรับหลายๆ ทีม

จุดเด่นที่สุดของศึกเวิลด์คัพบนแผ่นดินแซมบ้าในคราวนี้คือการยิงประตูกันได้เป็นกอบเป็นกำ ยิงกันแทบจะทุกนัด และบ่อยครั้งที่ต้องลุ้นกันจนถึงวินาทีสุดท้ายจึงจะทราบผล

ความโดดเด่นดังกล่าวทำให้เกิดสถิติมากมายขึ้นในบอลโลกหนนี้ บ้างเป็นที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่บางอันก็เป็นของหาดูยากในรอบหลาย 10 ปี

เราจึงถือโอกาสนี้รวบรวมสถิติน่าสนใจมาทบทวนกันอีกครั้งก่อนฟุตบอลโลกล่วงเข้าสเตจต่อไป...

- "บราซิล 2014" กลายเป็นฟุตบอลโลกที่มีการทำประตูในรอบแบ่งกลุ่มมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยจำนวนประตูรวม 136 ประตู ดีกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2002 ถึง 6 ประตู

- ผลจากประตูมหาศาลทำให้เฉลี่ยประตูยิงได้ต่อนัดในรอบแรกอยู่ที่ 2.83 มากที่สุดในรอบ 56 ปี โดยการยิงประตูต่อนัดที่มากกว่านั้นในรอบแบ่งกลุ่ม ต้องย้อนไปถึงฟุตบอลโลกปี 1958 เลยทีเดียว

- บอลโลกหนนี้ตัดสินกันด้วยประตูที่ยิงกันในช่วง 5 นาทีสุดท้ายมากถึง 7 นัด ติดโผอันดับต้นๆ ของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเลยทีเดียว

- ทัวร์นาเมนต์นี้ถือว่ามาตรฐานทีมค่อนข้างสูสี เพราะมีเกมที่ลงเอยด้วยการแพ้ชนะกันเพียงลูกเดียวมากถึง 44 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับเมื่อปี 1990 ส่วนหนที่ยิงกันขาดที่สุด คือปี 1974 ที่แพ้ชนะกันลูกเดียวเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

- ฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มที่บราซิลในปีนี้สร้างประวัติศาสตร์เป็นเกมที่มีผลแพ้ชนะ (ไม่ได้ลงเอยด้วยการเสมอ) มากที่สุด คิดเป็น 83 เปอร์เซ็นต์ ทำลายสถิติเดิม 78 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี 1990 และ 1994 ลงอย่างสวยงาม

- ปีนี้เป็นปีที่ "ซุปเปอร์ซับ" มีบทบาทกับเกมมากที่สุด ดังปรากฏว่า มีตัวสำรองลงไปยิงประตูในเกมได้มากถึง 24 ลูก คิดเป็น 17.65 เปอร์เซ็นต์ ดีกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2006 ซึ่งตัวสำรองทำ 23 ลูก จากทั้งหมด 147 ประตู คิดเป็น 15.65 เปอร์เซ็นต์ และทิ้งห่างสถิติเมื่อ 4 ปีที่แล้วแบบไม่เห็นฝุ่น เนื่องจากบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ตัวสำรองยิงได้เพียง 15 ลูก จากทั้งหมด 145 ประตู คิดเป็น 10.34 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

- การตกรอบของรัสเซียหลังจบนัดสุดท้ายของกลุ่มเอช ทำให้กุนซือที่มีรายได้ดีที่สุด 3 อันดับแรกของเวิลด์คัพหนนี้ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปพร้อมๆ กัน โดย "ฟาบิโอ คาเปลโล่" กุนซือชาวอิตาเลียนของทีมหมีขาว เพิ่งต่อสัญญาคุมทีมไปจนถึงบอลโลกหนหน้า และรับค่าเหนื่อยปีนี้ปีเดียว 11.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (358.4 ล้านบาท)

อันดับ 2 คือ "รอย ฮอดจ์สัน" กุนซือทีมชาติอังกฤษที่ได้ค่าจ้างปีละ 5.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (187.84 ล้านบาท) และอันดับ 3 เป็น "เชซาเร่ ปรันเดลลี่" ที่เพิ่งลาตำแหน่งนายใหญ่ทีมชาติอิตาลี กับค่าเหนื่อย 4.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (138.24 ล้านบาท) ถือเป็นความล้มเหลวอย่างที่สุดของบรรดาโค้ชค่าจ้างแพงๆ

ติดตามข่าวบอลโลก 2014 โปรแกรมบอลโลก ผลบอลโลก ได้ที่
http://sport.sanook.com/worldcup

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!