My Liverpool : ลิเวอร์พูลแพ้ช่างมัน

My Liverpool : ลิเวอร์พูลแพ้ช่างมัน

ฟุตบอล : ความพ่ายแพ้ต่อ อาร์เซน่อล 1-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทำให้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล คงเหลือความหวังอยู่สองอย่างในฤดูกาลนี้นั่นคือการลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลกับอีกความหวังคือการลุ้นแชมป์ลีกซึ่งพวกเขามีคะแนนห่างจากทีมนำอยู่ 4 คะแนนเท่านั้น

ความหวังที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลจบสิ้นไปเรียบร้อยแล้วหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีโปรแกรมต้องบุกไปเยือนคู่ปรับอย่าง อาร์เซน่อล ในรอบ 5 ของศึกเอฟเอ คัพ โดยมีโควตารอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นเดิมพันและอย่างที่เราทราบกันไปแล้วนั่นคือ อาร์เซน่อล เป็นฝ่ายเอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ถอนแค้นจากที่เพิ่งจะโดน ลิเวอร์พูล อัดมาถึง 5-1 ในเกมลีก

ตกรอบเอฟเอ คัพ โดยน้ำมืออาร์เซนอล

ผมคงไม่ย้อนกลับไปพูดถึงรายละเอียดของเกมนั้นมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นการบ้านที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดนั่นก็คือการปกป้องแนวรับของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

การได้ ดาเนี่ยล แอ๊กเกอร์ และ เกล็น จอห์นสัน หายเจ็บกลับมายังไม่ได้หยุดการเสียประตูและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแต่ละเกมของทีมได้ เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะ ลิเวอร์พูล เล่นเกมรุกมากขึ้นในฤดูกาลนี้และนั่นทำให้พวกเขามีพื้นที่ให้คู่ต่อสู้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ลิเวอร์พูล ไม่ได้ใช้นักเตะเพียงไม่กี่คนในการเติมเกมรุก แท็คติกของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ดูจะเน้นให้ทุกแดนของทีมมีส่วนกับการขึ้นไปสนับสนุนเกมในแดนหน้าและนั่นอาจมีผลให้สมดุลในเกมรับเสียไป

ลิเวอร์พูล มีสถิติดีๆหลายอย่างเกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ ทั้งการยิงประตูนอกบ้านได้มากที่สุดในลีก, การมีผู้เล่นลุ้นดาวซัลโวของลีกพร้อมกันทีเดียวถึงสองคนทั้ง หลุยส์ ซัวเรซ และ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ อย่างไรก็ดีการเก็บคลีนชีตได้เพียงหนเดียวนอกบ้านก็สะท้อนจุดอ่อนในเกมรับของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

ลิเวอร์พูลฟอร์มในลีกยังดีต่อเนื่อง

แม้ว่าคะแนนในตารางล่าสุดของ ลิเวอร์พูล จะมีอยู่ 53 คะแนนห่างจากอันดับ 5 ก็คือ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 3 คะแนนพร้อมกับประตูได้เสียที่ดีกว่าถึงบวก 30 ประตู ขณะเดียวกันก็มีคะแนนห่างจากทีมนำอยู่เพียง 4 คะแนนแต่ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จะนิ่งนอนใจไม่ได้ว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการจะลุ้นพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรปฤดูกาลหน้ารวมไปถึงการลุ้นแชมป์

หลายคนมองว่าการตกรอบฟุตบอลถ้วยในประเทศไปหมดแล้วจะกลายเป็นผลดีทางอ้อมสำหรับ ลิเวอร์พูล เพราะพวกเขาจะได้มีสมาธิเต็มที่กับเกมลีกที่เหลืออยู่ นั่นอาจจะเป็นความจริงอยู่บ้างแต่ ลิเวอร์พูล ก็รู้ดีว่าสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะทำได้ดีแค่ไหนกับทุกเกมที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้

โปรแกรมในช่วงเดือน ก.พ. และ มี.ค.ยังเอื้อให้ ลิเวอร์พูล เกาะกลุ่มด้านบนของตารางคะแนนไว้อยู่ทั้งการได้เจอกับ สวอนซี ในสุดสัปดาห์นี้ตามด้วยการไปเยือน เซาแธมป์ตัน และกลับมาเจอกับ ซันเดอร์แลนด์

ก่อนจะพักเบรกให้กับโปรแกรมการเล่นของทีมชาติในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมแล้วรอกลับมาทำศึกแดงเดือดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งถือเป็นเกมสำคัญอย่างยิ่งอีกเกมกับโอกาสลุ้นความสำเร็จก่อนจะปิดท้ายเดือน มี.ค.ด้วยการเยือน คาร์ดิฟฟ์ และกลับมาเฝ้ารังรอดวลกับ สเปอร์ส

แฟนหงส์แดงจะได้เห็นบรรยากาศแชมป์ในเร็วๆนี้

เรียกว่าการลุ้นนั้นคงจะต้องว่ากันไปเป็นเกมต่อเกมสัปดาห์ต่อสัปดาห์ซึ่งหากดูจากโปรแกรมที่ผมพูดถึงข้างบนนี้เชื่อว่าถ้า ลิเวอร์พูล ยังทำแต้มเบียดอยู่เช่นนี้ได้ คราวนี้คงจะต้องพูดเต็มปากเต็มคำได้แล้วว่าพวกเขามีลุ้นแชมป์เต็มตัว

ลิเวอร์พูล เคยทำได้แต้มสูงสุดนับตั้งแต่เปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 เดิมมาเป็นพรีเมียร์ลีกในยุคสมัยของ ราฟา เบนิเตซ และยังได้ไปเล่นในรายการอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งสุดท้ายในยุคของ เอล ราฟา เช่นกัน นั่นคือสิ่งที่ท้าทายความสามารถของทีมชุดนี้อย่างยิ่งว่าจะนำพา "หงส์แดง" ตัวนี้กลับไปบินสูงได้อีกครั้งหรือไม่

ความสำเร็จเมื่อตอนที่ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 5 ด้วยการคว่ำ เอซี มิลาน ลงได้แบบปาฏิหารย์ แน่นอนว่ายังอยู่ในความทรงจำของหลายๆคนมาจนถึงทุกวันนี้ แต่เชื่อเถิดครับว่าหากว่า ลิเวอร์พูล กลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้อีกครั้งในวันไหน ความทรงจำและบรรยากาศและความสุขของการได้สัมผัสแชมป์ลีกสูงสุดนั้นจะหอมหวลกว่าความสำเร็จไหนๆอย่างแน่นอน

ลิเวอร์พูล อาจจะก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1892 และคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกได้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 แต่กว่าที่พวกเขาจะวางรากฐานความสำเร็จอย่างเต็มตัวได้นานต้องรอจนถึงการพาทีมได้แชมป์ของ บิล แชงค์ลี่ย์ ในปี 1964 และปีนี้ยังเป็นปีที่ครบรอบ 50 ปีของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ดังกล่าว

แน่นอนว่า บิล แชงค์ลี่ย์, บ็อบ เพสลี่ย์ , โจ เฟแกน, เคนนี่ ดัลกลิช รวมทั้ง ราฟาเอล เบนิเตซ ล้วนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์และอยู่ในความทรงจำของแฟนๆไปแล้วแต่หากว่าฤดูกาลนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้จริงๆ

เชื่อว่าหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรอันยิ่งใหญ่แห่งนี้พร้อมจะมีที่ว่างให้กับชื่อของกุนซือหนุ่มจากไอร์แลนด์เหนือผู้นี้เข้าไปยืนแทรกอยู่ท่ามกลางเหล่ากุนซือผู้กลายเป็นตำนานทั้งหมดนั้นได้อย่างแน่นอน

มาร์ค สุรเดช