ได้อย่าง...เสียอย่าง...?

ได้อย่าง...เสียอย่าง...?

ฟุตบอล : ยังคงแก้ไม่หายกับประสบการณ์เดิมๆที่เคยเจ็บช้ำน้ำใจสำหรับ อาร์แซน เวนเกอร์ และลูกทีมอาร์เซนอล เรื่องราวที่เคยโดนบาเยิร์น มิวนิค เล่นงานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถูกดอร์ทมุนด์ย้ำประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

ประสบการณ์เดิมก็คือ ปืนโตพยายามควบคุมสถานการณ์ในสนาม พยายามครองบอลเพื่อสร้างโอกาสในการเข้าทำ แต่ต้องเจอกับความเด็ดขาดในการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกของคู่แข่งเล่นงาน

ทั้งบาเยิร์น มิวนิค และดอร์ทมุนด์ ไม่พยายามที่จะเล่นด้วยวิธีการควบคุมสถานการณ์ให้เหนือกว่าให้ได้ แต่ให้อาร์เซนอลได้เล่นอย่างที่อย่างที่ตัวเองเป็น แล้วใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการโต้กลับให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เด่นชัดก็คงต้องยกคำพูดเดิมๆของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เคยบอกเอาไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนบาเยิร์น มิวนิค ให้เป็นแบบบาร์ซ่า เพราะเสือใต้มีแนวทางและวิธีการของตัวเอง เป็นสไตล์ของเสือใต้

ดอร์ทมุนด์ก็ไม่แตกต่าง บางครั้งการครองบอลมากๆก็ได้แต่ถ่ายกันไปมา แต่ประสิทธิภาพและการเสียเวลามันชัดเจนว่าส่งผลเสียได้เช่นกัน

เวนเกอร์ รู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี สิ่งที่เห็นชัดเจนก็คือ การเล่นในปัจจุบันของอาร์เซนอล เปลี่ยนไปจากฤดูกาลที่ผ่านๆมา ยอมที่จะครองบอลน้อยลงไป เพื่อให้เกมรุก เกมเข้าทำรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสียเวลาน้อยลงไปไม่ให้เวลาคู่แข่งได้ลงไปตั้งรับหรือคุมพื้นที่ได้ทัน

จริงๆแล้วอาร์เซนอลไม่ได้เล่นเลวร้ายอะไร เพียงแต่สิ่งที่ตัวเองพยายามทุ่มลงไปวกกลับมาเล่นงานเข้าเต็มเปาเมื่อเจอกับทีมที่เล่นโต้กลับเก่งๆอย่างดอร์ทมุนด์

ปืนโตพยายามรุกมากเท่าไหร่ หลังบ้านจะค่อยๆแง้มช่องให้เห็นมากยิ่งขึ้น บรรดาลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต่างรอโอกาสด้วยใจจดจ่อ เพื่อตอบโต้ด้วยอาวุธที่เตรียมมาพร้อมอยู่แล้ว

ความพยายามถือว่าโอเค แต่ผลที่ได้มันคือความเสียหายและน่าผิดหวัง อาร์แวน เวนเกอร์ ต้องหาทางอุดช่องว่างของตัวเองต่อไป ถึงตอนนี้โดนทีมจากเยอรมันสอนบทเรียนเดิมๆ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

พอเข้าใจได้ในระดับหนึ่งนาทีนี้อาร์เซนอลเป็นทีมที่มีความมั่นใจในตัวเองมาก นักเตะแต่ละคนค้นพบฟอร์มที่ดี ว่าจะเป็น อารอน แรมซี่ย์,เมซุต โอซิล,แจ็ค วิลเชียร์หรือแม้แต่แนวรับทั้งหลาย

สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมกระตุ้นให้พยายามทำในสิ่งที่ทำได้ทุกสัปดาห์อยู่แล้ว เพียงแต่คู่ต่อสู้ครั้งนี้คือดอร์ทมุนด์ เลยไม่ได้ผลและทำให้เข้าทางทีมเยือนอย่างช่วยไม่ได้

มองในมุมที่ดีสำหรับอาร์เซนอล ตอนนี้สถานการณ์ไม่ได้เลวร้าย แต้มเกาะกลุ่มกันอยู่ แต่ถ้ามองในแง่ร้าย เจ๊งในบ้านไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน บอลถ้วยแบบนี้เกมในรังของตัวเองคือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ในขณะที่เชลซี อีกทีมหนึ่งที่เจอกับทีมจากเยอรมัน แต่เป็นการไปเยือน และยัดเยียดความปราชัยให้ชาลเก้ถึง 3 ประตู 2 ในนั้นเป็นของ เฟร์นานโด ตอร์เรส

น้ามูถึงกับออกมาชมหัวหอกกระทิงดุออกสื่อ ได้กำลังใจไปเต็มที่ แต่ถ้าจะพูดว่า ตอร์เรส กลับมาแล้วคงไม่เต็มปากแน่นอน แต่ถ้าจะบอกว่า ตอร์เรส คือฮีโร่ในเกมนี้ใช่เลย

ตอร์เรส ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกเพียบ เพื่อที่จะบอกกล่าวให้โลกรับรู้ว่าเขากลับมาแล้วจริงๆ อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเท การพยายามเคลื่อนไหว การพยายามเล่นเพื่อทีม ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี ขืนยังคงเล่นแบบขี้เกียจ คอยแสดงท่าทางท้อใจให้เห็น โดน น้ามู ประหารชีวิตชัวร์

นักเตะอีกคนของเชลซีที่สื่อพูดถึงมากหลังจากจบเกมอัดชาลเก้ก็คือ เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า ที่สามารถเคลียร์บอลได้แนบเนียน

ดูจากสถิติที่ตัวริมเส้นของชาลเก้พยายามครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษทั้งซ้ายและขวา อัสปิลิกวยต้า เคลียร์ทุกอย่างได้กระจ่างชัดเจน ดวลลูกโหม่งชนะตลอด คลีนชีตที่ทีมได้รับคือสิ่งที่การันตีผลงาน

ดามัน