ผิดเป็น "ครู"

ผิดเป็น "ครู"
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ผมเองในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ขายวิญญาณให้กับท่านซาตาน แห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังคงยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนการทำทีมของ เดวิด มอยส์ ให้ทำทีมต่อไป แม้ว่าการออกสตาร์ทจะไม่อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจนัก แต่คนเราต้องมองความผิดพลาดเป็นบทเรียน และต้องนำมาปรับใช้ไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ยังคงฝังแน่นและแจ่มชัดในความทรงจำแฟนบอล "อสูรแดง" ทุกผู้ทุกคน ค่ำคืนที่ไม่หน้าจดจำของลูกทีมเดวิด มอยส์ เดินออกมาจากสนามคู่แข่งด้วยความพ่ายแพ้ถึง 1-4 แบบไร้ทางสู้ เกมรุกทุกอย่างดูตีบตัน เหมือนนั่งรถบัสไปทีมเพื่อนบ้านเพื่อให้เขาชำเราเล่นเสียยับเยิน ไม่เหลือราศีความเป็นแชมเปี้ยนเมื่อซีซั่นที่แล้วให้เห็นเลย

เรื่องของความผิดพลาดภายในเกมไม่ต้องบรรยายถึง เพราะ "สถานีปีศาจหมายเลข 11" ของ "จ่าตุ๊" ในสปอร์ตกูรูฉบับเมื่อวานสาธยายไว้สิ้นแล้ว ใช่ว่าผมอยากจะหยิบเรื่อง ความพ่ายแพ้ของทีมมาด่ากราดสาดเสียเทเสียเพื่อความสนุกปาก

เพราะการที่กุนซือใหม่เข้ามาทำทีม หลายอย่างยังเหมือนเด็กเพิ่ง "ตั้งไข่" ต้องค่อยเป็นค่อยไป ความผิดพลาดหลายอย่างยังต้องนำมาเป็นบทเรียน ความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย จำเป็นต้องรีบเรียนรู้ และเดวิด มอยส์ กำลังทำหลายๆ อย่างด้วยความทุ่มเทหรือเปล่า? และกำลังรู้ตัวอยู่หรือไม่ว่ามีอะไรต้องมานั่งวิเคราะห์แก้ไขกันบ้าง

มอยส์คงช็อกไม่หาย ไม่คิดว่าทีมระดับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งเข้าคุมทัพจะแพ้ถึงขนาด 4-1

อย่างแรกอาจเป็นเรื่องโปรแกรมการแข่งขันที่แน่นเอี้ยด ทั้งเกมลีก บอลถ้วย และยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สอดแทรกเข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องที่ "หะ มอยส์" ไม่เคยเจอแน่นอนสมัยคุมทีมเอฟเวอร์ตัน ดังนั้นการส่งนักเตะชุดเดิมๆ ลงสนามติดต่อกันหลายๆ นัดแบบแทบไม่มีการหมุนเวียน มันย่อมล้าจนส่งผลในสนามแน่นอน

ล่าสุด มอยส์ ให้สัมภาษณ์หลังเกมที่แพ้ ยอมรับว่าสู้ แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง นี่เป็นอีกสิ่งที่ต้องเรียนรู้ว่าทีมที่คุมคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่ เอฟเวอร์ตัน ดังนั้นการยอมรับว่าแพ้หลังเกมอาจยอมรับได้ แต่การยอมรับว่าแพ้แล้วตั้งแต่เกมยังไม่จบ แล้วไม่แก้เกม ปล่อยโควต้าตัวสำรองสองคนไม่ได้ใช้ แถมเป็นในเกมแห่งศักดิ์ศรีอย่างศึกดาร์บี้แมตช์ นั้น เป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ และไม่ค่อยจะน่าให้อภัย

ถ้าการขาดอาร์วีพีคือข้ออ้าง งั้น 4 ประตูที่เสียไปอย่างรวดเร็ว ต้องใช้อาร์วีพีด้วยป่ะ??

อีกสิ่งหนึ่งที่ มอยส์ พูดถึงหลังการปราชัยคือ การโทษโปรแกรมเปิดหัวของ "ปีศาจแดง" อีกเป็นครั้งที่สอง โดยเชื่อว่าหากไม่โดนโปรแกรมสุดโหดที่ต้องฟาดฟันกับบรรดาทีมใหญ่ถึง 3 จาก 5 นัด ทัพ "อสูรสามง่าม" ยุคใหม่น่าจะเริ่มฤดูกาลได้สวยหรูกว่านี้ ก็แน่ล่ะ แต่นี่ก็ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญเช่นกัน ดังนั้นการเก็บได้เพียง 1 แต้มจากการเสมอกับ เชลซี ในการเจอกับทีมระดับเดียวกันทั้งหมด คงต้องบอกว่าสอบไม่ผ่าน

แม้ผลงานของพี่ฟูจะพอใช้ได้ แต่มอยส์ดึงผู้เล่นเข้ามาเสริมแค่คนเดียว เด็กผีมีเสียว (เสียวแพ้)

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นาน แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งล้มเหลวในตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์มา ได้มาเพียง มารูยาน เฟลไลนี่ คนเดียว ซึ่งเวลานี้ยังไม่มีความดีความชอบเป็นชิ้นเป็นอัน ต่างจากคู่แข่งอย่าง อาร์เซน่อล ที่ตอนนั้นประสบชะตากรรมเดียวกัน แต่การที่พวกเขาได้ เมซุต โอซิล มา ก็เป็นการเติมเต็มทีมอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ มอยส์ และทีมงานต้องทำการบ้านอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ตลาดนักเตะเดือนมกราคมเปิดทำการ

ย้อนกลับมาที่การจัดตัว บางครั้ง มอยส์ ต้องจำบ้างว่าเกิดความผิดพลาดตรงไหน นักเตะคนไหนที่ได้โอกาสแล้วทำได้ไม่ดี ก็ไม่ต้องส่งลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่ไม่ได้ลงอย่าง วิลเฟร็ด ซาฮา, ชินจิ คากาวะ, อัดนาน ยานูไซ, ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ รวมทั้ง หลุยส์ นานี่ ได้มีโอกาสลงเล่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยบ้าง ไม่ใช่ทู่ซี้ไว้ใจแต่ แดนนี่ เวลเบ็ค และแอชลีย์ ยัง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

4 ช้อยส์แนวรุกสำหรับการแก้เกม แต่...ไม่มี

ความผิดพลาดคือบทเรียนอันล้ำค่าเสมอ สิ่งสำคัญสิ่งแรกต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่าเราพลาดจริง และต้องไม่ทำผิดซ้ำที่เก่า นอกจากนี้ การที่ตัวเองรำไม่ดีแล้วยังมาโทษปี่โทษกลองยิ่งไม่ใช่คำตอบที่ผู้จัดการทีมที่ดีควรทำแต่อย่างใด ผมยังยืนยำคำเดิมว่ายังสนับสนุน มอยส์ เต็มที่ เพราะเชื่อว่าเขายังเป็นคนที่ใช่ของทัพ "อสูรแดง" สำคัญที่ว่า เขาจะเรียนรู้และซึมซับความเป็น ซาตานแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้ไวแต่ไหน

เรื่องโดย "FIATTA"