จุดต่างของคำว่า "โคตรทีม"

จุดต่างของคำว่า "โคตรทีม"
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ผมจำได้ว่าผมเคยเขียนอวย บาเยิร์น มิวนิค ทีมว่าที่แชมป์ของลีก บุนเดสลีกา เยอรมัน ในฤดูกาลปัจจุบันนี้ว่าเป็นโคตรทีมของโลกตัวจริงเสียงจริง และหากใครติดตามเกมการแข่งขันในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ

นัดแรก ณ สนามอัลลิอันซ์ อารีน่า รังเหย้าของทีม "เสือใต้" ที่เปิดบ้านรับการมาเยือนของ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า อีกหนึ่งโคตรทีมของโลกในเวลานี้เมื่อค่ำคืนวันอังคาร (23 เม.ย.) ที่ผ่านมา ก็จะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเหตุใดทีมดังจากแคว้นบาวาเรี่ยนทีมนี้จึงถูกยกย่องในคอลัมน์ของผม และยิ่งหากรวมผลการแข่งขันในเกมดังกล่าวเข้าไปด้วยแล้ว ยอมรับได้อย่างเต็มปากว่า บาเยิร์น มิวนิค ชั่วโมงนี้ "ไร้ที่ติ" เสียนี่กระไร

ไร้ข้อกังขาสกอร์ที่ขาด 4-0 ไม่เกินจริงเพราะบาร์ซ่าสู้พี่เสือไม่ได้จริงๆ

ทันทีที่ผลการจับสลากประกบคู่ของศึก "บิ๊กเอียร์" ในรอบตัดเชือกปรากฎขึ้นเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา คอบอลทั้งหลายต่างซี๊ดปาก พร้อมกับทำนายไปต่างๆนานาว่าใครจะเป็นแชมป์ของรายการนี้ในปีนี้ บ้างก็ว่าอาจได้เห็น "เอล กลาซิโก้" ในเกมนัดชิงแชมป์ บ้างก็ว่าอาจได้เห็นบิ๊กแมทช์เมืองเบียร์ในเกมชิงแชมป์

แต่ ณ เวลานี้ไม่ว่าใครจะผ่านไปพบกับใครในรอบชิงชนะเลิศอย่างน้อยๆโอกาสของ บาเยิร์น มิวนิค ก็มีมากกว่าครึ่งที่จะได้ย่ำเท้าเข้าสู่เกมรอบชิงฯที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม เพราะผลการแข่งขัน 4-0 ในเกมนัดแรก มันเป็นโจทย์ที่ยากเย็นเหลือเกินสำหรับทีมที่ได้รับสมญานามว่า "มนุษย์ต่างดาว" อย่าง บาร์เซโลน่า

และหากไม่มีอะไรพลิกโผนี่จะเป็นการผ่านสู่การชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" ครั้งที่ 2 ติดต่อกันของ บาเยิร์น ยิ่งไปกว่านั้นนั่นคือการตั้งเป้าหมายเป็นแชมป์ในรายการนี้เป็นสมัยที่ 5 หลังเคยเป็นมาแล้ว 4 ครั้งในช่วงก่อนหน้านี้ (1974, 1975, 1976, 2001)

ใครไม่ได้ดูเกมการแข่งขันในคู่ "เสือใต้-บาร์ซ่า" เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บอกได้คำเดียวว่าน่าเสียดายสุดๆ เพราะนอกจากจะเป็นเกมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกเกือบทั้งสนาม ยังอัดแน่นไปด้วยอรถถรสของกองเชียร์ แท็กติกแบบสุดพลังของแต่ละทีม รวมทั้งความสนุกสนานในการเล่นของทั้ง 2 ทีม

หลายคนที่ไม่ได้ดูตั้งคำถามกับผลการแข่งขันว่าเหตุใด บาร์เซโลน่า ถึงเติมไม้โทลงไปในฉายาตัวเองจากทีม "ต่างดาว" กลายเป็น "ต่างด้าว" ไปซะงั้น ผมจำได้ว่าหลังจบเกมมีกระแสการโพสต์เฟซบุ๊คของบรรดาแฟนบอลที่แตกต่างกันออกไป 3 กระแส

1. คือกองเชียร์ เสือใต้ ที่สะใจเหลือเกินกับการประกาศศักดาของทีมตัวเองจากการล้มยอดทีมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดของโลกยับเยิน 2. คือกองเชียร์ บาร์ซ่า ที่เสียใจอย่างสุดซึ้งกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของทีมตัวเอง และ 3. คือกองเชียร์อื่นๆ ที่ประทับใจกับเกมการแข่งขัน และหลายคำถามที่ถูกตั้งขึ้นในลักษณะคล้ายๆกันว่า "อะไร เหตุใด ยังไง หรือ ทำไม ผลต่างประตูของเกมการแข่งขันคู่นี้ถึงได้ขาดลอยถึงเพียงนี้???"

ดาเนี่ยล อัลเวส มีความเร็ว อลาบา ก็มีความเร็ว ไม่ว่าจะสลับเอาเมสซี่ หรือเปโดรมาโจมตีก็ไม่มีผล

แต่หากลองพินิจพิเคราะห์กันดูดีแล้วทั้ง บาเยิร์น และ บาร์เซโลน่า มีจุดต่างที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดอยู่เหมือนกัน จะไล่ให้ดูแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" นะครับ อย่างแรกเลยก็คือขุมกำลัง จริงอยู่ที่ 2 ทีมนี้คือ 2 ทีมที่อัดแน่นไปด้วยนักเตะระดับโลกในทุกๆตำแหน่งฝั่งเจ้าบ้านนำทัพมาโดย บาสเตียน ชไวสไตน์เกอร์, ฆาบี มาร์ติเนซ, ฟิลิปป์ ลาห์ม หรือ ฟร้องก์ ริเบรี่ เป็นต้น

ส่วน บาร์ซ่า ไม่ต้องพูดถึงโดดเด่นและเห็นได้ชัดอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรียส อิเนียสต้า หรือ เปโดร โรดิเกซ เช่นกัน แต่จุดต่างอยู่ที่ผู้เล่นในแนวรับครับ ฝั่ง บาเยิร์น เพียบพร้อม สมบูรณ์ และทดแทนกับได้ทุกราย อีกอย่างนักเตะอย่าง ลาห์ม, ดานเต้ และ ดาวิด อลาบา ก็เล่นได้อยู่ในมาตรฐานที่สูงลิบลิ่ว

ในขณะที่ในรายของ เจ้าบุญทุ่ม มีแค่ เคราร์ด ปิเก้, ดาเนี่ยล อัลเวส ที่ดูจะอยู่ตัวกับเกมระดับนี้ แต่ ยอร์ดี้ อัลบา ยังต้องหาประสบการณ์มากกว่านี้อีกนิด และ มาร์ค บราต้า ด้อยเกินไปกับการรับมือนักเตะอย่าง ร็อบเบน, ริเบรี่ หรือ โธมัส มุลเลอร์

และหากมีเสียงอ้างว่าเพราะกองหลังเจ็บไปเยอะ เลยทำให้พลาดได้ง่าย แต่ผมก็ยังแอบมั่นใจเล็กๆว่าต่อให้ บาร์เซโลน่า อยู่กันแบบพร้อมเพรียง ก็ใช่ว่าจะต่อกรกับ บาเยิร์น มิวนิค ในเวลานี้ได้ เต็มที่ก็อาจจะแพ้น้อยกว่าที่เป็นอยู่ แถมมีต่อท้ายให้ด้วยว่าซัมเมอร์หน้าที่จะถึงนี้ บาร์ซ่า ซื้อกองหลังใหม่มาเพิ่มแน่นอน

จัดการเพื่อนร่วมชาติอย่าง อิเนียสต้า ได้อย่างเนียนตา ทำเอาเจ้ารางวัลบัลลงดอร์อันดับ 3 แทบจะทำอะไรไม่เป็น

ขยับไปที่เรื่องของแท็กติกกันบ้าง 2 ทีมนี้อาจเป็น 2 ทีมที่มีเกมรุกที่ดุดัน เดินหน้าไล่ถล่มประตูของทีมคู่แข่งแบบไม่ไว้หน้ามานักต่อนัก กองเชียร์หรือคอบอลทั้งหลายก็น่าจะทราบกันดี แต่จุดต่างที่เห็นได้ในเกมๆ นี้นั่นคือ บาร์เซโลน่า มีปรัชญาของเกมการแข่งขันที่ชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไรว่าพวกเขาใช้เกมรุกที่ยอดเยี่ยม เพื่อแก้ปัญหาเกมรับที่ยังไม่ลงตัว เข้าตำรา "เกมรุกที่ดีที่สุด คือเกมรับที่ดีที่สุด" นั่นเอง

แต่เมื่อนักเตะในระบบห้องเครื่องอย่าง ชาบี, อิเนียสต้า หรือ แมสซี่ ถูกจับตายและก่อกวนการทำเกม เมื่อนั้น บาร์เซโลน่า ก็กลายเป็นทีมที่ไปไม่เป็นทันที และเมื่อเกมรุกไม่ได้ดีที่สุด และมีเกมรับที่ยังไม่ลงตัว จึงไม่แปลกกับการได้เห็น อัลบา สติแตก หรือ บราต้า ลนลานกับการถูกไล่บอล

และเมื่อมองมุมกลับไปยังฝั่ง เสือใต้ 4 แบ็กโฟร์ของพวกเขาทั้ง ดานเต้, ลาห์ม, เยอโรม บัวเต็ง และ อลาบา สอดประสานเกมรุกและเกมรับได้อย่างเนียนตา ยังไม่รวมพวกตัวช่วยอย่าง "ชไวนี่" และ มาร์ติเนซ ที่รู้ทันเกมรุกของ บาร์เซโลน่า ไปเสียหมด และเมื่อเกมรุกพอกัน แต่เกมรับคนละชั้น นั่นจึงเป็นที่มาของผลการแข่งขันแบบที่เราได้เห็นกันนี่แหละครับ

ถัดมาที่เรื่องของกุนซือผมจำได้ว่าผมเคยเขียนถึง จุ๊ปป์ ไฮย์เกส กุนซือของ บาเยิร์นฯ ด้วยว่านี่คือกุนซือที่ราศีจับเหลือเกินกับการเป็นกุนซือที่คว้าความสำเร็จแบบ "ทริปเปิ้ลแชมป์" คือเอาง่ายๆยังไม่ต้องดูเกมการแข่งขัน แค่กล้องจับภาพมาที่ "เฮียจุ๊ปป์" ก็รู้สึกได้ทันทีว่าขรัวเฒ่าวัย 67 ปีรายนี้มีบารมีและออร่าของความสำเร็จอยู่ในตัว

ผมก็อธิบายไม่ถูก แค่รู้สึกได้ว่าจะเป็นเช่นนั้น และหนึ่งสิ่งที่ ไฮย์เกส ทำอยู่เสมอในการวางหมากของทีมตัวเองในฤดูกาลนี้ นั่นคือการ "จัดเต็ม" อาจจะใช่ว่า บาเยิร์น มิวนิค เป็นทีมที่มีขุมกำลังเพียบพร้อมอยู่แล้ว แต่กุนซือเองก็มีสิทธิ์สั่งการว่าเกมนี้ควรจัดหนักหรือไม่เพียงใด

แต่ ไฮย์เกส ไม่มีคำว่า "พอ" อยู่ในพจนานุกรมของตัวเอง เพราะ เสือใต้ ลงสนามทีไรจัดหนักทุกที แถมผมยังมองว่ามันเป็นจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยมในการทำทีม เพราะเมื่อคู่ต่อสู้ในเกมต่อไปมาเห็นผลหรือเกมการแข่งขันก็ต้องรู้สึกหนาวๆร้อนๆอยู่จิตใต้สำนึกส่วนลึกอยู่เหมือนกัน

และเมื่อ ติโต้ บิลาโนบา มาเปรียบเทียบ ผมไม่ได้บอกว่า ติโต้ ไม่เก่ง ผมไม่ได้บอกว่า ติโต้ ด้อยกว่าแต่ด้วยประสบการณ์ที่เคี่ยวกรำมานานของ ไฮย์เกส กับการคุมทีมต่างๆไม่ว่าจะเป็น โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค, แอธเลติก บิลเบา, เบนฟิก้า, เรอัล มาดริด หรือ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต เป็นต้น ก็ต้องยอมรับว่ากระดูกยังคนละเบอร์แบบชัดเจน

 

เบื้องหลังความสำเร็จตัวจริง สามารถหล่อหลอมให้นักเตะบาเยิร์นเล่นกันได้ลงตัวทุกตำแหน่ง

จริงอยู่ที่เกมการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศของรายการ แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำการแข่งขันกัน 2 เกม แบบเหย้า-เยือน และ บาร์เซโลน่า ยังเหลือโอกาสแก้ตัวกับการเล่นในรัง คัมป์ นู ของพวกเขาในคืนวันที่ 1 พ.ค. ที่จะถึงนี้อีก 1 เกม และใช่ว่าทีม "ต่างดาว" อย่างพวกเขาจะไม่มีโอกาสทำได้

แต่ฤดูกาลนี้ บาเยิร์น แพ้ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียง 2 เกมเท่านั้น 1 เกมคือการบุกพ่าย บาเต้ โบริซอฟ ในรอบแบ่งกลุ่ม และอีก 1 เกมคือการเปิดบ้านพ่าย อาร์เซน่อล คาบ้าน ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าพวกเขา "ไม่เน้น" ต่อให้เน้นก็ไม่เต็มที่

อีกอย่างความรัดกุมของ บาเยิร์น ทีมนี้น่ากลัวเหลือเกิน ยามใดที่พวกเขา "เน้น" ก็มักจะได้ผลการแข่งขันที่สมใจอยากเสมอ และหากปีนี้พลพรรค "เสือใต้" ได้ลงเหยียบสนามในเกมนัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง ผมเชื่อว่าพวกเขาจะไม่พลาดให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกเป็นแน่

เรื่องโดย "อธิคม ภูเก้าล้วน"