จุดเปลี่ยนของช่วงเวลา

จุดเปลี่ยนของช่วงเวลา
Smm Sport

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ฟังดูดราม่า แต่จริงๆ แล้วไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ

ไม่ว่า เดวิด มอยส์ จะยังเป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่หรือไม่ในซีซั่นหน้า สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็คือมหกรรมการถ่ายเลือดนักเตะจากเก่าสู่ใหม่แบบเกือบยกกระบิ

แผงแบ็คโฟร์ทั้งชุด , มิดฟิลด์ทั้งชุด , กองหน้า เวย์น รูนี่ย์ คนเดียวคงไม่พอ ขณะที่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ก็คงจะรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้อีกไม่นานนัก ด้วยอายุอานามที่ก็มากขึ้นเต็มที

น่าจะเหลือคนในภาพนี้แค่ไม่กี่คนในฤดูกาลหน้า

สำหรับผมแล้ว แมนฯ ยู ชุดนี้มีเพียง ดาบิด เด เคอา, ฟิล โจนส์, อัดนาน ยานาโซ, ฆวน มาตา, ชินจิ คากาวะ, เวย์น รูนี่ย์ และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เท่านั้นที่คู่ควรกับการได้ไปต่อ

จากประวัติศาสตร์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราแทบไม่เคยเห็นทีมหน้าไหนที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนนักเตะแบบยกชุด! จะสามารถกลับมาประสบความสำเร็จได้ทันที ซึ่งนั่นหมายความว่าแฟนๆ "ปีศาจแดง" อาจจะต้องอดทนนั่งนับวันรอการหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่ไปอีกสักพัก

ความพ่ายแพ้ต่อ บาเยิร์น มิวนิค 1-3 ในนัดที่ 2 ของ แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะยอมรับได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความพยายามในการต่อกรที่ดีระดับหนึ่งเลยของ แมนฯ ยู ก็ตาม

แม้จะแพ้ถึง 3-1 แต่แท็คติกของมอยส์ ถือว่าสอบผ่าน

เดวิด มอยส์ วางแผนได้เกือบดีทั้งในเกมนัดแรกและนัด 2 แท็คติกของพวกเขาทำให้ "เสือใต้" ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ซึ่งนี่เป็นแนวทางที่ มอยส์ เชี่ยวชาญมาตั้งแต่สมัยกุมบังเหียน เอฟเวอร์ตัน นั่นก็คือศาสตร์ของฟุตบอลสไตล์ตีหัวเข้าบ้าน

หากแต่ธรรมชาติของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่ทีมที่สมควรจะเล่นฟุตบอลด้วยวิธีแบบนั้น

ถ้าข่าวลือเรื่องงบช๊อปปิ้งเป็นจริง! นั่นหมายความว่า แมนฯ ยู จะมีเงินให้จับจ่ายในช่วงซัมเมอร์นี้มากมายถึง 200 ล้านปอนด์ ซึ่งสามารถนำไปเล่นแร่แปรธาตุเป็นแข้งระดับ เวิลด์คลาสส์ ได้หลายต่อหลายราย การปฏิวัติทีมครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่ว่ากุนซือของพวกเขาจะคือใคร

ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการต่อไปในซีซั่นหน้า จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่แฟนบอลทุกคนคงต้องให้เวลากับทีมชุดใหม่ในการที่จะผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันด้วย บอร์ดบริหารเองก็ต้องใจเย็นๆ อย่าเพิ่งวัดค่าความสำเร็จของทีมหนึ่งๆ เพียงแค่เรื่องของถ้วยรางวัล

ในขณะที่ "ปีศาจแดง" กำลังพยายามกลับไปตั้งหลักของตัวเองให้มั่นคงอีกครั้ง.....ในอีกมุมหนึ่งของทางฝั่ง สเปน เราก็ได้เห็น แอตเลติโก มาดริด ชูคอผงาดขึ้นมาได้อย่างน่าดูชม

ซิเมโอเน่ ทำได้พา หมี นอกสายตา ตบยานอวกาศของแก็งเอเลี่ยนสะอยู่หมัด

จากที่เคยแหงนมองความสำเร็จของทีมร่วมเมืองอย่าง เรอัล มาดริด มาตลอด....วันนี้ขุนพล "ตราหมี" กำลังมีโอกาสที่จะท้าทาย "ราชันชุดขาว" เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่คว้าแชมป์ลีกเมื่อปี 1996 ทั้งในส่วนของ ลา ลีกา และถ้วย "บิ๊กเอียร์"

แน่นอนว่าพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในครั้งนี้ เราคงต้องยกความดีความชอบให้กับ ดีเอโก้ ซิมิโอเน่ เทรนเนอร์มาดเนี้ยบชาวอาร์เจนไตน์ ไปแบบเต็มๆ อยู่เหมือนกัน แอตฯ มาดริด ชุดนี้ หากจะว่าไปแล้ว ถ้าไม่นับ ดีเอโก้ คอสต้า และ ติโบต์ กูร์กตัวส์ พวกเขาเองก็ไม่ได้มีนักเตะระดับเวิลด์คลาสส์อะไรมากมาย แต่นักเตะทั้ง 11 คนในสนามกลับสามารถงัดศักยภาพของตัวเองออกมาได้ในระดับสูงสุดกันทั้งหมด

แท็กติกดี มีวินัย และที่สำคัญพวกเขา "ไม่กลัว" บาร์ซ่า

แอตฯ มาดริด ชุดนี้ เป็นเหมือนภาพสะท้อนของ ซิมิโอเน่ สมัยเป็นนักเตะ....นั่นก็คือรอบจัด , วินัยสูง , เอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้สวยงามเว่อร์ เพราะรู้จักศักยภาพของตัวเองดีว่าไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก

อย่างไรก็แล้วแต่ ดูเหมือนว่าสกิลการเป็นโค้ชของ ซิมิโอเน่ ในตอนนี้ มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปไกลกว่าสมัยเจ้าตัวเป็นพ่อค้าแข้งอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวจะพา แอตฯ มาดริด ไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของปิระมิดได้หรือไม่

หากทำได้สำเร็จในเกมลีก มันจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางยุคทศวรรษที่ 90 ที่ "ตราหมี" คว้าแชมป์ ลา ลีกา มาครอง , หากทำสำเร็จใน "บิ๊กเอียร์" มันจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์! ซึ่งจะแปลต่อได้อีกว่า ซิมิโอเน่ กำลังจะเดินตามรอยเท้าของกุนซืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ และ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่ไต่เต้าจากการพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยเล็กต่อด้วยถ้วยใหญ่

หากไม่เพ้อเจ้อจนเกินไป เราอาจได้เห็นการแจ้งเกิดของกุนซือ Gen ใหม่ระดับโลกอีก 1 คนต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในวัย 43 ปี ที่เท่ากัน

ยอดขวัญ

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!