3 ประสานมหาประลัย! "9 โคตรทริโอ" ที่ไม่อาจมีแนวรับทีมใดรับมือได้

3 ประสานมหาประลัย! "9 โคตรทริโอ" ที่ไม่อาจมีแนวรับทีมใดรับมือได้
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ทุกๆ ทีมที่สามารถก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ได้ในช่วงเวลาหนึ่งของโลกฟุตบอลจะประกอบด้วยนักเตะชั้นยอดภายในทีมเสมอ 

ซึ่งเกือบทุกสโมสรนั้นต่างมีผู้เล่นที่มีฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์ซึ่งสามารถฉีกแนวรับของฝั่งตรงข้ามไม่ว่าทีมใดๆ ก็ตามขาดวิ่นเป็นชิ้นๆ

และต่อไปนี้เราจะพาไปดูทริโอมหาประลัย 9 อันดับ ผู้ซึ่งประสานงานกันเป็นแนวรุกโคตรอันตรายเท่าที่โลกฟุตบอลได้เคยเห็นมา

จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

Holy TriniyImage by Tomorn

รู้จักกันในนาม 'โฮลี ทรินิตี้' สามประสานในตำนานซึ่งได้แก่ จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์ และ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ผู้เป็นเสาหลักของการคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยนคัพ ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในทศวรรษที่ 60

ทั้งสามคนยังมีส่วนร่วมกับความสำเร็จในลีกเช่นกัน ด้วยการคว้าแชมป์ ดิวิชัน 1 ในปี 1965 และ ปี 1967

สถิติระดับตำนานที่ยังคงน่าจดจำจนถึงปัจจุบันในถิ่น โอลด์แทรฟฟอร์ด คือการที่ทั้งสามคนเรียงคิวกันคว้า บัลลงดอร์ สำเร็จระหว่างที่พวกเขายังเป็นเพื่อนร่วมทีมกันอยู่

โยฮัน ครัฟฟ์, จอห์นนี เรป และ พีท ไกเซอร์ (อาแจ็กซ์/ เนเธอร์แลนด์)

Cruyff trioImage by Tomorn

เนเธอร์แลนด์ ในชุดที่แทบจะไม่มีใครต้านทานได้กับการก้าวไปถึงนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1974 ทริโอแข้งดัตช์ในทีมชุดนั้นซึ่งได้แก่ โยฮัน ครัฟฟ์, จอห์นนี เรป และ พีท ไกเซอร์ มีส่วนช่วยปฏิวัติฟุตบอลให้กลายเป็นเกมที่ลื่นไหลสวยงาม การผ่านบอลที่เนียนตา ซึ่งต้องสัมผัสเองกับตาจึงจะสามารถรับรู้ได้ถึงความอัศจรรย์นั้น

แม้พวกเขาจะพลาดชูถ้วย จูลส์ ริเมต์ แต่ตำนานแข้ง กังหันลม ทั้งสามรายก็ช่วยให้ อาแจ็กซ์ ยักษ์ใหญ่ในลีกดัตช์กลายเป็นสโมสรที่ไร้เทียมทานในถ้วยยุโรป พวกเขานำทีมคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยนคัพ ได้ 3 สมัยติดต่อกันในช่วงต้นทศวรรษที่ 70

แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซมา และ คริสเตียโน โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด)

BBCImage by Tomorn

แม้ความสำเร็จของพวกเขาเพิ่งจะผ่านพ้นไปเพียงไม่นานเหมือนกับทริโอรายอื่นๆ ในลิสต์นี้ แต่ยากที่จะปฏิเสธถึงความสำเร็จของ เรอัล มาดริด ภายใต้สามประสานสุดอันตรายอย่าง แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซมา และ คริสเตียโน โรนัลโด้

สองรายในนั้นมีดีกรีเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1 และ 2 โดยทริโอกลุ่มนี้นำทัพ โลส บลังโกส ทำศึก ลาเดซิมา ในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ คว่ำ แอตเลติโก มาดริด คู่ปรับร่วมเมือง คว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ไปครองได้สำเร็จ และยังช่วยกันกดกันไป 97 ประตูในฤดูกาลแรกที่พวกเขาเล่นร่วมกัน

ทั้งสามคมมีส่วนช่วยให้ ราชันชุดขาว คว้าความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ถ้วยยุโรปสองสมัย และ แชมป์ ลา ลีกา ครั้งที่ 33 ของสโมสร นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อีกเช่นกัน

ฮริสโต สตอยช์คอฟ, ไมเคิล เลาดรูป และ โรมาริโอ (บาร์เซโลนา)

Stoichkov, Romario & LaudrupImage by Tomorn

ทั้งสามเล่นภายใต้การคุมทัพของตำนานนักเตะอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ พา บาร์เซโลนา คว้าความสำเร็จในฤดูกาล 1993/94 โดยมี ฮริสโต สตอยช์คอฟ, ไมเคิล เลาดรูป และ โรมาริโอ เป็นแข้งตัวหลักของทีม

สตอยช์คอฟ ตำนานนักเตะ บัลแกเรีย ที่พาทั้งทีมชาติและสโมสรไปสู่ความสำเร็จ เขาทั้งเป็นตัวทำเกมและจบสกอร์ให้กับทีม เคียงข้างกับ โรมาริโอ สตาร์ แซมบ้า ที่ฉีกแผงหลังฝั่งตรงข้ามอย่างไม่อาจทัดทานได้ นำทีมเถลิงบัลลังก์แชมป์ ลา ลีกา สำเร็จ

งานของพวกเขาทั้งสองง่ายขึ้นเมื่อมี เลาดรูป เป็นคนคอยสนับสนุน ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวเตะประเภทสร้างสรรค์เกมชั้นนำ

อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน, ฟรานซิส โก เจนโต้ และ เฟเรนซ์ ปุสกัส (เรอัล มาดริด)

Di Stefano trioImage by Tomorn

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นทริโอที่น่าเกรงกลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เรอัล มาดริด ซึ่งได้แก่ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน, ฟรานซิส โก เจนโต้ และ เฟเรนซ์ ปุสกัส

สามประสานของ ทัพราชันชุดขาว ช่วยให้ โลส บลังโกส กลายเป็นหนึ่งในทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก พวกเขาเป็นทีมที่แทบจะไม่มีใครสามารถต่อกรได้ในช่วงทศวรรษที่ 50

ทั้งสามช่วยกันทำประตูรวมทั้งสิ้นกว่า 500 ลูกในช่วงที่พวกเขาเล่นให้กับทีม พาทีมครองความยิ่งใหญ่ทั้งใน ลา ลีกา และ ยูโรเปี้ยนคัพ ความยอดเยี่ยมของพวกเขานั้นพาต้นสังกัดประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่อาจจะมีใครสามารถทำได้อีก

มาร์โก้ แวน บาสเทน, รุด กุลลิท และ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด (มิลาน)

Rickard trioImage by Tomorn

ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมรับช่วงต่อจากความเกรียงไกรจากตำนานในยุค 70 ทริโอชาวดัตช์ทั้ง มาร์โก้ แวน บาสเทน, รุด กุลลิท และ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด พาตัวเองเข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อพา ปีศาจแดงดำ ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงต้นยุค 90

ซึ่งพวกเขาทำการเซ็นสัญญาในยุคแรกๆ ภายใต้การบริหารงานของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ซึ่งช่วยให้ รอสโซเนรี กลายเป็นหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่

พวกเขาพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย อา 3 สมัยติดต่อกัน รวมกับการครองแชมป์ยุโรป และนำทัพครองสถิติไม่แพ้ใครยาวนานถึง 58 เกม

โรนัลโด้, ริวัลโด้, โรนัลดินโญ (ทีมชาติบราซิล) 

3RSImage by Tomorn

ตำนาน 3R ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์พาทัพแซมบ้าคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 สำเร็จในปี 2002 ทั้ง 3 โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในทัวร์นาเมนท์ครั้งนั้นจนไปถึงรอบชิงชนะเลิศ

และแม้ว่าคู่แข่งของพวกเขาจะเป็นเยอรมนีที่มีสถิติเกมรับสุดโหด เสียไปเพียงประตูเดียวเท่านั้นใน 6 เกมที่ผ่านมา จน โอลิเวอร์ คาห์น นายทวารอินทรีเหล็กจะถูกโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยม แต่ 3 ประสานกลับเล่นงานแนวรับเยอรมนีเสียอยู่หมัด และเป็น โรนัลโด้ ที่เหมาคนเดียว 2 ลูก พาทีมคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับรางวัลดาวซัลโวในรายการนั้น

บราซิลในยุคนั้นครองความยิ่งใหญ่ในเวทีโลกต่อไปได้อีกเกือบ 4 ปี ก่อนที่จะเป็นช่วงขาลงของ โรนัลโด้ กับการแขวนสตัดของ ริวัลโด้ ได้ทิ้งไว้เพียง โรนัลดินโญ ที่ยังคงโลดแล่นต่อไปเพียงคนเดียวเท่านั้น 

ลิโอเนล เมสซี, หลุยส์ ซัวเรซ, เนย์มาร์ จูเนียร์ (บาร์เซโลนา) 

MSNImage by Tomorn

ไม่มีใครในโลกนี้ที่ดูฟุตบอลแล้วจะไม่รู้จัก MSN และเชื่อเถอะว่าตำนานของพวกเขาจะถูกเล่าต่อไปอีกเฉกเช่นเดียวกับที่ 3 ประสานคนอื่นเคยได้ทำมา 3 ประสานจาก บาร์เซโลนา ทำประตูรวมกันไปถึง 364 ลูก และแอสซิสต์อีก 173 ครั้ง ตลอดการลงเล่นรวมกันทั้งหมด 450 นัด

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ MSN ทำให้คู่แข่งของพวกเขาต้องกลัวจนตัวสั่น และช่วยให้ยอดทีมจากแคว้นคาตาลันครองความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปได้ราวครึ่งทศวรรษเลยทีเดียว การคว้าแชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย ลาลีก้า 2 สมัย โคปาเดลเรย์ 3 สมัย และแชมป์สโมสรโลก สะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความแข็งแกร่งของพวกเขาเป็นอย่างดี

แม้ว่าโดยรวมแล้วอาจจะดูเป็นรองคู่แข่งร่วมลีกอย่าง เรอัล มาดริด ในแง่ของการครองแชมป์ไปนิด แต่ด้วยทักษะ ความสามารถ และความน่าตื่นตาตื่นใจของ MSN ทำให้พวกเขากลับสามารถครองใจคนดูได้มากกว่า 3 ประสานของ มาดริดอย่าง BBC นั่นเอง

แชร์ซินโญ, ตอสเตา, เปเล่ (ทีมชาติบราซิล) 

PeleImage by Tomorn

แชร์ซินโญ, ตอสเตา และ เปเล่ คือ 3 ประสานที่เรากล้าเรียกได้ว่าคือที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ไม่เพียงแต่มีทักษะ ความน่าตื่นตาตื่นใจ และความเข้าขากันเท่านั้น แต่พวกเขายังนำความสำเร็จกลับสู่บ้านเกิดได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน และสร้างรากฐานให้บราซิลเป็นทีมที่น่ากลัวที่สุดทีมหนึ่งเสมอมา 

ฟุตบอลโลกปี 1970 ได้สร้างชื่อให้กับ แชร์ซินโญ ในฐานะที่เป็นแข้งผู้ทำประตูได้ทุกนัดในทัวร์นาเมนท์ ด้าน ตอสเตา คือนักเตะที่ทำลายสถิติการถล่มประตูตลอดกาลของ ครูเซโร ทีมในวัยเด็กของเขา 

และสุดท้ายคือ เปเล่ ตำนานผู้ที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และไม่มีใครที่สามารถเทียบเขาได้ แม้แต่ ลิโอเนล เมสซี ในตอนนี้ก็ตาม