ลอนดอนหนาวมาก

ลอนดอนหนาวมาก
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : จะว่าไปแล้ว ณ ห้วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ สภาพอากาศอันหนาวเย็น แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง แต่.. ยกเว้น กรุงเทพฯ เมืองแห่งความศิวิไล ที่มีหลอดไฟกับเสาไฟฟ้ามากกว่าน้ำใจในสังคม

เพราะนี่คือ "ทีนี่ กรุงเทพฯ อิน ไทยแลนด์ โอนลี่" ฮ่าๆ

อย่าปฏิเสธว่าประเทศไทยในแถบเหนือและอีสาน ได้สัมผัสบรรยากาศแห่งฤดูเหงาอันแสนหนาวเหน็บไปพร้อมๆ กับ ลอนดอน ของ อังกฤษ

โดยเฉพาะในแถบลอนดอนเหนือ ที่นอกเหนือจากอากาศที่เลวร้ายที่มาพร้อมกับหิมะแล้ว ความเขี้ยวลากดินในฟอร์มการเล่นของ สเปอร์ส ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อาคันตุกะอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องตกอยู่ในอาการหลังพิงฝา

นอกจากโดนพายุหิมะเล่นงาน ยังโดนพายุบุแคมของแข้งสายพันธุ์ไก่ ปูพรมบุกหนักในช่วงท้ายเกม ราวกับเจ้าเหลืองหางขาวเปิดฉากท้าชนด้วยเดือยอันแหลมคม

ขุนแข้งลูกทีมของ อังเดร วิลลาส-โบอาส สมควรได้รับรางวัลตอบแทนความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ด้วยการมีแต้มติดมือหลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย

ประตูของ คลิ้นท์ เดมพ์ซี่ย์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 92 ฝ่าๆ หรือนาทีสุดท้ายของช่วงทดเจ็บ ฉีกอกสาวก "เร้ด อาร์มี่" ออกเป็นชิ้นๆ

บอกได้คำเดียว มันจี๊ด อ่ะ

3 แต้มที่เกือบจะถอนแค้น & ถอนขนไก่ได้สำเร็จแล้วที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน กระเด็นหล่นหายไป เหลือเพียงแค่คะแนนเดียว พร้อมกับชะรอระยะห่างบนตารางคะแนนให้กับ แมนฯ ซิตี้ ไล่หลังมาเหลือ 5 แต้ม

เชื่อได้เลยว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นายใหญ่วัยใกล้เกษียณ คงได้พ่นไดรเป่าผมออกมาเป็นลูกไฟแน่ หลังไม่สามารถกำชัยได้ในเกมนี้

จะว่าไปแผนการอันแสนแยบยลของท่านเซอร์ ใช่ว่าจะสำเร็จบรรลุเป้าหมายไปเสียทุกเกม โดยเฉพาะแผนการตั้งโซนรับเหนียวแน่น พร้อมกับโจมตีโต้กลับฉับพลัน เป็นเหมือนดาบ 2 คม ย้อนกลับมาทิ้มแทงจนเป็นเรื่อง

สังเกตุได้จากหลายๆ นัดที่ผ่านมา แผนการ "ชักศึกเข้าบ้าน" ถูกงัดมาใช้หลังได้ประตูขึ้นนำ วันไหนเอาอยู่ก็ชื่นมื่นกันไป แต่ถ้าวันไหนเอาไม่อยู่ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นกับนัดนี้ รวมถึงเกม "แดงเดือด" ขบวน 187 สดๆ ร้อนๆ ที่เกือบโดนอริตลอดกาลทวงประตูตีเสมอในช่วงท้ายเกม

พูดถึงการจัดตัวของ "เซอร์ เฟอร์กี้" กันบ้าง โดยนัดนี้จัดทัพมาด้วยระบบ 4-4-1-1 พร้อมกับโรเตชั่นตัวผู้เล่นจากเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 นัดรีเพลย์เมื่อกลางสัปดาห์ถึง 8 ตำแหน่งด้วยกัน มีเพียง ฟิล โจนส์ และ ราฟาเอล ดา ซิลวา ที่ได้ลงเล่นต่อเนื่อง

แผนปิดพื้นที่การขึ้นเกมริมเส้นทางฝั่งซ้ายของ "วานรเทพ" แกเร็ธ เบล ได้ผลดีในระดับหนึ่ง ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ กับ แดนนี่ เวลเบ็ค ผัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับผิดชอบพื้นที่ทางริมเส้น

ไมเคิ่ล คาร์ริค รับหน้าที่เป็นครูฝึกให้กับ ฟิล โจนส์ ยืนคุมพื้นที่แดนกลางร่วมกัน ขณะที่คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เนมานย่า วิดิช ยึดปลอกแขนกัปตันทีมกลับมายืนคู่กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน

ข้างสนามผู้เล่นสำรอง "ป๋า" แกจัดผู้เล่นกำลังเสริมได้อย่างฮาร์ดคอร์เป็นอย่างยิ่ง หากไม่นับรวม อันเดอร์ส ลินเดการ์ด มีเพียง คริส สมอลลิ่ง คนเดียวที่เป็นนักเตะประเภทเชิงรับ

นอกนั้นคือบุรุษผู้เจนจัดในการบุกตะลุยฝ่าดงหลังบ้านคูต่อกร ไม่ว่าจะเป็น เวย์น รูนี่ย์, ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, อันแดร์สัน รวมถึง ไรอัน กิ๊กส์ ปีกวัยเก๋าผู้ไม่ยอมแก่ตาย ที่เพิ่งเลื้อยกระจายจากเกม เอฟเอ คัพ กับทีม "ขุนค้อน"

แนวทางการเล่นของทัพ "ผีแดง" สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับ "ไก่เดือยทอง" ได้อย่างดีในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของเกม ลูกโขกจมตาข่ายของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในนาที 25 ถูกบันทึกให้เป็นประตูที่ 10 จาก 10 เกมหลังสุดของเจ้าตัว

หนำซ้ำยังกระชับพื้นที่ตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีกไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยจำนวน 18 ประตู ฉีกหนี หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิง ลิเวอร์พูล ออกไปอีก 2 เมล็ด

อย่างที่บอกไป พอได้ประตูนำก็มาเน้นคุมเกมให้รัดกุม ปล่อยให้ สเปอร์ส เป็นฝ่ายบุก เปิดพื้นที่ในแนวรับ พอสบช่องดักจังหวะสองได้ก็พยายามใช้จังหวะบุกสวนกลับฉับพลันทันที

แต่ก็ไร้ประสิทธิภาพจากจังหวะดังกล่าว แดนนี่ เวลเบ็ค คงต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกสักพัก ในการใช้จังหวะโต้กลับให้ได้เปรียบ และเกิดเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทีม

แฟนผีบางคนชักอ่อนเพลียละเหี่ยใจกับ "โก๋แดน" เพราะนอกจากวิ่งเร็วราวกับ ยูเซน โบลต์ แล้วที่เหลืออื่นๆ ควรปรับปรุงเป็นการเร่งด่วน !!

พอไร้ซึ่งประสิทธิภาพในการทะลวงประตูที่ 2 สเปอร์ส ชักเริ่มตั้งเกมเซตบอลงามๆ ได้หลายครั้ง มีโอกาสจบประตูสวยๆ หลายหน และเกือบโดนตีเสมอหลายช็อต ซึ่งหากไม่มี ดาบิด เด เคอา ช่วยเซฟอุตลุต แมนฯ ยูฯ อาจกลับบ้านมือเปล่าก็เป็นได้

ลูกยากๆ มาขอให้บอก นายด่านเลือดกระทิง ปัดป้องทิ้งไปได้หมด แม้กระทั่งพุ่งตัวไปผิดทางแล้วยังสามารถใช้สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า "Leg" ช่วยเซฟได้อีกทาง

แต่แน่นอนไม่ใช่ประตูตีเสมอสุดแสนเจ็บปวดในช่วงทดเจ็บ เพราเจ้าหนูมือกาวเจ้าของค่าตัว 18 ล้านปอนด์ ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่จะป้องกันได้แล้ว

ประตูดังกล่าวของ สเปอร์ส ช่วยเพิ่มสถิติให้ทีมดังจากลอนดอนเหนือ กลายเป็นทีมที่มีเปอร์เซ็นต์การยิงประตูในช่วงครึ่งเวลาหลังมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

ซึ่งแม้ สเปอร์ส จะเหลือกองหน้าอาชีพไว้ใช้งานเพียงแค่ เจอร์เมน เดโฟ รายเดียวเท่านั้น ภายหลังที่ อเดบายอร์ เดินทางไปรับใช้ โตโก ทำศึกชิงถ้วยกาฬทวีป แต่สปิริตภายในทีมชุดนี้ของ โบอาส มีเต็มล้นเหลือ วิ่งสู้ฟัดจนถึงวินาทีสุดท้าย

จนทำไปทำมา สเปอร์ส ยุคของ "เอวีบี" กลายเป็นของแสลงประจำซีซั่นนี้ของกองทัพ "อสูรแดง" ไปแล้ว ผิดกับ "ไก่เดือยทอง" ยุคของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ที่ซ่าส์ได้กับทุกทีม ยกเว้น แมนฯ ยูฯ

ผลการแข่งขันดังกล่าวช่วยเตือนสติ "ป๋า" และสาวก "ปีศาจ" ได้เป็นอย่างดี ว่าพวกเขาไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือ ที่จะบีบก็ตายจะคลายก็(ไม่)รอด อีกต่อไป

เรื่องโดย "จ่าตุ๊"

คลิกเพื่อชมภาพใหญ่