แก้ว พงษ์ประยูร ลุ้นกันจนหยดสุดท้าย

แก้ว พงษ์ประยูร ลุ้นกันจนหยดสุดท้าย

โอลิมปิกเดินทางมาถึงทางตรงหลังจากพ้นโค้งสุดท้าย

มาถึงวันนี้ทัพนักกีฬาไทยยังไม่ได้เหรียญทองมาครอง เพราะที่ผ่านมานั้นเราได้เริงร่ากันเร็ว เนื่องจากกีฬายกน้ำหนัก จะแข่งขันก่อนอย่างอื่น

แต่ครั้งนี้เราได้มา 1 เหรียญเงิน

เหรียญทองที่หวังเอาไว้ตอนนี้ "หมดโควตา" ไปแล้วสองสมาคมกีฬา นั่นก็คือ ยกน้ำหนัก และเทควันโด

นาทีนี้เหลือแค่ มวยสากลสมัครเล่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ที่สำคัญเหลือแค่ คนเดียวเท่านั้นจาก แก้ว พงษ์ประยูร


ตามข่าวโอลิมปิกครั้งนี้ ผมเน้นในเรื่องมวยสากลสมัครเล่นเป็นพิเศษ เนื่องจากได้เห็นแล้วว่า ที่ผ่านมานั้น ปัญหานั้นเกิดขึ้นขนาดไหน

ยิ่งมาเห็น "ขนาด" ของทีมนักกีฬาไทยแล้ว ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะมีแค่ 3 คน และไร้ประสบการณ์ในการชกระดับนี้ถึง 2 คนด้วยกัน

สุดท้ายแล้วความหวังสุดท้ายยังเป็นมวยสากลสมัครเล่นเหมือนอย่างเคย

ปัญหาก็คือ นาทีนี้หน้าเสื่อแข็งแรงพอหรือไม่ เพราะเห็นจากการชกครั้งล่าสุดในรอบ 8 คนสุดท้าย เสือเฒ่าอย่าง ซู ชิ หมิง ไม่ได้แสดงว่า ตัวเขาดีกว่านักมวยคาซัคสถานแม้แต่นิดเดียว

แต่ยังชนะพร้อมกับยิ้มผ่านใบหน้าเหี่ยวๆ ของเขาได้

ตลอดการชกทั้ง 3 ยก ปรากฏว่า เมื่อคะแนนได้ประกาศออกมาบนสกอร์บอร์ดยักษ์ทั้ง 4 ด้าน ปรากฏว่า มีเสียงโห่อยู่ตลอดเวลา

ไม่มีใครเห็นด้วยว่า "น้าซู" ดูดีกว่า

นอกจากนั้นในที่เหลือก็ไม่ได้มีใครเหนือกว่าแก้วมากมายเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็น แพดดี้ บาร์นส์ นักมวยจากไอร์แลนด์ หรือว่า ดาวิด ไอราเพทยาน จากรัสเซีย ที่เป็นคู่ปรับคนต่อไปของนักมวยจากกำแพงเพชร

เรื่องของเรื่องก็คือ การจะเป็นมนุษย์ที่ก้าวขึ้นไปคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์นั้น ถือว่าไม่ใช่มีแค่ฝีมืออย่างเดียว จะต้องมีทุกสิ่งอย่างเข้ามาประสานกันอย่างลงตัว

โดยเฉพาะคำว่า "วาสนา"

หากบุญพาและวาสนานำไปได้ แก้ว ถึงฝั่งตรงนั้นได้สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ "เหนือความคาดหมาย" ที่คาดเอาไว้กันในตอนแรก

ไม่มีใครมองมวยสากลสมัครเล่นมาก่อนว่าจะทำได้ในครั้งนี้

อย่างที่บอกไป ไม่ได้มีใครเหนือกว่าเราในเรื่องของบนเวที แต่รอบเวทีข้างเวทีเราเป็นรองแน่ และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สิ่งที่แข่งไม่ได้

นั่นคือ วาสนา

นี่คือตัวแปรที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ที่ชื่อ แก้ว!!!!

เรื่องโดย " บี แหลมสิงห์