บ๊าย บาย กระทิงดุ!

บ๊าย บาย กระทิงดุ!
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ช่วงที่อะไรก็ตลบอบอวลไปด้วยเรื่องราวของโอลิมปิก เกือบจะทั้งหมดนะครับ...

มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษย์ชาติ ดำเนินมาถึงวันที่ 4 ของการแข่งขันแล้ว ความเข้มข้นของแต่ละชนิดกีฬาเริ่มทวีความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่หลายๆ ชนิดก็มีการหยิบเหรียญทองกันไปแล้ว เช่นเดียวกับสถิติโลกที่ถูกขีดเขียนขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ

ในส่วนของกีฬาฟุตบอล ถึงแม้จะเพิ่งผ่านหลักไมล์ไปได้แค่ 2 นัด ในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ถึงกระนั้น เส้นทางของชาติเต็งแชมป์อย่าง สเปน ก็ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเร็วกว่าที่ใครหลายคนคาดคิดเอาไว้

การแพ้รวดทั้ง 2 นัด ในสกอร์แบบเดียวกัน 0-1 ต่อทั้ง ญี่ปุ่น และฮอนดูรัส ถือเป็นฉากจบที่เหลือเชื่อเกินคำบรรยาย ใครจะไปเชื่อครับว่าทีมอย่างทัพ "กระทิงดุ" จะยิงใครไม่ได้เลยจากการลงสนาม 2 เกม สถิติจากเกมนัดที่พ่ายให้กับ ฮอนดูรัส ระบุชัดเจนว่า สเปน มีโอกาสเข้าทำแบบมโหฬารถึง 24 จังหวะ พร้อมกับน่าจะได้อย่างน้อยสัก 2 จุดโทษ.....

หลุยส์ มีญ่า เทรนเนอร์ของทัพ "กระทิง" ที่พกดีกรีเคยพา สเปน ชุดเยาวชน ขึ้นเถลิงบัลลังก์แชมป์ ยูโร ยู 21 มาแล้วเมื่อปี 2011 กล่าวถึงเรื่องนี้สั้นๆ หลังจบเกมว่า "ทีมชุดนี้ดีพอที่จะคว้าเหรียญรางวัลใดรางวัลหนึ่ง!"

จะอย่างไรก็แล้วแต่...ความจริงที่ปรากฏขึ้นต่อหน้า สเปน ในตอนนี้ก็คือพวกเขาจะต้องเดินทางกลับบ้านแบบมือเปล่า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แฟนบอลอย่างเราๆ ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยในช่วงหลายปีให้หลัง พวกเขาอาจโทษโชคชะตา ที่ไม่มอบจุดโทษให้พวกเขาสักครั้ง เช่นเดียวกับเสาและคาน ที่ปฏิเสธลูกยิงของทั้ง มูเนียอิน และอาเดรียน แต่ 1 สิ่งที่ สเปน มองข้ามไม่ได้เช่นกันก็คือพวกเขามีโอกาสบานเบอะตลอดทั้งเกม แต่กลับหาทางส่งลูกบอลไปนอนอยู่ที่ก้นตาข่ายไม่ได้

ซึ่งนั่นแปลความหมายได้ง่ายๆ ว่าพวกเขาไม่ดีพอ!

ย้อนกลับไปในศึกเวิลด์คัพ 2010 เวอร์ชั่น กาฬทวีป....สเปน ก็เปิดหัวนัดแรกด้วยความพ่ายแพ้เช่นกัน แต่ทว่าหลังจากนั้น พวกเขากลับค่อยๆ ฟื้นคืนฟอร์มตะลุยไปได้สุดทางจนถึงตำแหน่งแชมป์โลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ

อย่างไรก็ตาม โชคชะตาไม่ยอมปล่อยทัพ "ลา โรฆา" ได้สร้างประวัติศาสตร์ซ้ำรอยให้เกิดขึ้นใน ลอนดอนเกมส์ ครั้งนี้ ความพ่ายแพ้แบบราบคาบต่อทัพ "ซามูไร" ในนัดแรก ได้บีบพวกเขาเล็กน้อยสำหรับการแข่งขันในนัดที่ 2 แต่มันก็ไม่ได้ถือเป็น

คามกดดันในระดับที่มหาศาลอะไร และคู่แข่งอย่าง ฮอนดูรัส ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทีมพระราชาอย่าง สเปน จำเป็นต้องหวั่นเกรงแต่อย่างใด

เหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ อาจเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอล ฮอนดูรัส...แต่กับ สเปน มันคือความล้มเหลวครั้งใหญ่ เพราะหลังจากที่เคยคว้าเหรียญทองมาครองเมื่อ 20 ปีก่อนที่ชาติตัวเองเป็นเจ้าภาพ (บาร์เซโลน่า) ทัพ "กระทิงดุ" หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะปลดล็อกได้สำเร็จในครั้งนี้ ด้วยผู้เล่นชั้นอ๋องอย่าง ฆาบี มาร์ติเนซ, ดาบิด เดเคอา, ฆวน มาตา, ฆอร์ดี้ อัลบา, อาเดรียน โลเปซ รวมไปถึง อิเกร์ มูเนียอิน

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร!

หากมองโลกในแง่ดี นี่อาจเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ สเปน ทวีความหิวกระหาย หวังกลับมาพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ในศึกเวิลด์คัพ 2014 ที่ประเทศบราซิล