ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง...ที่คาร์คีฟ

ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง...ที่คาร์คีฟ
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ในที่สุด "ปาฏิหาริย์" ก็ไม่เกิดขึ้นจริง กองทัพอิศวินสีส้มไม่อาจ "โกงความตาย" พลิกชะตาผันตัวเองให้ผ่านเข้ารอบตามที่เราหวังกันได้

ไม่มีอะไรน่าเสียใจครับ จากเกมที่แพ้ 1-2 เราได้เห็นนักเตะดัตช์ทุ่มเทกันสุดตัว ทำทุกวิถีทางกันแล้ว แต่ต้องยอมรับครับว่า ทัวร์นาเมนต์นี้เหล่าพลาดอิ้งดัตช์แมนไม่พร้อมจริงๆ

นักเตะขาดความสด ปัญหาอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าแข้งตัวหลักหลายรายจากฤดูกาลปกติที่ส่งผลกระทบมาจนถึงฟอร์มการเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้ ตลอดจนยูนิตี้ที่ขาดหายไป

จากผลงานที่แพ้เรียบทั้ง 3 นัด ไม่มีสักคะแนนเดียวฟังดูแล้วมันน่าอดสู แต่สำหรับตัวผมเองไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย

ฮอลแลนด์ ฟอร์มตกจริงแต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าการที่ต้องเจอกับยอดทีมของโลกอย่างเยอรมัน และโปรตุเกส มันไม่ใช่งานง่ายเลยที่จะเอาชนะได้แม้ต่อให้อยู่ในช่วงท็อปฟอร์มก็ตาม

ในความรู้สึกของผมต่อ กรุ๊ป ออฟ เดธ นี้ มันก็เหมือนแทงหวย โอกาสเข้ารอบมันพร้อมที่จะเป็นไปได้ทุกหน้า ทั้งสามทีม (เยอรมัน, โปรตุเกส, ฮอลแลนด์) ฝีเท้าอยู่ในระดับเดียวกัน อยู่ที่ว่ากราฟชีวิตของใคร ณ ตอนนั้นมันจะลงล็อคได้ดีกว่าเท่านั้น

คล้ายๆกับเมื่อ 2 ปีที่แล้วในยูโร 2008 หนนั้น ฮอลแลนด์ ก็ถูกจับมาอยู่ในกลุ่มที่หนักมีทั้งอิตาลีและฝรั่งเศส แต่จังหวะชีวิตมันก็ลงล็อค เตรียมความพร้อมมาดี นักเตะก็อยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม ทีมดัตช์ในตอนนั้นจึงเจอกับใครก็ได้ ยังจำได้ดีเลยฟอร์มนัดแรกที่ไล่ถล่มทีมเกรดเออย่างอิตาลีไป 3-0 ตามติดด้วยฝรั่งเศส 4-1 เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก

ด้วยอายุเฉลี่ยของทีมที่ยัง 20 กว่าๆ นักเตะตัวหลักของทีมอยู่ที่ที่ช่วงอายุ ปลายๆ เวลาความสำเร็จในทีมชาติฮอลลแลนด์ยังเหลืออีกเยอะ

ผมยังมั่นใจว่าศักยภาพและคุณภาพของทีมชุดนี้ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมและจะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้งในเวิล์ดคัพ 2014 อย่างแน่นอน

แต่ถ้าคิดแค่นี้มันก็เหมือนจะเข้าข้างฮอลแลนด์มากเกินไป กับความล้มเหลวแบบสุดขีดแพ้ทั้ง 3 นัดมันไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามแล้วลืมมันไปได้ง่ายๆแบบไม่ทำอะไรเลย

ปัญหาหลักๆที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ก็คือ "แนวรับ" ฟูลแบ็กทั้งสองข้างผมไม่เป็นห่วง เกรกอรี่ ฟาน เดอร์ วีล ไม่อยู่ในช่วงท็อปฟอร์มนั่นก็เพราะอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าเขามาเกือบจะทั้งฤดูกาล

ขณะทั่เจโตร วิลเล็มส์ เสียความมั่นใจไปมากนับตั้งแต่ฟอร์มเละเทะในเกมแพ้เยอรมัน แต่ด้วยอายุที่เพิ่งจะแค่ 18 ปี ความล้มเหลวหนนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีที่จะทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญต่อไปในอนาคตของทีมชาติ

แต่สำหรับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก นี่คือโจทย์หลักที่ทางสมาคมฯและทีมสต๊าฟของเบิร์ต ฟาน มาร์ไวก์ จะต้องเอาไปแก้ ยอริส มาร์ไธจ์เซ่น ด้วยวัย 32 ปีเริ่มโรยรา, จอห์นนี่ ไฮติงก้า ก็อย่างที่ผมตั้งข้อสังเกตุหมอนี่ไม่ได้ดีเด่นพอจะไต่ขึ้นมาเป็นกองหลังระดับโลกได้ เช่นเดียวกับ รอน ฟลาร์

จะเหลือใครในตำแหน่งนี้ที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้..เท่าที่นั่งนึกดู ตอนนี้ยังไม่มี นึกไม่ออกจริงๆว่าใครจะก้าวเข้ามาช่วยกู้วิกฤติของทีมในตำแหน่งนี้ได้

จำได้เลยว่า สมัยอยู่"คิกออฟ"เคยเห็นถึงวิกฤติเซ็นเตอร์แบ็กในทีมชาติฮอลแลนด์ในยุคหลังยาป สตัม รีไทร์ไว้เมื่อปี 2004 เพราะนับตั้งแต่หมดยุคสตัม ฮอลแลนด์ก็ไม่เคยผลิตเซ็นเตอร์แบ็กระดับโลกขึ้นมาประดับวงการได้อีกเลย

แต่สุดท้าย มาร์โค ฟาน บาสเท่น นายใหญ่ที่เข้ามาชุบชีวิตทีมชาติหลังล้มเหลวในยูโร 2004 แก้ปัญหาด้วยการไปขุดเอาแข้งโนเนมอย่างยอริส มาร์ไธจ์เซ่น และแบร์รี่ ออพแด่ม เข้ามาจับคู่ในเป็นหัวใจในแนวรับช่วงแรกๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น มาร์ไธจ์เซ่น และอังเดร ออยเยอร์ ในช่วงฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งก็เข้าที คู่นี้ทำงานร่วมกันได้อุดปัญหาในเกมรับไปได้พักใหญ่

พอหมดยุด ออยเยอร์ ทีมดัตช์ซึ่งถึงตอนนั้นก็ยังผลิตเซ็นเตอร์แบ็กระดับพรสวรรค์ขึ้นมาไม่ได้ต้องแก้ปัญหาเอาตัวรอดไปก่อนด้วยการฮุบเอา จอห์นนี่ ไฮติงก้า ที่ก่อนหน้านี้จะถูกจับไปเล่นเป็นแบ็กขวาขาประจำเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แทน

อย่างที่บอกเอาไว้ตั้งหลายครั้ง ผมไม่เคยมองว่าไฮติงก้าเก่งเลย แต่ไม่รู้เพราะอะไร ทำไมทีมที่มีเจ้าหมอนี่เข้าคู่กับมาร์ไธจ์เซ่นถึงไปได้ไกลถึงนัดชิงฟุตบอลโลก 2010

แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่เมื่อสองปีที่แล้ว นักเตะดัตช์ไม่ได้กินอีโก้ ยิ่งผยองตัวโตกันเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ตอนนั้นเกมรุกๆดูสนุก เกมรับนักเตะลงมาช่วยเกมรับกันหมด ซูเปอร์สตาร์อย่าง สไนจ์เดอร์ ร็อบเบน ฟาน เดอร์ ฟาร์ต ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยที่จะลงมาช่วยไล่ถึงแดนหลัง

แต่หนนี้ เห็นได้ชัด ถ้าไม่นับฟาน เดอร์ ฟาร์ต ที่โดยตำแหน่งจะต้องลงมาช่วยไล่บอลแล้ว ที่เหลืออย่าง สไนจ์เดอร์, ร็อบเบน, ฟาน เพอร์ซี่ จะหยุดเล่นยืนรอบอลเพื่อจะปั้นเกมรุกอยู่ท่าเดียว

แน่นอนครับว่ามันคงไม่พอแน่ถ้าหากจะใช้นักเตะแค่ 5-6 คนเล่นเกมรับในเกมระดับโลกแถมยังต้องอยู่กลุ่มที่หนักเจอทั้งเยอรมันและโปรตุเกสแบบนี้

ส่วนเรื่องของแทคติก เห็นได้ชัดเลยว่า ฮอลแลนด์หันกลับไปเล่น 4-2-3-1 แบบฉบับเดิมๆมิดฟิลด์ตัวรับอย่างเดอ ยอง หรือ ฟาน เดอร์ ฟาร์ต ไม่มีแม้แต่ช็อตเดียวที่ถอยต่ำลงไปยืนเป็น 3 เซ็นเตอร์แบ็ก ทั้งสองจะทำหน้าที่เชื่อมเกมระหว่างหลังไปหน้าตามแบบปฏิบัติเดิมๆ ซึ่งแน่นอนว่า มันทำให้เกมกลางสนามของทีมแน่นขึ้น ต่อบอลเดินเกมได้ดีขึ้น

โดยส่วนตัวประทับใจผลงานของเดอ ยองมาก เจ้าตัวรู้ว่าเล่นเป็นตัวรับคอยตัดเกมแค่คนเดียว แต่ก็ขยันทุ่มเทไม่รู้จักเหนื่อยหรือถอดใจ มีอยู่หลายๆจังหวะที่ถูกทางโปรตุเกสไล่รุมแย่งบอลแต่ก็เอาตัวรอดได้ดี วิ่งสู้ฟัดไม่มีหยุด เอาไปเลยครับ 5 ดาวสำหรับสตาร์จากแมนฯซิตี้ผู้นี้

ตัวฟาน เดอร์ ฟาร์ต เองก็พิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้เห็นโดยเฉพาะฟาน มาร์ไวก์ว่า เขาเองดีพอที่จะเป็นตัวหลักในทีมชาติ ขยันและเป็นคนเดียวในนัดนี้ที่ยังพอจะเหลือทีเด็ดเอาไว้จัดการทีมฝอยทองได้

อีกคนที่ทำให้ผมรู้สึกอายไม่น้อยที่ไปสบประมาทเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าฟอร์มไม่ดี นั่นก็คือ มาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก ที่นัดนี้โชว์ซูเปอร์เซฟเหลือเชื่อให้ทีมได้ 2-3 หน รวมถึงลูกแปเผาขนจากนานี่ หรือลูกหลุดเดี่ยวในครึ่งแรกของเฮลเดอร์ ปอสติก้า ถ้าไม่ได้หมอนี่ผมว่าอย่างน้อยๆคงต้องมีสัก 4-5 ตุงไม่ต้องสงสัย

ชมไปแล้วขอติบ้าง นอกจากไฮติงก้าที่ผมไม่เคยมองว่าเก่ง อีกคนที่ผมคิดแบบเดียวกันคือ คลาส แยน ฮุนเตลาร์ หัวหอกจากชาลเก้เวลาแกเล่นทีมชาติเจอทีมใหญ่ทีไร มักจะเล่นด้วยฟอร์มแบบที่เราเห็นกันในนัดแพ้โปรตุเกสนี่ล่ะ เจอประกบจนหายไปจากเกม กระติกไม่ออก พักบอลไม่ได้ โอกาสสับไกไม่มีให้เห็น ทีเด็ดทีขาดก็ไม่มี

รู้สึกเหมือนฮอลแลนด์เล่นแค่ 10 ตัว รู้งี้ดันฟาน เพอร์ซี่ ขึ้นไปเล่นหน้าเป้าแบบเดิมแล้วให้เดิร์ค เคาท์ หรืออเฟลลาย ลงมาปั้นเกมน่าจะดูมีประโยชน์กว่า

ส่วนกรณีที่ฟาน มาร์ไวก์ ตัดสินใจถอดเจโตร วิลเล็มส์ ออกแล้วให้อเฟลลายลงไปเล่นเกมรุก ใช้กองหลังแค่ 3 ตัวจนโดนยิงแพ้ไปนั้น ผมไม่โทษฟาน มาร์ไวก์ครับ เพราะมาลองนึกภาพเอา ถ้าผมเป็นโค้ชและต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ผมก็คงทำแบบเขา

ไม่มีทางเลือก 20 นาทีสุดท้ายต้องการอีก 2 ประตู ต้องเสี่ยงครับเพียงแต่การเสี่ยงหนนี้มันไม่ออกหัวแต่กลับไปออกก้อยแทน

รวมๆ ผมยังศรัทธาแนวทางการทำทีมของฟาน มาร์ไวก์อยู่ แล้วก็ยังเชื่อว่า สมาคมฯจะยังให้โอกาสเขาทำทีมต่อไปในฟุตบอลโลก 2014 แน่ สภาพทีมดัตช์ในเวลานี้ยังไม่ถึงขั้น "แพแตก" ครับ

เสร็จสิ้นภารกิจยูโร 2012 กลับบ้านไปนอนพักให้หายเหนื่อย ลืมฝันร้ายที่่เกิดขึ้นแล้วตื่นขึ้นมาสู้กันต่อใน บราซิเลี่ยน 2014 ครับ สวัสดี

เรื่องโดย"station talk"