สิงโตลายคราม???

สิงโตลายคราม???

หลังเกมกับบัลแกเรีย มีกระแสตอบรับจากแฟนบอลค่อนข้างดีกรณีที่ฟาบิโอ คาเปลโล่ มองอนาคตของทีมชาติอังกฤษด้วยการให้ความมั่นใจในตัวนักเตะรุ่นใหม่ๆมากยิ่งขึ้น และแฟนบอลสิงโตคำรามเริ่มตอบสนองด้วยการกาชื่อนักเตะซีเนียร์ในทีมหลายคนออกไป จนจอห์น เทอร์รี่หรือแม้แต่คาเปลโล่เองต้องออกมาชี้แจง

ก่อนเกมกับเวลส์แฟนบอลหลายคนคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาผลัดใบแบบเต็มรูปแบบไปเลย แฟรงค์ แลมพาร์ด เป็นเหยื่อรายแรกที่เริ่มจะถูกมองข้ามความสำคัญ

แน่นอนว่าทิศทางมันเป็นแบบนั้น แต่ช่วงเวลามันยังไม่ถึงจุดที่ต้องตัดญาติขาดมิตร คาเปลโล่ รีบออกมาปกป้องเรื่องราวเหล่านี้ด้วยการเน้นชัดๆแฟรงค์ แลมพาร์ด ยังคงมีความสำคัญต่อทีมสิงโตคำราม ยังคงอยู่ในแผนการเล่นแผนการทำทีม

ในขณะที่จอห์น เทอร์รี่ ออกมาปกป้องเพื่อนซี้เช่นกัน ใครที่คิดว่าแลมพาร์ดหมดความสำคัญคิดผิดแน่นอน ฟอร์มและสกอร์ในทีมชาติอาจจะไม่เหมือนเดิมเหมือนกับช่วงพีกสุดๆ แต่แลมพาร์ดจะกลับมาเป็นตัวหลักที่ได้ออกสตาร์ตต้นเกมอีกครั้ง นั่นคือความมั่นใจของเทอร์รี่

ต้องมีการผลัดใบเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เด็กรุ่นใหม่ของทีมสิงโตคำราม พร้อมที่จะขึ้นชั้นเข้ามาแทนที่ มันก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น ยิ่งมีตัวให้เลือกมากมันก็ยิ่งเร่งเร้ากระแสทิ้งขว้างตัวเก๋าออกไปจากทีม

ทว่าใครจะกล้าการันตีว่าทีมจะไม่มีปัญหาเมื่อไม่มีพวกประสบการณ์สูงๆอยู่ในทีม แมตช์กับบัลแกเรียและเวลส์ไม่สามารถเอามาตัดสินทีมสิงโตคำรามยุคใหม่นี้ได้ เมื่อต้องเจอกับฮอลแลนด์,สเปน,บราซิล ประมาณนี้ถึงจะสามารถประเมินผลได้แม่นยำว่าความสามารถของนักเตะ ความแข็งแกร่งของทีมอยู่ในจุดไหนกันแน่

ความเปลี่ยนแปลงต้องมี แต่คงไม่ใช่ตอนนี้หรือช่วงยูโร 2012 น่าจะเป็นหลังจากนั้นมากกว่า ผลงานนัดเจอกับบัลแกเรียนั้นแฟนบอลหลายคนหลงใหลได้ปลื้ม ในขณะที่มุมตรงกันข้ามคงต้องบอกว่าบัลแกเรียเล่นได้ห่วยมาก ผลงานแย่ถึงขนาดที่ทำให้อาร์เซนอลซึ่งมีปัญหามากมายจนฟอร์มรูดดูดีขึ้นมาได้ ขนาดนั้นกันเลยทีเดียวถ้าจะเปรียบเทียบกัน

เพราะฉะนั้นชัดเจนเลยว่าแม้อนาคตสิงโตคำรามจะดูดี แต่ช่วงนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเขี่ยแฟรงค์ แลมพาร์ด,สตีเว่น เจอร์ราร์ด,ริโอ เฟอร์ดินานด์ออกไปจากทีม

มันอาจจะเหี้ยมเกรียมและตัดสวาทแบบไร้เยื่อใยเกินไป ถ้าฟาบิโอ คาเปลโล่ จะชูคริส สมอลลิ่ง,แกรี่ เคฮิลล์,สจ๊วร์ต ดาวนิ่งหรือแอชลีย์ ยัง หรือแม้กระทั่งแจ๊ค วิลเชียร์กับฟิล โจนส์ โดยหมางเมินตัวเก่าไปแบบสนิทใจ

ถ้าสตีเว่น เจอร์ราร์ดกับริโอ เฟอร์ดินานด์ หายจากอาการบาดเจ็บและกลับมาเป็นตัวหลักของสโมสรได้อีกครั้ง อะไรจะเกิดขึ้น คงไม่แตกต่างไปจากแฟรงค์ แลมพาร์ดมากนัก แลมพ์เจออะไรในช่วงนี้ อีกไม่นานริโอกับสตีวี่ก็ต้องเจอเช่นกัน

นักเตะที่อายุเกิน 30 ไปแล้ว มันมีแต่จะดาวน์ลงมาเรื่อยๆ มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลงลงสิ้นเชิง

นักเตะพวกนี้อาจจะไม่สามารถวิ่งเป็นม้าได้เหมือนสมัยอายุ 25-26 ปี แต่จะมีการเรียนรู้และปรับตัวให้เหมาะสมกับวิธีการเล่น ให้เหมาะสมกับแต่ละเกม ประสบการณ์จะเป็นตัวช่วยเหลือ

เพราะฉะนั้นแล้ว อังกฤษเดินมาไกลพอสมควรในยูโร 2012 รอบคัดเลือก และต้องมองไปที่รอบสุดท้ายกันแล้ว ไม่สามารถตัดม้าศึกที่กรุยทางร่วมกันมา ด้วยการใส่ความมั่นใจไปที่นักเตะรุ่นใหม่ทั้งหมด มันเสี่ยงเกินไป
 
ปกติอย่างที่กุนซือคนไหนจะหมางเมินหรือเตรียมจัดการกับนักเตะที่เริ่มมีแนว คิดว่าไม่ใช่ขุมกำลังที่ขาดไม่ได้และใกล้ปลดระวางจากแผนการทำทีม ทว่ายืนยันกันอีกที นาทีนี้จนถึงยูโร 2012 ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแน่นอน แต่ถ้าเป็นหลังจากนั้นนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
     
ในขณะที่นักเตะตัวเก๋าของทีมเหล่านี้ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ของตัวเองเช่นกัน ในอดีตนั้นถ้าไม่มีอาการบาดเจ็บและลงเล่นกับสโมสรเป็นประจำ จะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในทีมชาติโดยอัตโนมัต
     
แต่ตอนนี้คงต้องหาเวลาปักหลักในระดับสโมสรให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน ถ้าสภาพร่างกายฟิตและมีผลงาน ย่อมไม่อาจมองข้ามได้อยู่แล้ว แต่จะถึงกับเป็นตัวจริงหรือไม่ อย่าไปการันตีกันถึงขนาดนั้น
      
ฟังคำพูดของคาเปลโล่ก็ต้องทำใจกันในระดับหนึ่ง แฟรงค์ แลมพาร์ดยังคงมีความสำคัญต่อทีมชาติอังกฤษ แต่จะได้ลงเล่นหรือไม่ต้องรอดูกันต่อไป มันสามารถบอกความจริงได้ในระดับหนึ่ง รอเพียงแค่ช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง ซึ่งแน่นอนย้ำอีกทีต้องเป็นช่วงหลังยูโร 2012
      
ไม่มีใครการันตีได้ว่า คริส สมอลลิ่ง ซึ่งโชว์ฟอร์มออกสตาร์ตฤดูกาลใหม่ให้กับผีแดงได้ดี จะได้ออกสตาร์ตตัวจริงในยูโร 2012 คงยังไม่มีใครกล้าการันตีว่าสจ๊วร์ต ดาวนิ่งหรือแอชลีย์ ยังจะปักหลักเป็นกำลังสำคัญในสนามให้กับทีมชาติในยูโร 2012 รอบสุดท้าย นักเตะเก่าๆยังคงมีความสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้
      
ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้วในฟุตบอลโลก ทีมชาติเยอรมันพร้อมเต็มร้อยกับการชูนักเตะรุ่นใหม่ ผลงานดีทีเดียวแต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่ง ยิ่งเข้ารอบลึกๆ ยิ่งเจอปัญหามากขึ้น อย่างไรก็ดีฟอร์มของเยอรมันก็ดีกว่าอังกฤษเยอะ
      
สิงโตคำรามแก้ตัวกันว่านักเตะเหนื่อยเกินไปเป็นปัจจัยหลักให้เล่นไม่ออก มันคงเอามาเป็นข้ออ้างไม่ได้ สไตล์ของอังกฤษมันเป็นแบบนั้น สไตล์ของพรีเมียร์ ลีกต้องเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่อย่างนั้นไปโปแลนด์และยูเครนก็คงต้องบอกว่านักเตะล้ามาจากการทำศึกต่อเนื่องยาวนาน
     
นี่คือฟุตบอลอังกฤษ ทีมระดับท็อปมีเกมให้เล่นมากมาย เพราะฉะนั้นทั้งสภาพร่างกายและขุมกำลังแต่ละทีมต้องพร้อมถึงจะยืนหยัดอยู่ได้ ทีมชาติก็เอามาเป็นข้ออ้างไม่ได้เช่นกัน
     
เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้วคงไม่มีกุนซือทีมชาติอังกฤษคนไหน จะใช้เกมเจอบัลแกเรียและเวลส์เป็นตัวประเมินสถานการณ์ของทีมแน่นอน และไม่สามารถเอามาวัดเอามาชั่งใจที่จะให้ความมั่นใจกับพวกนักเตะรุ่นใหม่ๆได้เต็มที่
      
นักเตะอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ด,สตีเว่น เจอร์ราร์ด,ริโอ เฟอร์ดินานด์หรืออาจจะมีพวกจอห์น เทอร์รี่,แอชลีย์ โคล,แกเร็ธ แบรี่และสก็อตต์ ปาร์คเกอร์เข้ามาต่อท้ายใมนเวลาอันใกล้ ยังคงมีความจำเป็นที่ไม่สามารถตัดชื่อออกไปได้ในตอนนี้ แต่ที่บั่นทอนความรู้สึกได้ในระดับหนึ่งก็คือคำพูดของฟาบิโอ คาเปลโล่ที่ว่าจะได้ลงเล่นหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องโดย"ดามัน"

ขอบคุณเนื้อหาจากคอลัมน์ทดเจ็บ3นาที นสพ.กีฬาฮอตสกอร์