ย้อนรำลึกเชลซีกับบัลลัค โดย..เบบี้ แบร์

ย้อนรำลึกเชลซีกับบัลลัค โดย..เบบี้ แบร์

ภาพสุดท้ายที่แฟนฟุตบอลอังกฤษได้เห็นมิเชล บัลลัคในฐานะนักเตะเชลซีคือตอนที่เขาโขยกเขยกออกจากสนามเวมบลีย์ไป หลังถูกเสียบหนักในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพกับพอร์ทสมัธเมื่อปี 2010

จังหวะที่เควิน ปรินซ์ บัวเต็ง มิดฟิลด์ของปอมปีย์ในตอนนั้น ย่ำเข้าไปที่ข้อเท้าตามด้วยขาหลังเตะซ้ำมาที่เข่าอีกดอก ทำให้เส้นทางอาชีพของบัลลัคในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ต้องสิ้นสุดลง

“ผมไม่มีโอกาสได้บอกลาแฟนๆ อย่างเป็นทางการ เพราะหลังเกมสุดท้ายที่ผมลงเตะ เรากำลังคุยเรื่องสัญญาใหม่กันอยู่ และผมคิดว่าเราน่าจะตกลงกันได้” บัลลัคย้อนความหลังในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับเดลี่ เมล

ไม่เพียงแต่อนาคตของบัลลัคกับเชลซีจะมาถึงจุดพลิกผัน แต่ยังรวมไปถึงเส้นทางในทีมชาติเยอรมันของกัปตันทีมอินทรีเหล็กในตอนนั้น ซึ่งกำลังรอที่จะนำทีมไปทำศึกศึกฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ในซัมเมอร์นั้นอยู่

บัลลัคในวัย 32 ปีขณะนั้นต้องพักไป 3 เดือนเพราะอาการบาดเจ็บดังกล่าว ทำให้พลาดการไปลุยฟุตบอลโลกอย่างน่าเสียดาย และเขาก็ไม่ได้หวนกลับไปเล่นให้เยอรมันอีกเลย

หลังจากเคยเป็นกำลังสำคัญของเชลซีมาตลอดนับตั้งแต่ย้ายไปจากบาเยิร์น มิวนิคเมื่อปี 2006 บัลลัคจะมีโอกาสได้กลับไปเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้งในเร็วๆ นี้ เมื่อเลเวอร์คูเซ่น ต้นสังกัดใหม่ที่เป็นทีมเก่าของเขา ถูกจับฉลากไปอยู่ร่วมสายเดียวกับเชลซีในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้

“มันจะเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผมที่จะได้พบกับแฟนๆ อีกครั้งและอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้”

การโบกมือลาเชลซีไปของบัลลัคยังเป็นเรื่องลับๆ ที่ทุกคนอยากรู้ถึงที่มาที่ไป เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีม

ขณะนั้น ต้องจับจ่ายงบประมาณในการซื้อนักเตะอย่างค่อนข้างมัธยัสถ์ และเขาหก็ดูเหมือนจะอยากให้มิดฟิลด์ตัวเก๋ารายนี้อยู่ช่วยทีมต่อ

“ผมเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันตอนที่ผมคุยกับผู้จัดการทีม” บัลลัคบอก

“มันไม่ใช่เรื่องปกติที่จะใช้เวลาคุยกันนานมากขนาดนั้นเกี่ยวกับสัญญาใหม่ คุณควรจะตัดสินใจเร็วกว่านั้นมาก ใช่ครับ ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจของสโมสร ไม่ใช่ของผู้จัดการทีมหรอก”

บัลลัคนำเสนอมุมมองของเขาที่มีต่อเชลซีและผู้จัดการทีมแต่ละคนออกมาได้อย่างคนที่เข้าใจโลกเป็นอย่างดี โดยอันเชล็อตติเป็นผู้จัดการทีมคนหนึ่งที่บัลลัคให้ความนับถือ

“เขาให้ความเป็นธรรมกับนักเตะเสมอ” เขาพูดถึงกุนซือสิงห์บลูคนสุดท้ายที่ได้ร่วมงานด้วย

“เขามักจะหาวิธีการฝึกซ้อมดีๆ มาใช้กับทีมที่ดูแลยากทีมนี้ได้ตลอด เพราะการจะฝึกซ้อมนักเตะที่มาจากต่างที่กันและแต่ละคนก็เต็มไปด้วยอีโก้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสำหรับโค้ช ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชลซีเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายครั้ง แต่เหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่เพราะผู้จัดการทีมเสมอไป ทีมเองก็มีส่วนด้วย”

บัลลัคได้ยืนยันในสิ่งที่หลายคนสงสัยมานาน นั่นคือการคุมทีมที่นักเตะอีโก้สูงในเชลซีเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก

เขาเองก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในกลุ่มก้อนนักเตะแบบที่พูดถึงด้วย ซึ่งส่งผลให้หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่ต้องถูกเด้งพ้นเก้าอี้ไปในเดือนมกราคม 2009 เมื่อบัลลัคปฏิเสธจะเล่นตามแผนที่กุนซือชาวบราซิลมอบหมายให้ แต่เจ้าตัวได้ยืนกรานปฏิเสธข่าวลือที่ว่า

“มันไม่จริงเลยซักนิด ผมไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้ออกมาได้ยังไง ผมแปลกใจมากเพราะผมกับเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมแค่คิดว่าเขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับนักเตะส่วนใหญ่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่สโมสรแห่งนี้ ผมเคยบอกไว้แล้วตอนที่ย้ายมาเชลซีว่าสิ่งสำคัญคือนักเตะดังๆ จะต้องไม่ใช้อีโก้ของตัวเองมากเกินไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องดีนักสำหรับทีม พวกเขาต้องยอมลดอีโก้ลงมาบ้าง”

กับโจเซ่ มูรินโญ่ อดีตผู้จัดการทีมผู้ดึงตัวเขามาร่วมทีม บัลลัคมีความสัมพันธ์ที่ผสมปนเปไปทั้งด้านบวกและด้านลบ และเช่นเดียวกับนักเตะส่วนใหญ่ เขารู้สึกเหมือนตกอยู่ใต้มนต์ตะกดของกุนซือชาวโปรุเกสรายนี้ ตอนที่เซ็นสัญญากับสโมสร

“หลังได้คุยกับมูรินโญ่แล้วผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขามีอิทธิพลสูงมากต่อคนอื่นๆ และผมก็ชอบนะ ผมนับถือเขาเป็นแบบอย่าง”

แต่บัลลัคก็ต้องพบเจอกับอีกด้านของมูรินโญ่ เมื่อเขาเดินทางกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บที่บ้านเกิด จนพลาดการลงเตะนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 2007

“ผมรู้ว่าเขาโกรธมาก แต่สุดท้ายแล้วเขาก็รู้ว่าผมทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

“มันยากมากๆ ผมพักไปนานถึง 7 เดือนและผมเข้าใจดีว่าเขาอาจจะกำลังคิดว่า มิชาเอลคงไม่อยากกลับมาแล้วมั้ง การบาดเจ็บครั้งนี้น่าจะพักแค่สามเดือน ทำไมเขาต้องพักนานขนาดนี้ด้วย”

“ผมรู้สึกถึงเรื่องนี้ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างเราไม่ได้เป็นไปด้วยดีนัก เขาไม่พูดออกมาแต่คุณก็รู้สึกได้”

ขณะที่อัฟรัม แกรนท์ ซึ่งขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากมูรินโญ่นั้น บัลลัคมีความรู้สึกในแง่บวกต่อกุนซือชาวยิวคนนี้แบบที่สร้างเซอร์ไพรส์ไม่น้อย

“เขาเป็นคนฉลาด มันยากแน่ๆ ในการมารับงานต่อจากโจเซ่ อัฟรัมเป็นคนที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง แต่เขาเข้าใจเรื่องฟุตบอลเป็นอย่างดี เพียงแต่นักเตะบางคนคุ้นเคยกับสไตล์ของโจเซ่มากกว่า หลายคนชอบมัน สไตล์แบบอังกฤษและดุดัน”

“อัฟรัมแตกต่างออกไปมาก แต่เราก็มีฤดูกาลที่ดีทีเดียว เราเกือบจะได้แชมป์ลีกและเราก็ได้เข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีก เราน่าจะคว้าแชมป์ได้และนั่นจะกลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชลซี แต่หลังจากนั้นเขากลับโดนไล่ออก ทำไมกันเนี่ย ผมเองก็ไม่รู้”

“เขาให้อิสระกับนักเตะมากกว่า บางทีนักเตะอาจจะเข้าใจผิดและคิดไปว่าผู้จัดการทีมคนนี้ไม่เจ๋งพอ นักเตะบางคนในห้องแต่งตัวมีความรู้สึกว่าเขาไม่เด็ดขาดแบบมูรินโญ่ เขาไม่เก่งเท่า”

“ผมแค่คิดว่ามันเป็นการคุมทีมคนละสไตล์เท่านั้น เขาให้นักเตะมีอิสระในการเล่นมากขึ้นแต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมไม่คิดว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่แย่ของเชลซีนะ ผมคิดตรงกันข้ามเลย”

เมื่อรวมกับกุส ฮิดดิ้งอีกคน บัลลัคก็ได้ทำงานภายใต้ผู้จัดการทีมถึง 5 คนในช่วง 4 ปีของเขากับเชลซี และถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนกับตำแหน่งกุนซือ แต่เขาก็ถือว่านั่นคือช่วงเวลาที่สูงสุดในอาชีพของเขา

บัลลัคบอกว่าแชมเปี้ยนส์ลีกคือสิ่งความปรารถนาสูงสุดของเชลซีมาตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่กับทีม และหลายครั้งก็ดูเหมือนว่าความปรารถนาของอบราโมวิชเอลจะส่งผลต่อนักเตะในทีม

มีการพูดกันว่าบางครั้งมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจน้ำมันรายนี้ถึงนั่งเฮลิค็อปเตอร์มายังสนามซ้อมเพื่อตำหนินักเตะที่ทำผลงานได้ไม่ดังใจ
“ไม่เลยๆ ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นเลย” บัลลัคบอก

“บางทีเขาอาจจะจอดฮ.ไว้ที่มุมไหนซักมุมล่ะมั้ง ที่ว่าเขามีอำนาจมากกว่าผู้จัดการทีมก็เป็นเรื่องปกตินะเพราะเขาคือนายใหญ่ที่สุด แต่เราคิดว่าเขาค่อนข้างขี้อาจนะ ซึ่งบางทีเขาอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้”

“แน่นอนว่าเขาเป็นคนที่มีอำนาจมาก แต่เขาก็อยู่เบื้องหลังเป็นส่วนใหญ่”

สำหรับเชลซีและอบราโมวิชแล้ว การตามล่าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกจะดำเนินต่อไป แต่สำหรับบัลลัค ซึ่งเคยได้รองแชมป์รายการนี้มาสองสมัย

สิ่งนั้นจบลงไปแล้วในความเป็นจริง แม้ว่าเลเวอร์คูเซ่จะอยากมีลุ้นในปีนี้ก็ตาม

“ผมมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จ แต่การไม่ได้แชมป์รายการใหญ่ๆ ในระดับนานาชาติเลยก็เป็นส่วนหนึ่งในอาชีพของผมด้วย”

“ผมมีวันเวลาที่น่าประทับใจมากมายที่เชลซี บางอย่างก็จบไม่สวยนัก โดยเฉพาะแชมเปี้ยนส์ลีก แต่หลังจากนั้นผมก็ตระหนักว่ามันยากแค่ไหนแล้วที่จะไปได้ไกลขนาดนั้น การเข้าถึงรอบชิงได้”

ตอนนี้บัลลัคหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว เขายังเหลือสัญญากับลิเวอร์คูเซ่นอีกหนึ่งปี แล้วหลังจากนั้นล่ะ

“มันไม่เกี่ยวกับเงินเลยซักนิด ผมมีอาชีพที่ดีและผมพอใจกับมันแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับผมคือผมอยากใช้ชีวิตอย่างความสุขและสนุกกับสิ่งที่ทำ ผมไม่อยากต้องหงุดหงิดทุกวันและตื่นเช้ามาพร้อมกับร่างกายที่เจ็บระบบไปหมด”

“ตราบใดที่ผมยังแข่งกับคนอื่นได้และยังสนุกอยู่ ผมก็จะเล่นต่อไป แต่ตอนนี้คุณต้องคิดเรื่องอนาคตแบบปีต่อปีแล้ว”

“อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ผมก็จะอายุ 35 แล้ว แต่ขอบอกว่าผมไม่รู้สึกเลยว่าผมอายุ 35”

เรื่องโดย "เบบี้ แบร์"

ขอบคุณเนื้อหาจากคอลัมน์ฟุตบอลผู้ดี นสพ.กีฬาฮอตสกอร์

เรื่องล่าสุดของหมวด พรีเมียร์ลีก

ดูหมวด พรีเมียร์ลีก ทั้งหมด