‘บิ๊กแมตช์’ที่ยังไม่พร้อม / โดย "บี แหลมสิงห์"

‘บิ๊กแมตช์’ที่ยังไม่พร้อม / โดย "บี แหลมสิงห์"

เร็วเกินไปหรือไม่ สำหรับเกมบิ๊กแมตช์วันเสาร์นี้ ที่เป็นการโคจรมาปะทะกันระหว่าง "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล

เกมสำคัญที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม จะเซิ้งกันในเวลา 18.45 น. ไม่ใช่คู่แรกของวัน แต่เป็นเกมที่สองต่อจาก "อีสานคลาสสิกดาร์บี้" ระหว่าง ซันเดอร์แลนด์ กับ นิวคาสเซิล

อาร์เซนอล กับ ลิเวอร์พูล หากเป็นปลายยุค 90 นี่คือการโคจรมาเจอกันของสองทีมระดับ "ลุ้นแชมป์"

แต่สถานการณ์ใน พ.ศ.ปัจจุบัน ทุกอย่างเปลี่ยนไป

"ปืนใหญ่" นับตั้งแต่สถาปนาตัวเองจากไฮบิวรี่ แล้วมาอยู่รังใหม่ มีคนบอกว่า พื้นที่ตรงนี้น่าจะเป็นการทับของลับพญานาค เพราะทำให้พวกเขาไม่ได้สัมผัสอะไรเลยกับความสำเร็จ ที่รอคอยมาอย่างเนิ่นนานถึง 6 ปี

จากทีมที่แข็งแกร่งสุดขั้ว มีแกนนำที่สุดยอดรุ่นสู่รุ่นจาก "ด็องกี้" โทนี่ อดัมส์ มาจนถึง "กุนเชียงมหาประลัย" เธียร์รี่ อองรี แต่ในปัจจุบัน กัปตันทีมคือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

เก่งจริงและหล่อจริง แต่ยังไม่ใช่

อาร์เซนอล ในยุคปัจจุบันของ อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นยุคแห่งการ "สมองไหล" อย่างแท้จริง เมื่อนักเตะชั้นดีมีแต่เดินออกไปทีละคนสองคน และถ้าไม่มีอะไรพลิกล็อก

ซาเมียร์ นาสรี่ กำลังจะเป็นคนล่าสุด และเป็นนักเตะอาร์เซนอลคนที่ 4 ในรอบ 3 ปีหลังที่ไปลงเรือต่อจาก โคโล่ ตูเร่, เอ็มมานูแอล อเดบายอร์ และ กาแอล กลิชี่

กลายเป็น "อาร์เซนอล สาขา 2" ไปอีกทีม ต่อจาก บาร์เซโลน่า ที่ซื้อไปแล้วจาก "ปืนโหด" กลายเป็น "ปืนหด" กลายเป็น "ปืนเหี่ยว" ไปซะหมด

มันน่าสนใจมากว่า อาร์แซน จะทำอย่างไรกับ อาร์เซนอล โดยเฉพาะในแผงกลางเกมนี้ นอกจากจะไร้ เชส ฟาเบรกาส ที่ย้ายไปเป็นแชมป์ทันทีภายใน 48 ชั่วโมง และ ซาเมียร์ นาสรี่ ที่จะไปเติมเต็มแล้วเต็มอีกให้กับ ซิตี้

พวกเขาจะไม่มีสองนักเตะที่หลงเหลี่ยมคนเพี้ยนอย่าง โจอี้ บาร์ตัน นั่นก็คือ "ไอ้หนุ่มผมยาว(เฉพาะข้างหลัง)" แชร์วินโญ่ กับ อเล็กซ์ ซง ที่ติดโทษแบนกระอักเลือดคนละ 3 เกม

แจ๊ค วิลเชียร์ ไม่รู้จะฟิตทันหรือไม่ นั่นหมายความว่า การขึ้นเกมของทีมจะนำโดย แอรอน แรมซี่ย์

หากไม่นับประตูชัยที่ยิงเหนือ แมนฯยูไนเต็ด เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะโดดเด่นตรงไหน

หาก แรมซี่ย์ ต้องการที่จะให้ทุกคนยอมรับ นี่คือบททดสอบอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะต้องรับผิดชอบด้วยตัวเองเพียงลำพังแล้ว จะต้องเจอกับเกม และต้องเจอกับทีมที่หลายคนเฝ้าจับตามอง

นั่นก็คือ ลิเวอร์พูล

อย่างที่เคยเขียนไปเมื่อฉบับวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า "ลิเวอร์พูล นิว ลุค" ไม่เพียงแต่กลับมาเน้นนักเตะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ไปเน้นในเรื่องของ "ลุค" ที่เคยใช้จนดังคับประเทศ

นั่นคือการต่อบอลจังหวะเดียวอย่างรวดเร็ว บอลให้เท้าสู่เท้าอย่างแม่นยำ และเคลื่อนไหวหาที่ว่างตลอดเวลา

หรือที่เค้าเรียกกันติดปากว่า "พาส แอนด์ มูฟ"

เพียงแต่ว่าการต่อบอลของทีมนั้น มันยังไม่ค่อยไปข้างหน้าเท่าไหร่นัก นักเตะยังเล่นกันแบบ "เกรงใจ" และมีจุดบอดอยู่ที่แนวรับ ที่เปลี่ยนตัวแทบทุกนัด

น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ ตำแหน่งแบ็กขวา ที่ต้องตามดูกันว่า เคนนี่ ดัลกลิช จะกล้าใช้ จอห์น ฟลานาแกน อีกหรือไม่

ที่เหลือไม่น่าแปลกใจอะไร เราจะได้เห็น ลิเวอร์พูล ใช้ชุดที่มีนักเตะใหม่กันอื้อซ่า ทั้งที่บางคนบางตำแหน่ง ก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้ และหลายคนได้เล่นในตำแหน่งที่ยังไม่ใช่ตัวของตัวเอง

ด้วยความไม่ลงตัวของทั้งสองทีมนี้ บอกได้เต็มปากว่า เป็นเกมบิ๊กแมตช์ที่เจอกันเร็วไปหน่อย และไม่น่าที่จะชี้ชะตาอะไรได้แบบยกทีม ยกเว้นบางคนบางตำแหน่งเท่านั้นที่น่าจับตา

แรมซี่ย์ กับบทบาทแม่ทัพ, ฟาน เพอร์ซี่ กับตำแหน่งกัปตันทีม และกล้าบอกว่าซ้อมยิงวันละ 2,000 ครั้ง, แบ็กขวาของลิเวอร์พูล และการเปิดบอลโด่งให้ แอนดี้ คาร์โรลล์ โหม่งชงมากจนผิดธรรมชาตินิยม

รวมไปถึงการเล่นแบบ "เกรงใจกันเกินไป"

ยิ่งไปกว่านั้น จะเป็นการปะทะกันครั้งแรกนับตั้งแต่ด่ากันยับในเกมทดเวลาเจ็บนับ 10 นาที เมื่อปีกลายระหว่าง เวนเกอร์ กับ ดัลกลิช

มันน่าดูก็ตรงนี้แล!

เรื่องโดย "บี แหลมสิงห์"

ขอบคุณข้อมูลจากคอลัมน์ may i come in please

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!