สกู๊ป : "อูไน อเมรี่" ชื่อนี้การันตีคุณภาพ

สกู๊ป : "อูไน อเมรี่" ชื่อนี้การันตีคุณภาพ

“พักครึ่ง ผมบอกนักเตะว่า ให้เล่นเหมือนอยู่ในสนาม ซานเชซ ปิซฆวน พยายามทำประตูแรกให้ได้ ชัยชนะจะเป็นของเราแน่นอน” อูไน อเมรี่ กุนซือคนเก่ง ของเซบีญ่า ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หลังพาทีม พลิกสถานการณ์ พาทีม เอาชนะ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันเป็นทีมแรกในรายการนี้ และเป็นครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์ ของสโมสร

หนุ่มใหญ่ วัย 44 ปี แต่มีประสบการณ์ในการทำงานคุมทีมมาแล้วกว่า 12 ปี จากแคว้นบาสก์ นับเป็นอีกหนึ่งโค้ช ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จกับอาชีพการเล่นฟุตบอล แต่พระเจ้าดูเหมือนจะชอบใจและกำหนดให้เขาเกิดมาเพื่อเป็นโค้ชมากกว่า

ลูกชายของ ฆวน และหลานปู่ของอันโตนิโอ อเมรี่ เจ้าหนู อูไน ไม่ยอมลงเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ตามรอยเท้ารุ่นใหญ่ในชีวิตทั้งสองคน เขาชอบที่จะเล่นเกมรุกกับตำแหน่งปีกซ้ายมากกว่า เริ่มต้นอาชีพนักเตะด้วยการเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสร เรอัล โซเซียดัด แต่มีโอกาสลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่เพียง 5 เกมเท่านั้น ก่อนที่ต้องยอมผันตัวเองออกไปเลนให้กับทีมในระดับเซกุนด้า (ลีก ดิวิชั่น 2) เพื่อโอกาสที่จะได้ลงสนามมากขึ้น และไม่เคยมีโอกาสกลับมาเล่นใน ลา ลีกา อีกเลย จนกระทั่งแขวนสตั๊ด ด้วยอาการบาดเจ็บร้ายแรงที่เข่า ในวัยเพียง 32 ปี กับทีม ยอร์ก้า เดอร์ปอร์ติว่า

อย่างไรก็ตามพรหมลิขิตกำหนดให้ เจ้าหนุ่มอูไน ตอบรับข้อเสนอที่ท้าทายครั้งใหม่ เมื่อประธานสโมสรของทีม ยอร์ก้า ให้รับหน้าที่คุมทีม ซึ่งเขาก็เริ่มฉายแววตั้งแต่การทำงานโค้ชเพียงปีแรก ด้วยการพาทีม ยอร์ก้า จากทีมในลีกระดับดิวิชั่น 3 ขึ้นชั้นสู่เซกุนด้า ลีกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร และต่อด้วยการพาทีมจบด้วยอันดับที่ 5 ของลีก พลาดโอกาสขึ้นชึ้นสู่ ลา ลีกา อย่างน่าเสียดาย

ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมกับ ยอร์ก้า ทำให้ อัลเมเรีย สโมสรจากแคว้นอันดาลูเซีย หยิบยื่นโอกาสให้โค้ชหนุ่มไฟแรงอย่าง อูไน อเมรี่ ได้เข้ามาคุมทีม ซึ่งเจ้าตัวก็ยังคงไม่ทำให้ใครผิดหวัง พาอัลเมเรียขึ้นสู่ลา ลีกา ได้เพียงปีแรกของการทำงาน (อีกแล้ว) ในปี 2007 ก่อนจบอันดับที่ 8 ในลา ลีกา ในปีถัดมา

หลังจากนั้น เส้นทางการเป็นโค้ชของ อูไน อเมรี่ ดูกว้างใหญ่ และท้าทายมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา เริ่มจากการทำงานชิ้นใหญ่ครั้งแรกกับทีม “เจ้าค้างคาว” บาเลนเซีย ซึ่งตลอดระยะเวลาราว 4 ปี  พาทีมติดอันดับไปเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรป โดยเฉพาะสามปีสุดท้าย บาเลนเซียได้โควตาลงเล่น ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะทีมอันดับสามของลีก  ซึ่งแม้จะไม่มีแชมป์ติดมือแต่ทีมค้างคาว ในยุคของ อเมรี่ ได้เปิดโอกาสให้นักเตะดาวรุ่ง อย่าง ฆวน มาต้า, ดาบิด ซิลวา และฆอร์ดี้ อัลบ้าได้มีโอกาสสร้างชื่อ ทำรายได้มาใช้หนี้สินให้กับทีม และต่างกลายเป็นนักเตะดังระดับโลกในเวลาต่อมา

ขณะที่เส้นทางของอเมรี่ กับบาเลนเซีย ในสนาม กำลังไปได้สวย แต่กลายเป็นเรื่องนอกสนามที่ทำให้ อเมรี่ ต้องตัดสินใจอำลาจาก บาเลนเซีย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการคอรัปชั่น จนทีมต้องประสบปัญหาในเรื่องการเงิน นักเตะดาวรุ่งถูกบังคับขาย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องยังพอทำใจได้ แต่เรื่องที่ทำให้ตัดใจ คือการพยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงาน โบกมือลาจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

หลังอำลาจากบาเลนเซีย ด้วยความชอกช้ำ หรืออาจจะเป็นปีชงของอเมรี่ ก็ไม่ทราบได้ เจ้าตัวมีโอกาสทำงานต่างแดนกับทีม สปาร์ตัค มอสโคว์ ในลีกรัสเซีย แต่เพียง 6 เดือน ต้องถูกปลดออกมา เนื่องจากทำผลงานไม่น่าพอใจ แต่หลังจากตกงานได้ไม่ถึง 2 เดือน เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตของอเมรี่ อีกครั้ง เซบีญ่า ติดต่อเข้ามาเพื่อให้เข้าไปทำหน้าที่แทน มิเชล กุนซือคนเก่า ในเดือนมกราคม ปี 2013 ตำนานของ เซบีญ่า ในยุคของ อูไน อเมรี่ จึงเริ่มต้น จากจุดนั้น

อเมรี่ เริ่มสร้างทีมใหม่ ทีมของเขาเอง ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้โค้ชหนุ่มไฟแรงอย่างเขาต้องแปลกใจแต่อย่างใด เพราะถ้าย้อนดูเส้นทางการทำงานที่ทำมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า การสร้างทีมเซบีญ่า ยุคใหม่ เป็นเรื่องธรรมดา และตรงกับปรัชญาการทำงานของเขามากที่สุด อเมรี่ชอบที่จะสร้างรากฐานของทีมที่มั่นคงด้วยตัวเองมากกว่าต่อยอดความสำเร็จจากคนอื่น

อเมรี่ มีบุคลิกที่ตื่นตัวตลอดเวลา สารพัดแอ็คชั่น เมื่อลุ้นลูกทีมอยู่ข้างสนาม กลายเป็นภาพที่เอาชนะใจชาว “เซบีญาลิสต้า” ได้ไม่อยากนัก ทีมเซบีญ่ากลายเป็นทีมที่เล่นอย่างมีสไตล์ของตัวเอง เป็นทีมที่มีความสมดุล ไม่มีสตาร์ในทีม นักเตะทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง ช่วยกันตั้งเกมรับ ตั้งแต่ในแดนคู่ต่อสู้ กดดันคู่แข่งต่อเนื่อง กองกลางแย่งบอลเก่ง ครองบอลดี ผ่านบอลแม่นยำ มีกองหน้าที่ใช้โอกาสไม่เปลือง เป็นสูตรสำเร็จที่จะอยู่ทีมแชมป์ ยูโรป้า ลีก 3 สมัยซ้อนไปอีกนาน

แต่ทุกคนย่อมมองเป้าหมายที่สูงขึ้น กับ อเมรี่ ก็เช่นกัน การมีโอกาสไปคุมทีมที่ใหญ่กว่าเซบีญ่า ในตอนนี้ อาจไม่ใช่เรื่องที่เจ้าตัวต้องกังวล อยู่ที่ข้อเสนอที่จะเข้ามาในอนาคตมากกว่า แต่การพาทีมประสบความสำเร็จเทียบชั้นกับทีมเกรดเอ ทีมอื่นๆทั้งในสเปน และยุโรป น่าจะเป็นโจทย์ที่เขาทดเอาไว้ในใจอยู่แล้ว

ความพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลน่า ในรอบชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอกย้ำให้ อเมรี่ รู้ว่า ยังมีงานต้องทำอีกมาก และด้วยความที่ตนเอง ไม่ใช่อดีตนักเตะชื่อดัง เป็นเพียงโนบอดี้ ในวงการฟุตบอล การมุ่งมั่นพาทีมเซบีญ่า ลุ้นแชมป์ ลา ลีกา อย่างจริงจัง และการเข้ารอบลึกในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้า จึงเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อพิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนเห็นว่า “ผมก็ของจริงนะครับ” และเราจะติดตามคุณต่อไป.. อูไน อเมรี่