สกู๊ป : จาก "ซูริค" ถึง "ไทยแลนด์" (โดย นุสรณ์ ศิลปพันธ์)

สกู๊ป : จาก "ซูริค" ถึง "ไทยแลนด์" (โดย นุสรณ์ ศิลปพันธ์)

ในรอบเดือนที่ผ่านมา เรื่องราวในวงการฟุตบอลระดับโลก ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ไม่พ้นการเลือกตั้งประธานของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ “ฟีฟ่า” ซึ่งในที่สุด องค์กรหมายเลข 1 ของวงการฟุตบอล ซึ่งได้นายใหญ่คนใหม่ คือ จานนี่ อินฟานติโน่ หนุ่มใหญ่ไร้เส้นผม วัย 45 ปี ที่ถือสองสัญชาติ ทั้ง อิตาเลี่ยน และสวิส แถมพูดได้ทั้ง อังกฤษ อิตาเลี่ยน เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน และภาษาอารบิค

อินฟานติโน่ ไม่ใช่คนแปลกหน้า ในแวดวงของผู้บริหารระดับสูงของกีฬาฟุตบอลแต่อย่างใด เริ่มทำงานกับ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า มาตั้งแต่ปี 2000 ก่อนที่จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งเลขาธิการของยูฟ่า ในอีก 9 ปีให้หลัง

ผลงานสำคัญของเขา กับยูฟ่า นอกจาก พิธีกรเจ้าประจำในการจับสลากประกบคู่ฟุตบอลรายการสำคัญของยุโรปแล้ว อินฟานติโน่ ยังมีบทบาทสำคัญในนโยบาย กฎควบคุมด้านการเงิน ที่ใช้กับสโมสรฟุตบอลในยุโรป, การสนับสนุนด้านการเงินที่มากขึ้นให้กับชาติเล็กๆ, การเพิ่มทีมในฟุตบอลยูโรเป็น 24 ทีม

รวมถึงร่วมคิดคอนเซ็ปท์ของฟุตบอลรายการ “ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก” และการจัด ยูโร 2020 โดยมี 13 ประเทศร่วมกันเป็นเจ้าภาพ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ยูฟ่า พร้อมจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างเขา ให้มีโอกาสได้ทำงานในระดับที่สูงขึ้น

อินฟานติโน่ เป็นความหวังใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง แก้ไขความอื้อฉาวจากการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสในอดีต

หลังจากได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนของยูฟ่า ลงชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่า เจ้าตัวรีบประกาศนโยบายเพิ่มทีมในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็น 40 ทีม ทันที เรียกคะแนนเสียงจากมวลสมาชิกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

หลังชนะการเลือกตั้ง อินฟานติโน่ ผู้คลั่งไคล้ในฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา และแฟนบอลของทีม อินเตอร์ มิลาน ยอมรับในวันแรกที่เข้าทำงานในตำแหน่งใหม่ ไม่รู้เลยว่าจะได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ในฐานะประธาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะตนเองต้องการให้น้ำหนักเรื่องของงานมากกว่า โดยจะเริ่มจากกระบวนการคัดสรร เจ้าภาพฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ในปี 2026 ที่จะต้องเป็นรูปเป็นร่างให้เร็วที่สุด หลังจากล่าช้ามาจากปีที่ผ่านมา ด้วยปัญหาเรื่องทุจริตในฟีฟ่า

พร้อมประกาศ ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ในปี 2018 และ 2022 ที่จัดขึ้นในรัสเซีย และกาต้าร์ จะต้องเป็นฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการจัดการแข่งขันกันมา เส้นทางอย่างอีกยาวไกลนะท่านประธาน ขอให้ทำงานให้สำเร็จตามที่แฟนบอลทั่วโลกหวังไว้ก็แล้วกัน

อ่า.. เมื่อเขียนถึงบอลนอกแล้ว จะไม่พูดถึงบอลไทยเลยก็เกินไปนะ เอาซะหน่อย

ฟุตบอลลีกสูงสุดของเมืองไทย อย่าง โตโยต้า ไทย ลีก 2016 และ ลีกรอง ยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 (ปีนี้ ทั้ง 2 ลีก เปลี่ยนชื่อมาเรียกแบบนี้นะครับเข้าใจตรงกันนะ แฮ่ม!!) ภายใต้การนำของผู้บริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยชุดใหม่ เริ่มเปิดซีซั่นกันแล้วนะครับทุกท่าน ตอนที่เคาะแป้นพิมพ์อยู่นี่ ก็เพิ่งจบเกมที่สามกันไปหมาดๆ

ในฐานะผู้บรรยายฟุตบอลไทยคนหนึ่ง ยอมรับว่า เปิดซีซั่นเมื่อไหร่ อย่างแรกที่ต้องทำคือ อัพเดทชื่อนักเตะทั้งไทยเทศและโค้ชของแต่ละทีม เพราะปีนี้เกือบทุกทีมยังคงย้ายตัวกันแทบยกทีมเหมือนทุกปี จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของลีกบ้านเราไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ความสนุก ความมันส์ ยังคงเดิม และที่สุดของที่สุดคือ ทีมแชมป์ปีนี้ จะได้รับถ้วยพระราชทาน ซึ่งเป็นถ้วย ก. เดิม และเงินอีก 10 ล้านบาท เป็นรางวัลแห่งชัยชนะไปครองอีกด้วย

เอาล่ะ เรื่องราวผลการแข่งขันในสนามที่เกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้น ก็ว่ากันไปตามที่เห็นละครับ ท่านผู้ชม รักทีมไหนก็เชียร์ทีมนั้น ว่ากันไปยาวๆ ฤดูกาลยังอีกยาวไกล แต่น่าชื่นใจครับ ที่แม้บอลลีกอาชีพบ้านเรา เพิ่งเริ่มอย่างจริงจังกันได้ไม่นาน แต่ เรทติ้ง ความนิยม บอลไทยตอนนี้ ตามหลังพรีเมียร์ลีก แค่ลีกเดียวเท่านั้น นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ยุคนี้ เป็นยุคทองของฟุตบอลอาชีพอย่างแท้จริง

พี่ๆน้องๆหลายคน กระซิบถามถึงความเห็นว่า คาดหวังอะไรกับฟุตบอลไทยลีกในปีนี้ จริงๆก็ไม่ใช่คนชอบคาดหวังอะไรมาก กลัวผิดหวัง ขอแค่ กฎต้องเป็นกฎ  ข้อห้ามข้อบังคับ กติกาอะไรก็ตามที่ตั้งเอาไว้ อยากให้ผู้บังคับใช้ปฏิบัติกันตามนั้นเลย แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวผมเชื่อว่า แก้ปัญหาที่มีอยู่ได้หลายอย่างแล้วนะ อยากให้กำลังใจคนทำงานตรงจุดนี้ครับ

ส่วนสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด คือเรื่องของการวางรากฐานและคุณภาพของลีกที่แข็งแกร่ง เข้าใจว่าทุกคนชอบเรื่องสีสัน ผมเองก็ชอบนะ แต่เรื่องของการสร้างรากฐานที่ยั่งยืน สำคัญมากกว่าครับ อาจใช้เวลา และทุนสร้างมากขึ้นอีกนิด หลายคนน่าจะเข้าใจดี เมื่อลีกแข็งแกร่งขึ้น ทีมชาติก็แข็งแกร่งขึ้นครับ

เขียนไปเขียนมา หมดพื้นที่พอดี กำลังขึ้นเลย … วันนี้ตั้งใจเขียนเรื่องประธานฟีฟ่า นะเนี่ย มาจบเรื่องบอลไทยซะงั้น อย่างว่าครับ เรื่องฟีฟ่า ก็ว่ากันไป

เขียนนานหน่อย เรื่องลีกไทย แป๊บเดียว เพราะ “อินเนอร์” ล้วนๆ พูดเลย

สวัสดี แล้วพบกันใหม่ครับ