"แชมป์กลุ่ม" ที่ได้มาพร้อมกับ "ความยุ่งเหยิงในหัวใจแฟนบอลไทย" (โดย น้องเพชร)

"แชมป์กลุ่ม" ที่ได้มาพร้อมกับ "ความยุ่งเหยิงในหัวใจแฟนบอลไทย" (โดย น้องเพชร)

สับสนในห้วงความรู้สึกของตัวเองไม่น้อยครับ กับวินาทีที่ "อับดุลราห์มาน อัล ยัสซิม" เป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน ณ พาส สเตเดี้ยม กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก เมื่อคืนที่ผ่านมา

ย้อนไปนาทีที่ 86 ของเกม ยัง "ดีใจ" บ้านแทบแตก กับลูกชาร์จขึ้นนำ 2-1 ของ "อดิศักดิ์ ไกรษร" วาดฝันถึงแต้มที่ 16 จาก 18 แต้มเต็ม จบรอบนี้ด้วยตำแหน่ง "แชมป์กลุ่ม" แบบหล่อๆ ชนิด "พี่ติ๊ก-เจษฎาภรณ์" ในเจ้าบ้านเจ้าเรือนยังต้องชิดซ้าย

แต่ก็ต้องมา "เจ็บใจ" สุดๆ ในอีกเกือบ 10 นาทีต่อมา กับลูกยิงตีเสมอของ "อาลี อั๊ดนาน" ปีกตัวเก่งของอิรัก ในอารมณ์ที่ว่า "กรรมการแกจะทดอะไรนักหนา มันเกินแล้วเฟ้ย!!"

ครับ ก่อนหน้าเกมนี้จะเริ่มขึ้น แฟนบอลไทยหลายท่านน่าจะพอทราบแล้วว่า เราผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายแน่นอน ไม่ว่านัดนี้ผลจะจบลงอย่างไร เราจะเป็นแชมป์กลุ่มหรือไม่ก็เป็น 1 ใน 4 รองแชมป์กลุ่มที่ดีที่สุดแน่ๆ

แต่การเล่นเพื่อ "ผลเสมอ" ไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลไทยหวัง และผมเชื่อว่านักเตะกับสต๊าฟฟ์โค้ชก็คงไม่ต้องการเช่นกัน มาถึงขั้นนี้แล้วต้องแสดงให้เอเชียเห็น ว่าการเป็นจ่าฝูงของเราไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค

แม้จะเริ่มเกมแบบน่าอึดอัดไปบ้าง แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามแท็กติกและสถานการณ์ของทั้งคู่ อิรัก "จนตรอก" อย่างสิ้นเชิงครับ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชนะเราให้ได้ ซึ่งนั่นรวมไปถึงเกมสุดท้ายกับเวียดนามด้วยเช่นกัน

พวกเขาต้องเปิดตำราบุก เพรสซิ่งเร็วทุกจังหวะเพื่อแย่งบอลมาครอง จะเป็น "แชมป์กลุ่ม" หรือจะ "ตกรอบ" อยู่ที่เกมนี้ ความกดดันอยู่ที่ฝั่งอิรักมากกว่าไทยอย่างมหาศาล

ถึงแม้ อิรัก จะแสดงให้เห็นตั้งแต่เริ่มเกมว่าเหนือกว่า ทั้งในด้านทักษะ, รูปร่าง แต่อย่างที่บอก.. ไอ้ความ "กดดัน" นี่แหละครับ ทำให้จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบขาดพอที่จะฆ่าเราได้ ซึ่งนั่นรวมไปถึงสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมอย่าง "โชค" ด้วย

ช่วง 15 นาทีแรก "ขุนพลช้างศึก" กระท่อนกระแท่นหลายครั้ง โดยเฉพาะในแนวรับ มีลูกโฉ่งฉ่างหลายจังหวะ ว่าตามตรงก็ต้องบอกว่าเดชะบุญที่ไม่โดนก่อน

เมื่อยังไม่ถูกขึ้นนำ บวกกับเริ่มปรับตัวเข้ากับสปีดเกมได้ เห็นได้ชัดว่าทีมชาติไทยเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มีสวนกลับให้แฟนบอลได้ลุ้น ตรงกลางเก็บบอลได้บ้าง ทำลายจังหวะอิรักได้บ่อยครั้งมากขึ้น เกมรับก็เริ่มเป็นระเบียบ พออิรักเจาะตรงกลางไม่ได้ ก็แปะออกซ้ายที-ขวาทีเพื่อครอส ซึ่งนั่นก็ยังไม่เข้าโฟกัส

และกลายเป็น "มงคล ทศไกร" ปีกขวาว่าที่คุณพ่อคนใหม่ที่ยิงอิรักได้อีกแล้ว หลังโชว์สกิล "จ่าเย็นเหิรฟ้า" เทกตัวได้สูงเหลือเชื่อ โขกลูกเตะมุมเข้าไปอย่างสวยงาม เล่นเอาแฟนบอลอิรักที่ข้ามพรมแดนมาเชียร์ ช็อกตาตั้งกันเป็นแถว ในนาทีที่ 39

ถูกต้องเลยครับ ตามศาสตร์ลูกหนัง ทีมที่รูปเกมเป็นรอง ลูกเซ็ตพีซนี่แหละที่ต้องฉวยโอกาสไว้ให้ได้!

ด้านอิรักพอโดนก่อน สถานการณ์หลังพิงฝาหนักเข้าไปอีก ทำให้ครึ่งหลังยิ่งต้องบุกเต็มกำลังสูบ 200% และเป็น "มาห์ดี้ คามิล" ตัวสำรองที่จิ้มจ่อๆให้ทีมตีเสมอได้สำเร็จในนาที 66 วินาทีนั้น โมเมนตั้มกลับมาเป็นของทีมอาหรับอีกครั้ง

แต่ทีมที่ได้ประตูขึ้นนำ 2-1 ดันไม่ใช่พวกเขา..

นาที 86 เป็น "AK9" ตัวสำรองของเราเอาคืนบ้าง ในกรอบเขตโทษนี่จมูกไวเหลือเกิน เบียดกองหลังเข้ามาชาร์จลูกเปิดฟรีคิกของ "กัปตันอุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน" เข้าไป.. นั่นไงครับ เสียงเฮไล่มาเลย ตั้งแต่ปากซอย ยันบ้านผมที่อยู่สุดซอยเนี่ย!

แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน สุดท้ายแล้วเกมจบลงที่สกอร์ 2-2 จากการยิงของ อั๊ดนาน ดีกรีกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี จากอูดิเนเซ่ ที่อาศัยความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ ป่วนแนวรับเราซะยุ่ย ก่อนซัดเข้าไปอย่างเฉียบคม และตามมาด้วยเสียงนกหวีดหมดเวลาจากผู้ตัดสินในไม่กี่อึดใจต่อมา

ซึ่งมันมาในช่วงเวลาที่น่า "เจ็บใจ" อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น เพราะจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า ทีมงานผู้ตัดสินชาวกาต้าร์จะทดเวลาบาดเจ็บอะไรเยอะแยะขนาดนั้น?!

ว่าตามตรง 5 นาทีนี่มันก็มากโขไปแล้วครับ เกมครึ่งหลังไม่มีจังหวะหยุดนานขนาดนั้นซะหน่อย!

จะมาอ้างนู่นอ้างนี่ตอนนี้ก็คงไม่มีผลอะไร ยังไงก็กลับไปแก้ไขสกอร์ไม่ได้ คิดในแง่ดี ถึงจะไม่ชนะ เรายังทำได้ตามเป้าหมายนั่นคือแชมป์กลุ่ม พร้อมกับถีบอิรัก ทีมวางโถ 1 ของกลุ่ม ไปดิ้นรนในการเข้ารอบต่อในนัดสุดท้าย

อีกครั้งแล้วนะครับ ที่ทีมชาติไทยทำให้คนทั้งประเทศมีความสุข ก็เหมือนเช่นเคย ในฐานะแฟนบอล ในฐานะเพื่อนร่วมชาติคนนึง นอกจากกำลังใจที่มอบให้แล้ว คงไม่มีอะไรนอกจากคำ "ขอบคุณ" กับความสำเร็จครั้งนี้

มองไปถึงวันที่ 12 เมษายน เป็นอีกวันที่เราต้องมาลุ้นกันอีกครั้ง กับการจับสลากแบ่งสายรอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่า "หนัก" กว่าการที่เราต้องเจอ อิรัก, เวียดนาม, ไต้หวัน ในรอบนี้เป็นสิบเท่า เพราะ อิหร่าน, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, สองเกาหลี ฯลฯ ยืนจังก้ารออยู่

ไม่ว่ารอบต่อไปจะจบลงเช่นไร? เราจะสู้พวกยักษ์ใหญ่ของทวีปได้หรือไม่? ผมเชื่อว่าแฟนบอลไทยน่าจะมีคำตอบให้ตัวเอง และส่วนใหญ่น่าจะ "เตรียมใจ" ล่วงหน้าไว้แล้ว

เราผ่านทั้งความ "ดีใจ" และ "เจ็บใจ" ด้วยกันมา ถึงตอนนี้ต้องอยู่กับ "ความเป็นจริง" ต้องมารอรับความผิดหวัง "เสียใจ" กันไว้ก่อนอีก

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเลยครับ ถ้าเทียบกับสิ่งที่ "ช้างศึก" ชุดนี้ ทำมาตลอดช่วง 3-4 ปี เพราะพวกคุณทำให้เรากลับมามีความหวัง ทำให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ทำให้มีศรัทธาใน "ทีมชาติไทย" อีกครั้ง

ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่า แฟนบอลไทยทั้งประเทศ "ภาคภูมิใจ" มากกว่า ที่ได้ผ่านทุกความรู้สึกร้าย-ดีทั้งหมดนั้นมาด้วยกัน

เรื่องโดย "น้องเพชร"