สยามสปอร์ต แถลงกรณีถูกยกเลิกสัญญาสิทธิประโยชน์ ส.กีฬาฟุตบอล

สยามสปอร์ต แถลงกรณีถูกยกเลิกสัญญาสิทธิประโยชน์ ส.กีฬาฟุตบอล
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

อดิศัย วารินทร์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), ดร.สรายุทธ มหวลีรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และ โอฬาร เชื้อบาง รองกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายกองบรรณาธิการ บริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวผลกระทบต่อการยกเลิกสัญญาสิทธิประโยชน์ของสมาคมกีฬาฟุตบอล ที่สตูดิโอ 1 บมจ.สยามสปอร์ต

ตามที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือยกเลิกสัญญามอบให้ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จํากัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคม โดยระบุว่า ที่ประชุมสภากรรมการมีมติไม่ประสงค์ให้บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการถ่ายทอดสดการบันทึกการแข่งขันและภาพไฮไลต์การแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก, ฟุตบอลดิวิชั่น 1, ลีกภูมิภาค, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ รวมทั้งการแข่งขันภายในสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประจำปี 2556 - 2560 ในฐานะตัวแทนสมาคมฯ อีกต่อไป

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ สตูดิโอ 1 ภายในบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต จำกัด (มหาชน) นายอดิศัย วารินทร์ศิริกุล ประธานกรรมการบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต จำกัด (มหาชน) , ดร.สรายุทธ มหวลีรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต จำกัด (มหาชน) และ โอฬาร เชื้อบาง ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ บริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด(มหาชน) ร่วมแถลงข่าวผลกระทบต่อการบอกเลิกสัญญา สิทธิประธยชน์ของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ

โดย นายอดิศัย วารินทร์ศิริกุล ประธานกรรมการบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคต จำกัด (มหาชน) เผยว่า การบอกเลิกสัญญาครั้งนี้ของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ครั้งนี้ สมาคมเป็นผู้ผิดสัญญาไม่ใช่สยามสปอร์ต แต่เราได้รับผลกระทบ 2 ด้าน คือ 1. ภาพลักษณ์ ที่คนมองว่าเราไปทำอะไรกับวงการฟุตบอลจนเกิดความเสียหาย และ 2. ทรัพย์สินบริษัท อุปกรณ์การถ่ายทอดสด รวมถึงทรัพยากรบุคคล ที่ได้รับผลกระทบจากการบอกเลิกครั้งนี้ ทั้งๆที่เราทำงานด้วยความบริสุทธิ์แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

"เมื่อถึงเวลาผมยืนยันว่าจะมีการเปิดเผยเรื่องสิทธิประโยชน์แน่นอน ที่สำคัญเรายอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ แต่เราอยากให้ทราบว่าบริษัทติดลบมาโดยตลอด ทว่าถูกมองกลับว่าเอาเปรียบสโมสร เพราะช่วงที่ทำสัญญาดูแลสิทธิประโยชน์ เราได้หาเม็ดเงินมาให้กับสโมสรสมาชิกทั้งในไทยลีก, ดิวิชั่น 1, ลีกภูมิภาค ซึ่งการพูดครั้งนี้ไม่ได้ออกมาทวงบุญคุณแต่อย่างใด ทว่าอยากให้ทุกคนได้รับทราบ"

 "จากนี้ไปสยามสปอร์ตจะขอเจรจากับสมาคมฯ โดยเบื้องต้นจะไม่มีการฟ้องร้อง เพราะเราไม่ต้องการทะเลาะหรือสร้างความขัดแย้งให้เกิดวงการกีฬา แต่ถ้าสุดทางจริงๆเราได้ให้ฝ่ายกฏหมายดูเรื่องนี้อยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป"

 ด้าน ดร.สรายุทธ มหวลีรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มติที่ออกมาจากสมาคม ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อการลงทุนที่ได้เซ็นเอาไว้ในการดูแลสิทธิประโยชน์กับสมาคมตั้งแต่ปี 56-60 นอกจากนี้ยังกระทบต่อบรรดาสปอนเซอร์ที่ได้เซ็นไว้ ทั้ง โตโยต้า, ยามาฮ่า, เอไอเอส, ช้าง และ โค้ก

"ที่ผ่านมาเราได้รับค่าลิขสิทธิ์ 300 ล้านบาทที่ได้มอบให้กับสโมสรสมาชิกอย่างทั่วกัน จนมาเป็น 600 ล้านในปี 57-59 ที่เราได้มอบค่าลิขสิทธิ์ให้กับทีมไทยลีก 18 ทีม ทีมละ 20 ล้านบาท, ดิวิชั่น 1 จำนวน 18 ทีม ทีมละ 3 ล้านบาท และทีม ด.2 จำนวน 83 ทีม ทีมละ 1 ล้านบาท รวมแล้ว 500 กว่าล้านบาท อีกทั้งเราได้ดูแลเรื่องการถ่ายทอดสดไทยลีก 306 แมตช์, ดิวิชั่น 1, ดิวิชั่น 2 และฟุตบอลถ้วยต่างๆ

 "การถ่ายทอดไทยลีกนั้น ถ้าถ่ายแบบธรรมดาใน กทม.ค่าใช้จ่ายต่อคู่อยู่ที่ 40,000 บาท ต่างจังหวัดต่อคู่ 50,000 บาท แต่ระบบเอชดีที่จะมี 4 คู่ต่อสัปดาห์ ต้องเพิ่มไปถึง 65,000 บาท ต่อคู่ ที่เราต้องจ่ายค่าเช่าสัญญาณให้กับทีโอที และการใช้รถโอบีแต่ละนัดไม่ต่ำกว่าแสนบาทเลยทีเดียว"

พร้อมกันนี้ ดร.สรายุทธ ยังได้ตั้งข้อสังเกตุเรื่องสัญญาของสยามสปอร์ตที่เซ็นไว้กับสมาคมฯ แต่หลุดออกมาบนโลกโซเชียลว่า ตอนที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้เรียกสัญญาของเราดูนั้น เราได้ส่งสัญญาที่มีต่อลูกค้าให้ ซึ่งจำนวนเงินตรงตามที่สปอนเซอร์ได้ไปยื่นข้อมูลให้ดูก่อนหน้านี้กับสมาคม

จากนั้นสมาคมกีฬาฟุตบอลได้ขอดูสัญญาสิทธิประโยชน์ ซึ่งเราได้ถ่ายสำเนาแล้วผมเป็นคนถ่ายรูปแล้วส่งโปรแกรมไลน์ไปให้ 2 คนเท่านั้น คือ พล.ต.ท.พิสัณฑ์ จุลดิลก เลขาธิการ และ คุณชนินทร์ แก่นหิรัญ ฝ่ายกฏหมาย ในวันที่ 4 มี.ค. เพื่อให้สมาคมนำไปใช้ประชุมในวันที่ 7 มี.ค. แต่ในส่วนที่แพร่ไปในเว็บนั้น เรายืนยันว่าไม่ได้มากจากเรา เพราะเราเองไม่เคยนำมาเปิดเผยในที่ประชุมของบริษัทอยู่แล้ว

และจากการอ่านในเว็บดังกล่าวเรื่องสัญญา ใช้ตัวอักษรที่ไม่ใช่การเล่า รวมทั้งเป็นการผิดสัญญากับเราโดยสิ้นเชิงที่ให้ไว้กับเรา เนื่องจากไม่ควรออกมาเช่นนี้ หากเราจะเปิดเผยจริง สยามสปอร์ต ก็มีเว็บไซต์อยู่แล้วฉะนั้นจะนำมาเผยในนั้นไม่ดีกว่าหรือ และเมื่อหลุดออกมาเช่นนี้ควรจะต้องดำเนินคดี เนื่องจากสร้างความไม่เป็นธรรมกับเรา"