วิทยาศาสตร์มีคำตอบ : "เตะ" VS "ต่อย" อะไรรุนแรงกว่า? ผลลัพธ์อาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิด

เตะกับต่อย อะไรรุนแรงกว่า? เป็นคำถามที่แฟนกีฬาการต่อสู้ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะในมวยไทย มวยสากล หรือศิลปะป้องกันตัวแขนงต่างๆ
หลายคนอาจตัดสินจากภาพในสนาม แต่ในความเป็นจริง คำตอบของคำถามนี้มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน และผลลัพธ์อาจไม่ตรงกับที่หลายคนคิด

พลังจากกล้ามเนื้อ ขาได้เปรียบอย่างชัดเจน
ตามหลักชีวกลศาสตร์ กล้ามเนื้อขา เช่น สะโพก ต้นขา และน่อง เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงที่สุดในร่างกายมนุษย์ การเตะจึงสามารถสร้างแรงได้มากกว่าการต่อยอย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยด้านฟิสิกส์การเคลื่อนไหวระบุว่า แรงจากการเตะสามารถสูงกว่าการต่อยประมาณ 2–3 เท่า โดยเฉพาะการเตะเต็มแรงเข้าสู่ลำตัวหรือศีรษะ

หมัดได้เปรียบด้านความเร็วและความแม่นยำ
แม้พลังของการเตะจะเหนือกว่า แต่การต่อยมีข้อดีในเรื่องความเร็วและการควบคุมทิศทาง หมัดสามารถออกได้รวดเร็ว ใช้ระยะสั้น และเข้าจุดเปราะบางได้ง่ายกว่า เช่น คาง ขมับ หรือจมูก ซึ่งเป็นจุดที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง
นักวิทยาศาสตร์ด้านการกีฬาอธิบายว่า หมัดที่ออกได้เร็วและแม่นยำสามารถสร้างแรงกระแทกสะสม ทำให้สมองเกิดอาการสั่นสะเทือน และนำไปสู่อาการน็อกเอาต์ได้ แม้แรงโดยรวมจะน้อยกว่าการเตะก็ตาม

ตำแหน่งที่โดน คือปัจจัยตัดสินความรุนแรง
ความรุนแรงของการโจมตีไม่ได้วัดจากแรงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ปะทะ
หากการเตะเข้าลำตัวหรือศีรษะอย่างจัง ย่อมสร้างความเสียหายรุนแรงมากกว่าหมัดทั่วไป
ขณะที่หมัดที่เข้าจุดสำคัญอย่างคางหรือขมับ ก็สามารถทำให้คู่ต่อสู้หมดสติได้ในทันทีเช่นกัน

มุมมองทางการแพทย์ เตะเสี่ยงบาดเจ็บหนักกว่า
แพทย์ด้านเวชศาสตร์การกีฬาระบุว่า อาการบาดเจ็บจากการเตะมักรุนแรงกว่า เช่น ซี่โครงร้าว อวัยวะภายในกระทบกระเทือน หรือสมองได้รับแรงสั่นสะเทือน
ส่วนการต่อย แม้จะทำให้เกิดอาการน็อกได้บ่อย แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างร่างกายมักน้อยกว่า

สรุป เตะกับต่อย รุนแรงคนละแบบ
เตะกับต่อย อะไรรุนแรงกว่า? หากมองตามหลักวิทยาศาสตร์ การเตะมีพลังมากกว่าและสร้างความเสียหายทางกายภาพสูงกว่า แต่การต่อยก็อันตรายไม่แพ้กันในแง่ของความเร็ว ความแม่นยำ และผลกระทบต่อสมอง
ท้ายที่สุด ความรุนแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นการเตะหรือการต่อยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเทคนิค ความเร็ว น้ำหนักตัว และตำแหน่งที่ปะทะ ซึ่งทั้งหมดนี้คือคำตอบที่วิทยาศาสตร์ให้ไว้ตรงกัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



