ท็อปโฟร์ริบหรี่ของ"หงส์แดง" ที่เดอะ บริดจ์

ท็อปโฟร์ริบหรี่ของ"หงส์แดง" ที่เดอะ บริดจ์
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

งานนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า..ก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้นถือว่าเป็นบิ๊กแมตช์ของสัปดาห์นี้เลยทีเดียว ของการกลับมาพบกันอีกครั้งระหว่าง "สิงห์บลูส์" และ "หงส์แดง"

ก่อนอื่นเราลองไปดูสถิติที่น่าสนใจของการพบกันของทั้งคู่ก่อนเกมนี้กันหน่อย
 
- เชลซีไม่เคยแพ้ลิเวอร์พูล 7 นัดล่าสุดทั้งในลีกและบอลถ้วย (ชนะ 4 เสมอ 3)

- โชเซ่ มูรินโญ่ เอาชนะได้ 8 ครั้ง และแพ้เพียงนัดเดียวเท่านั้นจาก 10 นัดที่คุมทีมพบกับ ลิเวอร์พูล ในลีก

- และ ลิเวอร์พูล ก็ไม่เคยชนะเลยในการพบกันกับเชลซี 7 ครั้งล่าสุด ชัยชนะครั้งล่าสุดย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2012

- ตั้งแต่ โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุม เชลซี รอบสอง ลิเวอร์พูล ไม่เคยทำประตูได้มากกว่า 2 ลูกจนถึงปัจจุบัน

- ผลงานการพบกันที่บ้านเชลซี เชลซี ชนะ 44 ครั้ง ลิเวอร์พูลชนะ 21 ครั้ง เสมอกัน 19 ครั้ง ส่วนประตูที่เชลซียิงได้ 144 ลูก ขณะที่ลิเวอร์พูลยิงเชลซีได้ 88 ลูก ...เห็นมั้ยครับว่าสถิติมันเหนือกว่าขนาดไหน?



และเกมนี้มันคงต่างกันที่ผลสรุปมากกว่า ถึงแม้ทั้งคู่จะสู้กันอย่างสุดเด็ด เผ็ด มันส์ ก็ตาม ซึ่งแน่นอนเจ้าบ้านเชลซี "ว่าที่แชมป์ปีนี้" คงเล่นแบบไร้ความกดดันใดๆ แต่จะเล่นเพื่อศักดิ์ศรีมากกว่า เสมอก็ได้ ชนะก็ดี แต่แพ้ในบ้านมันก็คงจะไม่ใช่

หลังจากที่เชลซี ได้รับผลการแข่งขันที่ต้องการกับ คริสตัล พาเลซ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ปล่อยให้บรรดาลูกทีมออกไปพักผ่อนสังสรรค์กันตามใจเป็นเวลา 4 วันเต็ม ก่อนจะกลับมารายงานตัว 2 วันก่อนจะรับมือ ลิเวอร์พูล

กระแสส่วนใหญ่มองว่า "เฮียมู" อาจเตรียมทีมไม่ทันเพราะนักเตะฟิตร่างกายได้ไม่เต็มที่ และอาจเป็นข่าวดีของลิเวอร์พูลในการคว้าชัยก็เป็นได้

ส่วนทีมเยือน "หงส์แดง" แน่นอนเพื่อที่จะต่อความหวังติด 1 ใน 4 ทีมชิงโค้วต้าไปเล่นถ้วยหูใหญ่ยุโรป ไม่มีทางเลือกใดๆ มีทางเดียวคือ "ต้องบุกชนะเชลซีเท่านั้น" แต่ถ้าหาก เสมอ หรือ แพ้ บอกได้คำเดียวว่า "จบบบบบ"!!



และมันก็คงจบจริงๆ หรือเปล่า? หลังลูกทีมร็อดเจอร์ ทำได้แค่เพียงบุกเจ๊า "สิงห์บลูส์" เพิ่มขึ้นมาหนึ่งแต้ม เป็น 62 คะแนน ตามหลังอันดับ 4 อย่าง แมนฯ ยูฯ ถึง 6 คะแนน โดยเหลือเกมอีกทีมละ 2 นัด

ทั้งที่รูปเกมครึ่งแรก เล่นกันได้อย่างสูสี ผลัดกันรุกและรับอย่างสนุกมีจังหวะลุ้นทำประตูหลายครั้ง ถึงแม้ลิเวอร์พูลจะเสียท่าถูกนำ 1-0 ในนาทีที่ 5 อย่างรวดเร็วก็ตาม ลูกทีมของร็อดเจอร์ก็ยังพยายามกลับมาตั้งเกมโหมเข้าใส่ตลอดจนมาประสบความสำเร็จในช่วงท้ายครึ่งแรก จากลูกโขกของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด นักเตะทรงคุณค่าของ "หงส์แดง" นั้นเอง

ส่วนครึ่งหลังคิดว่าพลพรรคของตาหวาน คงต้องบุกเข้าใส่ทันที เพราะมันคือโอกาสสุดท้ายในการต่อลมหายใจ สาวก "เดอะค็อป" ให้ลุ้นกันต่อยาวๆ ซึ่งรูปเกมก็ดูดีกว่าอย่างชัดเจน แต่มาเสียตรงที่จังหวะจบสกอร์เนี่ยแหละ..ที่มันคือปัญหาระดับชาติที่เรื้อรังมากนาน



"เพราะว่าผลเสมอบวกเพิ่มหนึ่งแต้มของลิเวอร์พูล มันไม่เพียงพอกับการเข้ายึดพื้นที่ 1 ใน 4 เพื่อลุยถ้วยยุโรป"

ถ้าจะให้บอกในทางทฤษฎียังยาก ส่วนทางปฏิบัติไม่ตรงพูดถึง..เนี่ยโคตรยาก..นอกจากว่าจะเกิดอาเพศกับ "ปีศาจแดง" ใน 2 นัดสุดท้ายด้วยการแพ้และถูกยิงรวมกันถึง 14 ลูก และ "หงส์แดง" ชนะทั้ง 2 นัด    (ตื่นๆ อันนี้ผมคงฝันไปใช่ม่ะ!!)

โปรแกรม 2 นัดสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
อาร์เซน่อล (เหย้า)
ฮัลล์ ซิตี้ (เยือน)

โปรแกรม 2 นัดสุดท้าย ลิเวอร์พูล
คริสตัล พาเลซ (เหย้า)
สโต๊ก ซิตี้  (เยือน)



เรื่องโดย : มิดไนท์