แรนดี้ ลาเนียร์ : นักซิ่งอัจฉริยะผู้รักในการแข่งรถเทียบเท่ากับการค้ายา

แรนดี้ ลาเนียร์ : นักซิ่งอัจฉริยะผู้รักในการแข่งรถเทียบเท่ากับการค้ายา
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"ผมอาจจะแค่โลภก็ได้" แรนดี้ ลาเนียร์ กล่าว

ในช่วงทศวรรษ 1980s ลาเนียร์ ปรากฏตัวในฐานะนักแข่งรถอาชีพที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ก่อนจะสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์สนามแล้ว สนามเล่า แถมบางครั้งยังเอาชนะนักขับระดับตำนาน จนสามารถคว้ารางวัลนักขับหน้าใหม่แห่งปีจากรายการอินเดียนาโปลิส 500

เขาคือเจ้าของทีม "บลู ธันเดอร์" ที่ไม่ได้มีบริษัทรถยนต์ชื่อดังหนุนหลัง ไม่ได้มีการซ้อมที่เป็นระบบ รวมถึงไม่ได้มีดีกรีรับรองใดๆ มาก่อนหน้านี้ เขามีเพียงอย่างเดียวนั่นคือ "ความเร็ว" 

อย่างไรก็ดี เส้นทางนักซิ่งของเขากลับจบลงหลังจากนั้นไม่นาน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นพวกมาไวไปเร็ว หรือได้รับบาดเจ็บ แต่เพราะถูกเปิดโปงว่ามีอีกอาชีพเป็นพ่อค้ายาเสพติด 

ติดตามชีวิตคู่ขนานอันสุดขั้วของชายผู้หลงใหลในความเร็ว และการค้ายาไปพร้อมกัน ที่ Main Stand

Lap 1 ความหลงใหลในวัยเด็ก 

มันเป็นวันหนึ่งในปี 1978 ที่ แรนดี้ ลาเนียร์ ได้เข้าร่วมงานแสดงรถที่ ไมอามี คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เขาเดินผ่านบูธของสโมสรแข่งรถ หยิบใบปลิว พร้อมกับใบสมัครขึ้นมากรอก

"ผมไม่ได้มีนัยยะอะไร ผมก็แค่อยากขับรถ" แรนดี้ ลาเนียร์ บอกกับ Rolling Stone 


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

วิถีนักซิ่งเป็นสิ่งที่ ลาเนียร์ ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก แต่มันช่างดูไกลแสนไกล เมื่อเขาเป็นเพียงลูกชายของชาวไร่ ในฟาร์มยาสูบที่เวอร์จิเนีย ทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ที่ทำได้เพียงซึมซับบรรยากาศการแข่งขันจากรายงานสดทางวิทยุเท่านั้น  

"พวกเขาไม่มีแม้แต่น้ำประปา พวกเขาไม่ใช่คนร่ำรวยแต่ขยัน" ลาเนียร์กล่าวต่อ 

ในช่วงทศวรรษที่ 1960s พ่อแม่ของเขาพาเขาและพี่น้องอีก 4 คนไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ฮอลลีวูด เมืองเล็ก ๆ ริมชายหาด ใกล้กับฟอร์ตลอเดอร์เดล ในฟลอริดา พ่อของเขาได้งานเป็นช่างไม้ ขณะที่แม่ทำงานดูแลผู้ป่วยจิตเวช

 

เด็กหนุ่มแรนดี้ดูจะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของที่นี่ได้เป็นรวดเร็ว เขาเลือกใช้วิถีชีวิตฮิปปี้ ไว้ผมยาว และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับยาเสพติด โดยเฉพาะแอลเอสดีและกัญชา ไม่นานเขาก็ลาออกจากโรงเรียน และหนีออกจากบ้าน 

เขาใช้ชีวิตด้วยการเป็นคนงานก่อสร้างเลี้ยงชีพ แต่มันไม่พอใช้ จึงเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยอยู่แล้ว นั่นคือเป็นคนขายกัญชา มันทำเงินให้เขาใช้ได้ และพอที่จะซื้อ Porsche 356 Speedster ปี 1957 ที่ผุพังและเต็มไปด้วยสนิมมาขับ ซึ่งไม่ใช่ในฐานะยานพาหนะ แต่เป็นเครื่องมือประลองความเร็ว 

สนามแรกของเขาเกิดขึ้นที่ เวสต์ ปาล์ม บีช ฟลอริดา หลังจากใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในโกดังรถเพื่อซ่อมแซม เดินสายไฟ และติดตั้งดิสเบรก สี่ล้อคู่ใจก็พร้อมสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ 


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

แม้ว่ามันจะไม่ได้มีเงินรางวัล แต่การขับรถด้วยความเร็ว ไปพร้อมกับความเสี่ยง ก็ทำให้อะดรีนาลีนของลาเนียร์ ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย หลังจากนั้นเขาลงชิงชัยในสนามอื่นอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ได้ศึกษาวิธีขับจากนักซิ่งคนอื่น รวมทั้งได้เรียนรู้เทคนิคจากครูชื่อดัง ที่สอนเขาตั้งแต่การเข้าโค้ง จุดกึ่งกลางโค้ง และการควบคุมการลื่นไถล

 

"เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนที่เก่งที่สุด และมีพรสวรรค์คนหนึ่งที่ผมเคยมี" อดีตครูฝึกคนหนึ่งพูดถึงลาเนียร์ 

ในปี 1982 ลาเนียร์ ก็ฉายแววการเป็นนักซิ่งอาชีพ หลังถูกเลือกไปแข่งแทน เจเน็ต กัตธรี นักแข่งหญิงคนแรก ๆ ที่เข้าแข่งขันในรายการอาชีพ ในรายการ 24 Hours of Daytona เขาทำได้ดีใน 18 ชั่วโมงแรก เมื่ออยู่ในสามอันดับแรก แต่สุดท้ายก็แข่งไม่จบเพราะเกียร์พัง ต้องออกจากการแข่งขัน 

แต่ถึงอย่างนั้น ลาเนียร์ ก็ถูกทาบทามให้ไปแข่งในรายการ 24 Hours of Le Mans การแข่งขันชิงความอึดที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่ฝรั่งเศส เขาและแพม ภรรยาได้โดยสารเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และได้พักในปราสาทหรูที่มีมากถึง 56 ห้อง  

"มันโดนใจผมอย่างจัง ไลฟ์สไตล์ การแข่งรถ ทั้งหมดเลย ผมบอกแพมว่า 'นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากเป็น'" ลาเนียร์บอกความรู้สึก

Lap 2 พ่อค้าสายเขียว

ในช่วงทศวรรศที่ 1970s ฟลอริดาตอนใต้ ขึ้นชื่อในฐานะดินแดนแห่งกัญชา และมันก็กลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาลกับ ลาเนียร์ หลังจากใช้ชีวิตเป็นผู้ค้าปลีก เขาก็เห็นโอกาสในการทำเงินที่มากขึ้น ด้วยการซื้อเรือยนต์ขนาด 27 ฟุตมาไว้ขนยา 

เขาแล่นเรือออกไปนอกชายฝั่งใกล้กับหมู่เกาะบาฮามาส ก่อนจะนำกัญชาน้ำหนัก 750 ปอนด์ (ราว 340 กิโลกรัม) กลับเข้ามาขึ้นฝั่งที่ฟอร์ตลอเดอร์เดล และรับเงินตอบแทน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 167,000 บาท) ต่อการขนหนึ่งรอบ


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

"มันเป็นสวรรค์ของคนลักลอบของเถื่อน มันเป็นช่วงเวลาของโจรสลัด" ลาเนียร์ย้อนความหลัง 

เขารู้สึกว่ามันง่ายดี จึงซื้อเรืออีก 2 ลำเอามาขนของเพิ่มไม่กี่ปีต่อมา เขาก็กลายเป็นเจ้าของบ้านสามหลังทางฝั่งตะวันตกของ ฟอร์ตลอเดอร์เดล และมีรายได้นับแสนดอลลาร์  

"เขาเป็นคนขายยาตั้งแต่วันแรกที่ฉันเจอเขา เขาชอบเงินร้อนแบบนั้น ดีลใหญ่ดีลแรกของเขา เกิดขึ้นตอนฉันเรียนจบมัธยมปลายพอดี เขาขับรถมารับฉันไปที่ เกนส์วิลล์ เพื่อขายบางอย่าง ฉันรอและเฝ้าดู เขามาช้า แต่ที่สุดก็สำเร็จ" แพม ภรรยาที่คบมาตั้งแต่สมัยมัธยมบอกกับ Rolling Stone 

ในช่วงเวลาเดียวกัน กัญชาพันธุ์ Colombian Gold ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่เติบโตในคาบสมุทรกัวจิรา ของโคลอมเบีย ก็เริ่มแพร่หลายและได้รับความนิยม แน่นอนว่า ลาเนียร์ ก็เห็นโอกาสเช่นกัน 

เขาได้รู้จักกับพ่อค้ายาจากโคลอมเบีย โดยการแนะนำของ เบ็น เครมเมอร์ เพื่อนเก่าสมัยมัธยมปลาย และทำให้เขาเลื่อนขั้นจากคนกลางมาเป็นผู้จัดหาจากแหล่งผู้ผลิตโดยตรง แน่นอนว่ามันทำกำไรให้เขามากขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ 

วิธีของเขาคือหลังจากตกลงธุรกิจเสร็จสิ้น เขาจะใช้เรือลากอวนจากนอร์เวย์ที่ซื้อมา บรรทุกกัญชาน้ำหนักกว่า 15,000 ปอนด์ (ราว 6.8 ตัน) และลอยตัวอยู่นอกชายฝั่ง จากนั้นก็ให้ทีมงานของเขาใช้เรือยางติดมอเตอร์ออกไปรับ แล้วเอาขึ้นฝั่งมาเก็บไว้ในรถตู้ ก่อนจะนำไปขายในวันต่อมา ซึ่งทำให้เขาทำเงินได้ถึง 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (150 ล้านบาท) 

"นั่นเป็นจุดเริ่มต้น มันเพิ่งเป็นรูปเป็นร่าง" ลาเนียร์กล่าว


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

ไม่กี่เดือนก่อนไปแข่ง 24 Hours of Le Mans เขายังทำภารกิจขนยาอยู่เลย ที่ทำให้เขามีเงินเอาไปจับจ่ายใช้สอยอย่างเศรษฐี เขามีบ้านในไร่ขนาด 5 ห้องนอนที่กว้างขวาง มีอ่างล้างมือที่ทำมาจากทองคำขาว ทะเลสาบส่วนตัว โต๊ะสนุกเกอร์ รวมถึงรถปอร์เช และเบนซ์คันใหม่ให้กับตัวเองและแพม   

"เราอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ มันเหมือนกับบ้านในเรื่อง Scarface เรามีทุกอย่างที่เราต้องการ" แพมย้อนความหลัง

และด้วยรายได้ขนาดนี้ ทำให้เขาเงินมาใช้ในสิ่งที่เขาคลั่งไคล้ นั่นคือการแข่งรถ

Lap 3 สายฟ้าสีน้ำเงิน 

ในช่วงทศวรรษที่ 1980s กัญชากว่า 2 ใน 3 ที่มาจากโคลอมเบียมีที่มาจาก "บริษัท" ของ ลาเนียร์ จากการรายงานของ CIA ระบุว่าปกติแล้วคนค้ายาจะได้กำไรกลับคืนมาถึง 115 เปอร์เซ็นต์ 

ในปี 1982 คนขายของเขาคนหนึ่ง แนะนำให้ลาเนียร์ได้รู้จัก จอร์จ บร็อค คนขนของเถื่อนอีกคนในฟลอริดา บร็อคบอกว่าเขารู้จักกับ ยูจีน ฟิชเชอร์ เจ้าของอู่ต่อเรือที่มีเรือเดินทะเล ที่มีความยาวเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล และทำให้ลาเนียร์วางแผนที่ใหญ่ขึ้น  


Photo : octanepress.com

"มันเริ่มเข้าที่เข้าทาง จอร์จดูแลลูกเรือในการขนถ่าย และเป็นกัปตันเรือลากจูง จีนคนขนส่ง เบ็นเป็นฝ่ายจัดหา ผมมีเครือข่ายกระจายสินค้าและขนส่ง" ลาเนียร์บอกกับ Rolling Stone 

เรือบรรทุกกลายเป็นพาหนะใหม่ของบริษัท มันบรรทุกกัญชาได้มากถึง 150,000 ปอนด์ (ราว 68 ตัน)  โดยพวกเขาดัดแปลงเพิ่มช่องลับเข้าไปในถังอับเฉา (ส่วนท้องของเรือที่เอาไว้สูบน้ำเข้าออกเพื่อปรับสมดุลเรือ) และเชื่อมผนึกอำพรางไว้ เมื่อถึงฝั่งก็ใช้ไฟตัดมันออกมา แล้วขนใส่รถบรรทุกเพื่อนำไปขาย 

ในตอนนั้นเขาเป็นแค่ไม่กี่คนที่กล้าขนกัญชาเข้าอเมริกาด้วยจำนวนมากขนาดนี้ เขายังใช้วิธีสลับสถานที่ที่เรือออก โดยหลังออกจากท่าที่โคลอมเบีย เขาจะให้กัปตันไปเทียบท่าที่ประเทศอื่นก่อน เพื่อไม่ให้รู้ว่าสินค้าของเขามาจากไหน 

ด้วยวิธีนี้ ทำให้ ลาเนียร์ มีรายได้แบบที่ใช้ชาตินี้ยังไม่หมด เขาต้องเอาเงินไปซ่อนไว้ในดิน หรือในบัญชีธนาคารในต่างประเทศ รวมถึงนำมันมาใช้กับการแข่งรถ ที่ไม่ได้เป็นแค่นักแข่ง แต่เป็นเจ้าของทีม 

เขาใช้เงินซื้อรถแข่งสองคัน ซื้อโกดังไว้บำรุงรักษารถ พร้อมกับจ้างอดีตหัวหน้าทีม F1 และทีมช่าง และตั้งชื่อทีมของว่า "บลูธันเดอร์" หรือสายฟ้าสีน้ำเงิน เพื่อลงแข่งขันรายการ IMSA GT Championship ในปี 1984


Photo : tradingpaints

บลูธันเดอร์ ของลาเนียร์ เปิดตัวครั้งแรกในรายการ 12 Hours of Sebring โดยมีตัวเขาเองเป็นผู้ขับ พร้อมด้วย บิลล์ วิตธิงตัน ก่อนที่ทีมจะเข้าเส้นชัยหลังผู้ชนะอยู่สองรอบ หลังจากนั้นเขาเข้าแข่งในรายการริเวอร์ไซด์ กรังด์ปรีซ์ ที่ ลอสแอนเจลิส โดยต้องดวลกับนักแข่งระดับตำนานอย่าง เอเมอร์สัน ฟิตติพัลดี อดีตแชมป์โลก F1 2 สมัย และ อัล ฮอลเบิร์ต ที่เพิ่งคว้าแชมป์ 24 Hours of Le Mans เมื่อปี 1983 (ก่อนได้อีก 2 สมัยในเวลาถัดมา)

สนามนี้ ลาเนียร์ เป็นผู้นำจนเกือบจบการแข่งขัน แต่ยางดันมาแตก ทำให้เขาต้องเข้าพิท เสียอันดับให้ฮอลเบิร์ต หลังเปลี่ยนยางเรียบร้อย และกลับลงไปแข่งต่อ ก็ไล่จี้ฮอลเบิร์ตได้อีกครั้ง จนแซงเข้าเส้นชัย คว้าแชมป์โดยชนะคู่แข่งเพียง 5 วินาที … สปอตไลท์ฉายมาที่เขาแล้ว

"สองสัปดาห์หลังจากนั้น ผมไปแข่งที่ ลากูนา เซกา และคว้าแชมป์ จากนั้นไป ชาร์ล็อตต์ และก็คว้าแชมป์อีก" ลาเนียร์เล่าถึงช่วงเวลาอันหอมหวาน


Photo : octanepress.com

จากนั้น ลาเนียร์ และทีมบลูธันเดอร์ เดินหน้าคว้าชัยอีก 3 สนาม ทั้งที่ พอร์ทแลนด์, มิชิแกน และ นิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์ IMSA GT Championship ในปี 1984 พร้อมด้วยรางวัล Most Improved Driver หรือ นักแข่งพัฒนาการยอดเยี่ยม

"แรนดี้ ลาเนียร์ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักทำให้โลกนักซิ่งต้องช็อก" สื่อพูดถึงเขา

"ผมไม่รู้ว่าทีมบลูธันเดอร์นั้นมาจากไหน แต่พวกเขาเป็นทีมแข่งรถเพียงทีมเดียวที่ทุกคนในพิทสวมโรเล็กซ์"

ดูเหมือนว่าเขากำลังรุ่งโรจน์ทั้งในด้านมืด และด้านสว่าง ทว่ามันก็อยู่กับเขาไม่นาน

Lap 4 ชีวิตคู่ขนาน 

"มันเป็นปีทองของผม ทั้งแข่งรถ ขนของเถื่อน ผมเพิ่งทำเงินได้เป็น 10 ล้านดอลลาร์ (ราว 300 ล้านบาท) เงินไหลมาเทมา ผมรู้สึกเหมือนว่าอยู่บนจุดสูงสุดของโลก" ลาเนียร์พูดถึงปี 1984 

ในระหว่างที่เขากำลังขับเคี่ยวกับคู่แข่งในสนามประลองความเร็ว หุ้นส่วนของเขาก็กำลังดำเนินกิจการ ไปอย่างเงียบ ๆ ในตอนนั้นหากใครถามว่าเขารวยได้อย่างไร เขาจะบอกว่ามันมาจากธุรกิจเช่าเจ็ตสกีในพื้นที่ เพราะเขาพยายามแยกสองส่วนนี้ให้ออกจากกันอย่างชัดเจน 


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

"ผมตั้งกฎกับเพื่อนว่าเราจะไม่พูดเรื่องผิดกฎหมายที่สนามแข่ง" ลาเนียร์กล่าวกับ The Guardian 

อันที่จริง เขามีโอกาสเอาดีในการแข่งรถเพียงอย่างเดียว และสามารถทิ้งชีวิตการเป็นนักค้ายาไว้เบื้องหลัง หลังได้รับการทาบทามจาก ฟอร์ด บริษัทรถชื่อดังของอเมริกา ให้ไปเป็นนักขับในทีม แต่ลาเนียร์ ก็เลือกที่จะปฏิเสธโอกาสนี้  

"ผมคิดเรื่องนี้ไว้ในหัวแล้ว ผมอยากจะรักษาบลูธันเดอร์เอาไวั และนั่นคือสิ่งที่เพื่อนทำ" อดีตนักซิ่งจอมเก๋าอธิบาย 

เขาชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้ ลงไปซิ่งอย่างเต็มที่ แล้วกลับมาเสวยสุขกับเงินที่หามา ครั้งหนึ่งในงานวันเกิดของลูกสาว เขาถึงขั้นจ้างคณะละครสัตว์มาโชว์ช้างถึงบ้าน รวมถึงนำเงินมหาศาลไปลงทุนสร้างบ่อนคาสิโนขนาด 100,000 ตารางฟุต (ราว 5.8 ไร่) ชื่อว่า "เบลล์ การ์เดน ไบซิเคิล คลับ" ที่แคลิฟอร์เนีย

"เราหมดเงินไปเป็นล้าน พอเราสร้างมันขึ้นมา มันก็กลายเป็นบ่อนคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา" ลาเนียร์กล่าว

มันเป็นชีวิตคู่ขนานที่ลงตัว ขายยาก็รุ่ง แข่งรถก็ไปได้สวย ทว่า เขายังมีอีกหนึ่งความฝันนั้นคือการลงแข่งใน อินเดียนาโปลิส 500 การแข่งขันที่เป็นเหมือนสังเวียนศักดิ์สิทธิ์ของนักซิ่งชาวอเมริกันที่ต้องลงแข่งให้ได้สักครั้งในชีวิต

อย่างไรก็ดี ลาเนียร์ ไม่เคยมีประสบการณ์แข่งรถอินดี้คาร์มาก่อน (รูปลักษณ์คล้ายกับรถฟอร์มูลา 1 แต่สนามและขนาดเครื่องยนต์แตกต่างกัน) และความเร็วเฉลี่ยของมันก็แตกต่างจากรถทุกคนที่เขาเคยขับมา 


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

ทว่า ในปี 1985 เขาก็ได้รับโอกาสนั้น เมื่อ แฟรงค์ อาร์ซิเอโร นักขับระดับตำนานชวนเขามาขับให้ทีม อาร์ซิเอโร เรซซิ่ง แน่นอนเขาตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด มันเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตกับรายการที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก 

ลาเนียร์ ใช้เงินจำนวนมหาศาลหลายแสนดอลลาร์ที่ได้จากการค้ายาไปกับการฝึกซ้อม ทดสอบอุปกรณ์ และทำเวลาให้เร็วขึ้น เงินของเขาเป็นเหมือนบูสเตอร์เร่งความสามารถ เพื่อชดเชยกับประสบการณ์ที่น้อยกว่านักขับคนอื่น    

"ผมอยากลงแข่งในรายการที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา ถึงตรงนี้ ผมมองไม่เห็นขีดจำกัดแล้ว" ลาเนียร์กล่าว 

อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้แค่ลงแข่ง แต่ยังโด่งดังไปทั่วประเทศ 

Lap 5 นักแข่งหน้าใหม่แห่งปี 

แม้จะได้ลงซิ่งในรายการที่รอคอยในปี 1986 (ปี 1985 เจ้าตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ลงแข่ง) แต่ "บริษัท" ของเขาก็ยังทำงานไปพร้อมกัน ลาเนียร์ บอกว่าการขนของครั้งใหญ่ที่สุดของเขามีน้ำหนักมาถึง 55 ตัน และทำให้เงินให้เขาสูงถึง 55 ล้านเหรียญ (1,830 ล้านบาท) 

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลก็เริ่มจับตามองเขามากขึ้น และเริ่มมีคนตามเขา ก่อนที่หนึ่งสัปดาห์ก่อนการแข่งขันอินดี้ 500 เขาจะได้รับข่าวร้าย จากน้องชายของผู้ค้าปลีกของเขาที่ลุยเซียนา 


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

"พี่ของผมโดนจับ และเขาก็ให้ความร่วมมือกับตำรวจ" เขาบอกกับลาเนียร์ "เอฟบีไอกำลังจับตามองคุณ" 

ในตอนนั้น เรือสินค้าของเขาแล่นอยู่กลางทะเล และอีก 10 วันกว่าจะถึงนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา แน่นอนว่ามันเสี่ยงมากที่อาจจะทำให้เขาโดนจับ แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป 

"เรามีความมุ่งมั่นมาก มันเป็นเงินจำนวนมาก และมีหลายคนที่เกี่ยวข้อง" ลาเนียร์ย้อนความหลัง 

"เราจะมีเงินอีกมากไว้ใช้ในการแข่งรถและคาสิโน และบ้านของเราที่โคโลราโด ผมต้องลักลอบนำเข้าให้ทันเวลา" 

เขาสั่งให้กัปตันเปลี่ยนเส้นทางจากลุยเซียนา ไปเทียบท่าที่แคลิฟอร์เนีย ที่บริษัทเคยใช้ และตั้งใจว่าครั้งนี้จะเป็นการค้ายาครั้งสุดท้ายของเขา 

"แผนของผมคือวางมือและมีชีวิตที่ดี ผมอยากจะแข่งรถต่อไป แต่ผมอาจจะแค่โลภก็ได้" เขากล่าวต่อ 

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ท่ามกลางผู้คนกว่า 300,000 คนบนอัฒจันทร์ ลาเนียร์ ก็ปรากฏตัวพร้อมกับรถ March 86c สีมะเขือเทศ ด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อรถเคลื่อนตัว เขาก็ลืมทุกอย่างไปหมดสิ้น ลืมเอฟบีไอ ลืมส่วนแบ่งนับล้าน และมีแค่ "ช่วงเวลานี้" เท่านั้น 

Photo : facebook.com/randylanierLWOP

ในทางตรงเขาทำความเร็วได้เกือบ 200 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 320 กิโลเมตร) และขยับขึ้นมารั้งอันดับ 5 โดยมี บ็อบบี้ ราฮาล และ ริค เมียร์ส กำลังขับเคี่ยวเพื่อเป็นผู้นำอยู่ข้างหลัง เมียร์ส พยายามขึ้นแซง แต่ ลาเนียร์ก็บล็อคเอาไว้ สุดท้ายกลายเป็นราฮาลที่ช่วงชิงจังหวะแซงขึ้นไปได้สำเร็จ

และอีก 20 รอบต่อมา ธงตราหมากรุกก็ถูกโบกขึ้น ลาเนียร์ เข้าเส้นชัยมาเป็นที่ 10 และเป็นนักแข่งหน้าใหม่ที่มีอันดับสูงสุด นอกจากนี้ในรอบคัดเลือก เขายังทำเวลาได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมของ ไมเคิล อันเดรดติ ได้สำเร็จ และทำให้เขาได้รับรางวัลนักแข่งหน้าใหม่แห่งปีของ อินดี้ 500 

อย่างไรก็ดี นั่นคือเกียรติยศสุดท้ายของชีวิต

Final Lap จับปลาสองมือ

ว่ากันว่าการค้ายาก็เหมือนการแข่งรถ มันต้องใช้จังหวะที่พอเหมาะ แต่บางครั้งก็อาจจะต้องใช้โชคด้วย 

และโชคในชีวิตของ ลาเนียร์ ก็น่าจะถูกใช้ไปหมดแล้ว เมื่อหลังจาก อินเดียนาโปลิส 500 ไม่กี่เดือน เรือขนสินค้าของเขาก็ดันมาเกิดอุบัติเหตุ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และเขาก็ถูกออกหมายจับไปทั่วประเทศ

ลาเนียร์ ตัดสินใจหย่าจาก แพม เพื่อปกป้องทรัพย์สิน เขาพยายามซ่อนตัว และหนีออกนอกประเทศโดยใช้หนังสือเดินทางปลอมไปฝรั่งเศส ต่อด้วย มอนติ คาร์โล ดินแดนแห่งการแข่งรถที่โมนาโก ก่อนจะย้ายมาที่เกาะแอนติกัว ในทะเลแคริบเบียน เพื่อเตรียมนั่งเรือไปขึ้นท่าที่สเปน ทว่า ในระหว่างทางเขาก็โดนจับ


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

เขาถูกส่งกลับมาขึ้นศาลที่สหรัฐฯ ด้วยข้อหาค้ายาเสพติดกว่า 300 ตันในอเมริกา ที่ครอบคลุมไปกว่า 10 รัฐ หลังหุ้นส่วนและคนในบริษัทซัดทอดอย่างหมดเปลือก จากการรายงานระบุว่า ลาเนียร์ คนเดียวน่าจะมีรายได้มากถึง 68 ล้านเหรียญ หรือกว่า 2,200 ล้านบาท

คณะลูกขุนตัดสินให้ลาเนียร์ เครมเมอร์ และฟิชเชอร์ ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต (ส่วนบล็อครอดพ้นจากการจับกุมไปได้ หลังหนีออกนอกประเทศ) พร้อมกับยึดทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกันถึง 180 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,000 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการยึดทรัพย์ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐบาลกลาง

"คุณเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดมากมาย และทำลายชีวิตของใครหลายคนในประเทศนี้" เจมส์ ฟอร์แมน ผู้พิพากษาในคดีนี้บอกกับเขา

แม้ในช่วงแรก ลาเนียร์ จะไม่ยอมรับคำตัดสิน และพยายามแหกคุกหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือจ้างเฮลิคอปเตอร์ มาเอาเขาออกไปจากเรือนจำ แต่ส่วนใหญ่แผนก็แตกเสียก่อน จนทำให้เขาถูกส่งไปขังเดี่ยวในเรือนจำที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด

วันเวลาผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเคลื่อนไปเป็นปี เขาหมดหวังที่จะออกไปจากที่นี่ และเริ่มปลงกับชีวิต จนกระทั่งในปี 2005 เขาก็ถูกส่งไปเรือนจำที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับกลาง ตอนนั้น ลาเนียร์ กลายเป็นวัยกลางคน ผมสีเทา และไม่คิดจะหนีอีกแล้ว  

"ผมผูกมัดด้วยความเกลียดชัง ผมต้องให้อภัย ผมไม่มีเวลาแล้ว ผมมีแค่นี้" ลาเนียร์กล่าว


Photo : facebook.com/randylanierLWOP

อย่างไรก็ดี ในปี 2014 ลาเนียร์ ก็มาได้รับข่าวดี เมื่อกระทรวงยุติธรรมของรัฐบาลยุค บารัค โอบามา รับคำร้องปล่อยตัวเขา หลังกัญชาเริ่มเป็นสินค้าที่ถูกกฎหมายในรัฐวอชิงตันและโคโลราโด และทำให้ชีวิตกว่า 27 ปีในคุกของเขาถึงอันยุติ

หลังจากออกจากเรือนจำ เรื่องราวอันโชกโชนของเขาก็ถูกพูดถึงในหน้าสื่อชื่อดังมากกมาย ทั้ง Rolling Stone, Sports Illustrated และ The Guardian แถมในปี 2021 มันยังถูกนำไปสร้างเป็นสารคดีในซีรีส์ Bad Sport ของ Netflix โดยใช้ชื่อตอนว่า Need for Weed

ส่วนตัว ลาเนียร์ กลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ให้กับบริษัทกัญชาทางการแพทย์ พร้อมกับหวนคืนสู่วงการนักซิ่ง หลังเข้าร่วมการแข่งขันที่ มิด โอไฮโอ ด้วยวัย 61 ปี รวมถึงมีงานอดิเรกเป็นครูฝึกสอนขับรถ

ราวกับว่า กัญชา และการแข่งรถ คือความหลงใหลที่ไม่สามารถพรากไปจากชีวิต ลาเนียร์ ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะหมุนวนไปอีกกี่พันรอบหรือหมื่นรอบก็ตาม


Photo : rollingstone

"ผมไม่เคยเสียใจ แต่ผมรู้สึกสำนึกผิด ผมทิ้งแพมเอาไว้กับทารกอายุ 7 วัน ผมทิ้งลูกสาววัย 7 ขวบไว้ ผมรู้สึกผิดที่ทำให้ชีวิตความเป็นพ่อยุ่งเหยิง ผมเสียใจที่ทำให้มันแย่ลงในเส้นทางที่ผมทำ" ลาเนียร์กล่าวกับ Roliing Stone

"ผมใช้ชีวิตและเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง และอยากทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่นเท่านั้นเอง"