ไขคำตอบจากฟิสิกส์ : เหตุใด "Overhead Kick" เป็นลูกยิงที่ทำยากสุดในโลก?

ไขคำตอบจากฟิสิกส์ : เหตุใด "Overhead Kick" เป็นลูกยิงที่ทำยากสุดในโลก?
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอลเป็นเกมที่ทั้งง่ายไม่ได้สลับซับซ้อน และยากชวนให้ค้นหาในเวลาเดียวกัน

"ง่าย" เพราะแค่ฝ่ายไหนทำประตูในเวลา 90 นาทีมากกว่ากัน ทีมนั้นเป็นผู้ชนะ และ "ยาก" ตรงที่จะจบสกอร์อย่างไรให้ลูกบอลเคลื่อนผ่านกำแพงมนุษย์คู่แข่ง เข้าไปซุกก้นตะข่าย 

ลูกยิงที่มีท่วงท่าลีลาสวยงามจึงมักตราตรึงใจผู้ชมเสมอ แต่หากจะมองหาว่า ท่าไหนทำได้ยากสุด? "Overhead Kick (เรียกว่า Bicycle Kick, Scissors Kick ก็ได้) หรือคนไทยรู้จักในชื่อ "ลูกยิงจักรยานอากาศ, ลูกยิงตีลังกากลับหลัง" คือตัวแรกเลือกอย่างไม่ต้องสงสัย 

เพราะนี่คือท่ายิงที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก นักฟุตบอลจำเป็นต้องมีทั้งทักษะอันยอดเยี่ยม, เซนส์บอลชาญฉลาด สภาพร่างกายแข็งแกร่ง เพื่อพร้อมสำหรับการท้าทายกฎฟิสิกส์ ไปสู่สุดยอดการทำประตูที่เรียกเสียงฮือฮาได้เสมอจากผู้ชม

Overhead Kick ยากแค่ไหน?

สิ่งแรกที่คุณต้องมี หากคิดทำท่า Overhead Kick อย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพ คือ สภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง เพราะคุณจะต้องกระโดดลอยตัวมากกว่า 1 เมตร (เฉลี่ยแล้ว 1 เมตร จนถึง 1.5 เมตร ตามระยะความห่าง และความสูงจากลูกฟุตบอล)

1

การกระโดดลักษณะนี้มีความยากกว่าเทคตัวขึ้นโหม่งธรรมดาหลายเท่า เพราะนักฟุตบอลจะต้องลอยตัวอยู่กลางอากาศ ในลักษณะแนวนอน ไม่ใช่แนวตั้ง ทำให้เผชิญกับแรงโน้มถ่วงมากกว่าปกติ ตั้งแต่บริเวณส่วนหัวไปจนถึงขา 

ดังนั้น หากร่างกายไม่แข็งแกร่งพอ คุณหมดสิทธิ์ทำท่านี้ ยิ่งถ้าฝืนใช้แบบไม่ดูสังขาร อาจส่งผลให้ตกลงมาเจ็บตัวเสียเปล่าๆ

แต่การกระโดดหวดลูกอยู่กลางอากาศ ไม่ใช่ความยากเพียงอย่างเดียวของ Overhead Kick.. เพราะนักฟุตบอลที่อยากทำประตูด้วยท่านี้จำเป็นต้องเรียนรู้รายละเอียดอื่นๆอีก

ขาอีกข้างคือตัวแปรสำคัญ 

เวลานึกถึงท่า Overhead Kick คนส่วนใหญ่มักโฟกัสขาข้างที่หวดลูกฟุตบอล แต่อันที่จริงแล้ว ขาอีกข้างที่ไม่ได้เตะ คืออวัยวะที่สำคัญสุด สำหรับลูกยิง Overhead Kick เพราะเป็นขาที่ช่วยทรงตัวและส่งแรง ไปยังอีกข้างเพื่อใช้ในการหวดลูกฟุตบอล นอกจากนั้น ระหว่างที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ คุณต้องใช้สะโพกข้างที่ไม่ได้เตะลูกฟุตบอลช่วยบิดตัว เพื่อส่งแรงเตะลูกหนังไปยังขาอีกฝั่งของร่างกาย 

2

ทันทีที่ตัวของคุณลอยตัวอยู่กลางอากาศ (หมายถึงไม่มีส่วนใดของร่างกายแตะอยู่บนพื้น) สะโพกของคุณต้องบิดอย่างน้อย 50 ถึง 75 องศา เมื่อถึงจุดที่เตรียมตีลังกายิง จังหวะนี้คุณต้องใช้สะโพกฝั่งที่ขาที่ทรงตัว บิดไปประมาณ 100 องศา เพื่อส่งแรงไปยังอีกข้างที่กำลังจะหวดลูกบอล

พอลูกบอลมาถึงข้อเท้า ขาข้างที่กระโดดยิง บิดตัวประมาณ 75 ถึง 100 องศา เพื่อเป็นการส่งแรงที่ได้รับมาไปยังลูกฟุตบอล ให้พุ่งทะยานแหวกอากาศตามน้ำหนักและทิศทางที่คุณต้องการ 

ข้อมูลน่าทึ่งคือ ความเร็วที่นักเตะจะต้องเคลื่อนไหวขาข้างที่ยิงไปยังลูกฟุตบอล ระหว่างที่ลอยตัวอยู่ในอากาศ จะต้องใช้ความเร็วระดับ 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ห้ามน้อยกว่านี้เด็ดขาด 

และส่วนที่ยากสุดของท่า Overhead Kick คือ นักฟุตบอลต้องเคลื่อนไหวร่างกายทั้งหมดนับตั้งแต่การกระโดด จนถึงตีลังกา ไม่เกิน 1 วินาที โดยระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดอยู่ที่ประมาณ 0.8 วินาทีเท่านั้น 

Overhead Kick จึงเป็นท่าฟุตบอลที่ยาก เพราะต้องการความแข็งแกร่งดุจดั่งเครื่องจักร การใช้ท่านี้ทำให้ร่างกายมนุษย์เคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ นั่นหมายถึงการต้องใช้แรงมหาศาล เทคนิคชั้นเลิศ และการทำงานของร่างกายอย่างเป็นระบบ ห้ามผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว

จากปากของนักฟุตบอล

สำหรับลูกยิงจักรยานอากาศ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ใครคือคนคิดค้นท่านี้ แต่จากหลักฐานได้เผยว่า ศาสตร์การยิงรูปแบบนี้ เริ่มต้นใช้ในทวีปอเมริกาใต้ ที่ประเทศชิลี และเปรู ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 

3

ในช่วงยุค 1920s เทรนด์การใช้ Overhead Kick เป็นที่นิยมอย่างมาก ในประเทศชิลี จนแพร่กระจายไปทั่วทวีป จนกระทั่ง เปเล่ ดาวเตะลูกหนังชาวบราซิล ใช้ท่านี้ในเกมที่ทีมชาติบราซิลพบกับเบลเยียม เมื่อปี 1968 ทำให้การยิงรูปแบบนี้โด่งดังไปทั่วโลก

"การเตะจักรยานอากาศไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ ผมยิงประตูไป 1,283 ประตู แต่ผมยิงประตูด้วย Overhead Kick ไป 2 หรือ 3 ลูกเอง" 

เปเล่ ราชันลูกหนังที่ได้รับการยอมรับให้เป็นปรมาจารย์ด้าน Overhead Kick กล่าวเปิดใจว่า จริงๆแล้ว เขาไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นสุดยอดในการใช้ท่านี้ เพียงแต่ผู้คนดันไปจดจำเหตุการณ์ที่เขาใช้เมื่อปี 1968 บวกกับความที่คนในทวีปยุโรป ไม่คุ้นชินกับการยิงท่านี้ จึงคิดว่าเขาเก่งในการใช้ท่านี้มาตลอด 

อย่างไรก็ตาม เปเล่ คือแรงบันดาลใจของนักฟุตบอลรุ่นหลัง ในการใช้ Overhead Kick ถ้าคุณอยากเป็นตัวจบสกอร์ที่ไม่ธรรมดา ก็ต้องกระโดดตีลังกาหวดลูกฟุตบอลให้ได้แบบที่ เปเล่ ทำ

ด้วยความที่ Overhead Kick ไม่ได้ถูกใช้ และสามารถทำประตูได้บ่อยนักดังที่ เปเล่ กล่าว จึงทำให้ทุกครั้งที่มีนักฟุตบอลชื่อดังกระโดดตีลังกายิงประตู จึงต้องเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

หนึ่งในคนที่ใช้ Overhead Kick ทำประตูได้บ่อยครั้ง คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จนเขากลายเป็นไอคอนยุคใหม่ของท่าตีลังกาหวดลูกฟุตบอล 

4

ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะสามารถทำ Overhead Kick ได้ดี เพราะหากจะมีนักฟุตบอลคนหนึ่งที่เข้าใกล้การเป็นเครื่องจักรมากที่สุด นั่นคือดาวยิงชาวโปรตุกีสคนนี้ 

โรนัลโด้ คือนักฟุตบอลที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเรื่องพละกำลังขา เขาออกกำลังกายโดยโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อขาเพียงอย่างเดียวถึง 2 วันต่อสัปดาห์ จึงทำให้ โรนัลโด้ สามารถกระโดดได้สูง เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว และยิงฟุตบอลได้อย่างรุนแรง แม่นยำ

โดยเฉพาะลูกยิงสุดโด่งดังที่เขาใช้ Overhead Kick ในเกมที่ เรอัล มาดริด พบกับ ยูเวนตุส ในฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2017-18 ถูกยกให้เป็นลูกยิงจักรยานอากาศที่ดีที่สุดในโลกฟุตบอลยุคใหม่ ซึ่งแม้แต่ เปเล่ ยังยอมรับว่า เขาไม่มีทางยิงประตูแบบนี้ได้แน่นอน

"แน่นอน มันคือประตูที่สวยงาม และอาจจะเป็นประตูที่สวยที่สุดในชีวิตของผม ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไร ลูกฟุตบอลลอยมาแบบนั้น ผมแค่คิดว่าผมต้องยิงให้ได้ แค่กระโดดไปหวดลูกบอลให้ถึงก็พอ มันอาจจะพลาดก็ได้นะ ดีที่ว่าจังหวะนั้นผมยิงเข้า และกลายเป็นสุดยอดประตู" โรนัลโด้ กล่าว

ต่อมาภายหลัง "โรนัลโด้" ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า Overhead Kick ที่เขาทำได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันผ่านกระบวนการฝึกฝนบ่อยครั้งในสนามซ้อม และตัวเขายิงพลาดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน 

เพราะมันไม่ใช่ท่าที่ง่าย โรนัลโด้ ต้องฝึกซ้อมเพิ่มเติม ไปจนถึงดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของร่างกายตัวเอง เพื่อให้เขาเข้าใจการขยับร่างกายมากขึ้น 

ยอดนักเตะรายนี้เผยว่า หากความพยายามของเขา ช่วยทำให้ยิงประตูได้สักลูกในเกมสำคัญๆ ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว

คำบอกเล่าจาก เปเล่ และ โรนัลโด้ ล้วนบทเป็นพิสูจน์อย่างดีว่า "Overhead Kick" คือท่าจบสกอร์ที่ทำได้ยาก เพราะต้องฝืนกฎฟิสิกส์มากมาย

แต่หากตั้งใจฝึกฝนอย่างจริง พัฒนาร่างกายให้มีความแข็งแกร่ง ทุ่มเทกับการฝึกซ้อมเหมือนอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ การใช้ท่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอาวุธสังหารในการทำประตู ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินกว่ามนุษย์จะทำได้