เชียงราย เชือด ชลบุรี แบบสุดมัน 4-3 ศึกโตโยต้าไทยลีก (คลิป)

เชียงราย เชือด ชลบุรี แบบสุดมัน 4-3 ศึกโตโยต้าไทยลีก (คลิป)
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

 ฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก นัดที่ 24
วันพฤหัสบดีที่ 4 มี.ค. 2564

 สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 4-3  ชลบุรี เอฟซี

สนาม สิงห์ สเตเดี้ยม

เกมระหว่าง “กว่างโซ้งมหาภัย” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เปิดบ้าน สนาม สิงห์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือน ของ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี

เกมนี้ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เจ้าถิ่น จัดทัพ 11 คนแรก ประกอบไปด้วย ผู้รักษาประตู สรานนท์ อนุอินทร์, ศราวุธ อินทร์แป้น, บรินเนอร์ ซูซ่า, ธนศักดิ์ ศรีใส, สุริยา สิงห์มุ้ย, พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, โชจีฮุน, โชติภัทร พุ่มแก้ว, เอกนิษฐ์ ปัญญา, เฟลิเป้ อโมริม, บิล โรซิมาร์

ส่วน ชลบุรี เอฟซี ทีมเยือน จัดทัพ 11 คนแรก ประกอบไปด้วย ผู้รักษาประตู ชนินทร์ แซ่เอียะ, นพนนท์ คชพลายุกต์, จูเนียร์ เอลด์สตอล, เรนาโต้ เคลิช, ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์, รังสรรค์ วิรุฬห์ศรี, ภานุพงษ์ พลซา, เสฏฐวุฒิ วงค์สาย, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, สิทธิโชค ภาโส, เอลิอันโดร กอนซากา

เปิดฉากมาแค่ 2 นาที “ฉลามชล” ได้ลุ้นก่อน บอลยาวตัดหลังไลน์ เข้าไปในกรอบเขตโทษ ของ ภานุพงษ์ พลซา บอลไปถึง เสฏฐวุฒิ วงค์สาย จบบอลลงก่อนกดด้วยขวา บอลเข้าข้างตาข่ายแบบมีเสียว

ตัดกลับมา สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เกือบได้ลุ้นเช่นกัน บอลยาวจาก สรานนท์ อนุอินทร์ ไปในแดน ของ ทีมเยือน เฟลิเป้ อโมริม วิ่ง หนีการประกบ ของ เรนาโต้ เคลิช ไปได้แล้ว แต่ทว่าบอลแรงเกินไป ออกหลัง

ผ่าน 5 นาทีแรก ทั้ง 2 ทีมเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก นาทีที่ 8 เกมบุก ของ ชลบุรี เอฟซี สร้างโอกาสได้ลุ้นประตูอีกครั้ง เมื่อ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ได้ลองยิงไกลหน้ากรอบเขต แต่ สรานนท์ อนุอินทร์ ยังรับไว้ได้ไม่มีปัญหา

นาทีที่ 13 นพนนท์ คชพลายุกต์ เติมเกมขึ้นมาทางฝั่งขวา ก่อนจ่ายบอลต่อไปให้ เอลิอันโดร กอนซากา ข้ามหลอกในจังหวะแรก บอลไปถึง ภานุพงษ์ พลซา ก่อนจ่ายคืนไปให้ เอลิอันโดร กอนซากา ได้ยิงด้วยขวา ติดเซฟของ สรานนท์ อนุอินทร์ ที่ปิดเสาแรกได้ดี ป้องกันได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 19 เจ้าถิ่นก็มาพังประตูขึ้นนำจนได้ จากจังหวะโต้กลับเร็วใน เฟลิเป้ อโมริม พาบอลขึ้นมาก่อนจ่ายต่อให้ บิล โรซิมาร์ หลอกแนวรับ ชลบุรี เอฟซี แล้วจ่ายต่อไปให้ โชติภัทร พุ่มแก้ว ยิง ติดมือ ชนินทร์ แซ่เอียะ แต่ยังแรงพอเข้าประตูไป สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0

หลังเสียประตู รูปเกม ชลบุรี เอฟซี ยังไม่ดีขึ้น จูเนียร์ เอลด์สตอล จ่ายบอลพลาด ก่อนเป็น บิล โรซิมาร์ ที่พาบอลลุยเข้ามายิงด้วยขวา บอลหลุดกรอบออกไป

ทีมเยือน ยังพยายามปั้นเกมบุกสู้ หวังทวงประตูคืนให้ได้ ซึ่งก็สามารถสร้างโอกาสได้หลายครั้ง แต่ก็เป็นเพียงลูกหวาดเสียว ส่วน เจ้าถิ่น คอยเก็บตกจังหวะพลาด ของ ชลบุรี เอฟซี แล้วโจมตีด้วยเกมโต้กลับเร็ว ซึ่งก็มีโอกาสได้ลุ้นเบิกสกอร์เพิ่มเช่นกัน

นาทีที่ 38 ชลบุรี เอฟซี ตามตีเสมอได้สำเร็จ ลูกเตะมุมจากฝั่งขวา วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ เปิดเข้ามาให้ เอลิอันโดร กอนซากา โหม่งตุงตาข่าย สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 1-1 ก่อนจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้
j2
ครึ่งหลังเริ่มเกมมาไม่ถึง 1 นาที ชลบุรี เอฟซี ก็มาได้ประตูขึ้นนำ 2-1 อย่างรวดเร็ว ลูกเปิดจากริมเส้นฝั่งขวา นพนนท์ คชพลายุกต์ เปิดบอลข้ามแนวรับ สิงห์ เชียง รายยูไนเต็ด ไปที่เสาสอง เอลิอันโดร กอนซากา พุ่งมาโหม่งคนเดียวโล่งๆเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

แต่อีก 4 นาทีถัดมา สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ก็มาได้ลูกโทษที่จุดโทษ เมื่อ ผู้เล่น ของ ชลบุรี เอฟซี ไปทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ จากลูกเตะมุม และเป็น บิล โรซิมาร์ ยิงไม่พลาด สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ 1-1 ชลบุรี เอฟซี

นาทีที่ 61 สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ก็มาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง หลังโหมดบุกหนัก ลูกฟรีคิก ของ โชจีฮุน ยิงไปถูก ชนินทร์ แซ่เอียะ ปัดออกมาเข้าทาง ศราวุธ อินทร์แป้น ตามซ้ำเข้าไป เจ้าบ้าน ขึ้นนำด้วยสกอร์ 3-2

ชลบุรี เอฟซี พยายามแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวผู้เล่นทันที โดยถอดเอา สิทธิโชค ภาโส และ ภานุพงษ์ พลซา แล้วส่ง ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว และ การ์ฟา ดูโรซิมมี่ ลงเล่นแทน

นาทีที่ 78 ชลบุรี เอฟซี ที่พยายามสู้อย่างไม่ยอมแพ้ง่าย ตามตีเสมอได้สำเร็จอีกครั้ง เกมรุกฝั่งขวา ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว เปิดบอลเข้าไปตรงกลางให้ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ยิงไปติดบล็อกของ สุริยา สิงห์มุ้ย เปลี่ยนทางเข้าประตูไป สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 3-3 ชลบุรี เอฟซี

เกมทำท่าจะจบลงด้วยการเสมอกัน 3-3 อยู่แล้ว แต่ทว่า ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ สมคิด ชำนาญศิลป์ ก็มายิงประตูให้ เจ้าถิ่นขึ้นนำอีกครั้ง ขึ้นนำ 4-3 จากในช่วงเวลาที่เหลือ แม้ ชลบุรี เอฟซี จะพยายามโหมบุกอย่างหนักแต่เจาะไม่เข้า จบเกม สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เปิดบ้าน เอาชนะ ชลบุรี เอฟซี ไปด้วยสกอร์ 4-3

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันนัดต่อไป ของ ชลบุรี เอฟซี จะบุกไปเยือน ราชบุรี มิตรผล เอฟซี วันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค.นี้ ณ สนาม มิตรผล สเตเดี้ยม เวลา 18.30 น.