"แครอน บัตเลอร์" : อดีตนักเรียนเลวที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบาสเกตบอล

"แครอน บัตเลอร์" : อดีตนักเรียนเลวที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบาสเกตบอล
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

กว่าที่นักบาสเกตคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาถึงระดับ NBA และมีชื่อเสียงได้ ไม่เคยมีใครสักคนที่บอกว่ามันง่าย นี่คือลีกที่ว่ากันว่ารวมเหล่าปีศาจบาสเกตบอลจากทั่วทุกมุมโลกเอาไว้ในที่เดียวกัน แต่ยิ่งกว่านั้นคือ "นี่คือสถานที่ของลูกผู้ชายตัวจริง"

นี่คือเรื่องราวของหนึ่งในนักบาสที่ถูกเรียกว่า "เด็กเลว" ตัวจริงเสียงจริง ที่เมื่อวันหนึ่งเขาได้ค้นพบว่าอนาคตของตัวเองนั้นควรจะเป็น "ลูกผู้ชายตัวจริง" มากกว่าการเป็นนักโทษในเรือนจำ การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การ "ดีสุดขั้ว" จาก "ชั่วสุดขีด" จึงเริ่มขึ้น

ติดตามเรื่องราวของ แครอน บัตเลอร์ ผู้เล่นระดับแชมป์ NBA ที่อยู่กับวงการเด็กเลวมาตั้งแต่ 7 ขวบได้ที่นี่

สิ่งแวดล้อมนำพา.. 

แครอน บัตเลอร์ เหมือนกับเด็กผิวดำในย่านเสื่อมโทรมอีกหลายคน ที่แค่ลืมตาดูโลก ทุกอย่างก็เริ่มโหดร้ายตั้งแต่วินาทีนั้นเลย.. ที่เรซีน รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ย่านที่ว่ากันว่าการจะหาแก๊ง, ปืน และ ยาเสพติด สามารถหาได้ง่ายๆ ราวกับมีขายในร้านสะดวกซื้อ

1

"ที่นั่นมันเหมือนเกมการเอาตัวรอด มีคนถูกข่มขืน มีฆาตกรเดินสวนกับคุณตลอดเวลา มันเป็นสภาพแวดล้อมที่แย่มาก" แครอน บัตเลอร์ กล่าวถึงที่ที่เขาเกิดและเติบโต

เขาอาศัยอยู่บ้านกับแม่ที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ และนั่นทำให้ไม่มีเวลาในการดูแลเขามากนัก ชีวิตของแครอนส่วนใหญ่โดนฝากเลี้ยงไว้กับบ้านของลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งที่นั่นเองที่ทำให้เขาเริ่มเข้าสู่เส้นทางสายยาเสพติดครั้งแรกตั้งแต่อายุ 11 ปีเท่านั้น 

ณ ช่วงวัยดังกล่าว ไม่มีเด็กคนไหนแยกผิดถูกได้เต็ม 100% หรอก พวกเขารับอิทธิพลมาจากสิ่งรอบข้าง และเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองเห็นเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ทำกัน แครอนจึงเริ่มจากการเป็นเด็กส่งยาตั้งแต่เรียนประถม เขาทำตัวเป็นหัวหน้าแก๊ง มีแต่เพื่อนๆยำเกรง และเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยมัธยม ความห้าวก็ทวีคูณ 

"ลูกพี่ลูกน้องสองคนของผมเกาะติดที่ริมถนน พวกเขารับยาจากลุงของผมที่เป็นเหมือนกับพ่อของผมเลย ผมเห็นภาพพวกนี้มาตั้งแต่ 7 ขวบแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแค่ว่าเงินมันได้มาง่ายมาก ผมมองพวกเขาเป็นไอดอล และบอกว่าสักวันจะทำให้ได้อย่างพวกเขาแน่นอน" แครอนว่าไว้ 

2

เขาและลูกพี่ลูกน้องอีก 2-3 คนขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น หลังจากที่เคยค้าขายยาเสพติดกันในบล็อกแถวบ้าน มาถึงตอนนี้พวกเขาได้เอายานรกส่งตรงสู่โรงเรียน ซึ่งตัวของ แครอน บัตเลอร์ นั้นเป็น 1 เดียวของแก๊งที่ยังเรียนหนังสือ เขาจึงกลายเป็นเส้นทางลำเลียงยาไปโดยปริยาย

สำหรับเด็กคนอื่นๆอาจจะใช้ล็อคเกอร์ส่วนตัวที่โรงเรียนเพื่อเก็บของสำคัญหรือหนังสือ แต่แครอนนั้นต่างกัน ล็อคเกอร์ที่โรงเรียนของเขาบรรจุไปด้วยเงินสดที่ไร้ที่มาที่ไป เงินจำนวน 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ กับปืนพกขนาด .32 และแน่นอน ยาเสพติดที่เขาเป็นผู้ค้า คือสิ่งที่เขาเก็บไว้เสมอ เผื่อว่าสักวันมันอาจจะต้องใช้.. ถึงตรงนี้เขาคือเด็กเลวโดยบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

เข้าๆออกๆจนคิด

ด้วยความที่ยังเป็นเยาวชน แม้จะโดนตำรวจจับได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วโทษที่แครอนได้รับก็ไม่ได้หนักหนาจนทำให้เขาสำนึก แต่ละปีผ่านไปยังคงเหมือนเดิม ส่งยา รับเงินสด และทำตัวเป็นสมาชิกหัวแถวของแก๊ง เขาเชื่อมั่นในไลฟ์สไตล์นั้น 

3

จนกระทั่งเขาอายุ 15 ปี แครอนมีคดีความติดตัวถึง 15 คดี เข้าๆออกๆคุกเกือบ 20 ครั้ง ถ้าถามว่าการเรียนจบมัธยมกับการตายในคุกอันไหนใกล้ตัวเขากว่ากัน? แน่นอนว่าต้องเป็นอย่างหลังแบบไม่ต้องสงสัย

และตอนอายุ 15 นี้เองที่เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ หนนี้เขาเกม ถูกตำรวจจับอีกครั้ง ทว่าหนักหนากว่าที่เคย เพราะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เข้ามารวบตัวเขาถึงในโรงเรียน ที่ซึ่งล็อกเกอร์มีโคเคน, เงินสด และปืนพกเก็บไว้อยู่ บทลงโทษในครั้งนี้คือการถูกส่งเข้าสถานพินิจ.. ช่วงเวลานั้น เขาได้เห็นแม่ที่ทำงาน 2 กะแต่ไม่เคยได้เงินตามที่ควรได้ เดินทางมาเยี่ยมเขา พร้อมกับรอยน้ำตาและความโศกเศร้าเสียใจ มันทำให้เขารู้สึกผิด และเริ่มทบทวนอะไรบางอย่างในชีวิต 

ช่วงเวลาในสถานพินิจ เขานั่งทบทวนถึงชีวิตของตัวเองทุกวัน เขาเริ่มอยากจะค้นหาชีวิตจริงๆของตัวเองสักครั้ง เขาอยากจะเข้าไปในจิตใจของตัวเองเพื่อควักจิตวิญญาณที่เคยมีให้กลับมาอีกครั้ง สุดท้ายเขาก็พบว่าได้เวลาที่จะสนใจอนาคตบ้างแล้ว ที่สุดแล้ว ก็ได้พบกับสิ่งที่จะใช้มันนำทางสู่อนาคตที่สดใสและขาวสะอาด.. บาสเกตบอล

หลังพ้นโทษ เขาเริ่มพยายามห่างจากลูกพี่ลูกน้องที่ค้ายาให้ได้มากที่สุด แม้จะเปลี่ยนบ้านและที่อยู่ไม่ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะใช้เวลากับบางสิ่งให้มากขึ้น เพื่อลดเวลาที่จะได้เจอและสุงสิงกับคนที่อาจจะนำเขากลับไปทางเดิม นั่นคือการเล่นบาสเกตบอล ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะที่เขาได้รับจากช่วงที่ถูกขังอยู่ในสถานพินิจนั่นเอง 

จากการใช้บาสเกตบอลเพื่อหนีสังคมที่บ้าน แครอนเริ่มเอาจริงเอาจังกับมันเรื่อยๆ และหวังที่จะใช้กีฬานี้เป็นตัวเปิดทางที่ทำให้เขาเรียนจบมัธยมปลาย ซึ่งหากผ่านตรงนั้นไปได้และเขาทำงานหนักพอ เขาจะสามารถสอบชิงทุนจากมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งถ้าไปถึงตรงนั้นทุกอย่างจะถูกเริ่มนับ 1 ใหม่ทันที

4

เขาจะได้ออกจากเรซีน เมืองที่ทำให้เขาไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน จะได้ออกห่างจากวงจรชีวิตเดิมๆที่ยาเสพติดพร้อมจะส่งตรงถึงเขาในทุกวินาที.. รู้ตัวอีกทีเขาก็บ้าบาสเกตบอลไปแล้ว 

แครอนเป็นตัวแทนของทีมโรงเรียน เล่นในตำแหน่งเกมรับที่รวดเร็วและแข็งแกร่ง เขาจะซ้อมอยู่ตลอดเวลา แม้ทีมจะเลิกซ้อม เขาก็ยังซ้อมเดี่ยวจนมืดค่ำ จากนั้นก็จะออกไปทำงานพิเศษที่ร้านเบอร์เกอร์ คิง ทำทุกอย่างจนแรงหมดเพื่อที่กลับบ้านจะได้นอนหลับไปโดยไม่ต้องสุงสิงกับใครมากมายนัก ทำในส่วนของตัวเองก็พอ..

"ผมใช้ชีวิตอยู่ 2 ปีกับการเล่นบาสแบบสุดชีวิต และทุกๆเย็นต้องมานั่งแพ็คเบอร์เกอร์ที่ร้านเบอร์เกอร์ คิง ตอนนั้นผมเป็นตัวแทนของโรงเรียน ได้แข่งกับคนเก่งๆอย่าง โทนี่ โรโม (ที่ต่อมากลายเป็นยอดควอเตอร์แบ็คของ ดัลลัส คาวบอยส์ ในอเมริกันฟุตบอล NFL), ทารอน บาร์คเกอร์ (อดีตนักบาสชื่อดังในระดับมหาวิทยาลัย) และอีกหลายคน แต่คุณรู้อะไรไหม? ชื่อตัวท็อปพวกนี้สู้ผมไม่ได้สักคน ณ เวลานั้นผมคือผู้เล่นเกมรับอันดับ 1 ของวิสคอนซิน" แครอนเล่าถึงชีวิตที่ไร้ยาเสพติดมาแรมปีด้วยความสุข.. จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิมาถึง ฝันเขาก็แทบสลายในวัยเพียง 17 ปี

เอาโอกาสนั้นไป

"วันนั้นผมรู้สึกป่วยก็เลยขอลากลับบ้านมาตั้งแต่ตอน 8 โมงครึ่ง ขณะที่กำลังนอนอยู่ในบ้าน ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงกระแทกประตูดัง ตูม! ตูม! ตูม! รู้สึกตัว มองออกมานอกหน้าต่าง ก็เห็นรถตำรวจเต็มไปหมด จากนั้นพวกเขาก็พังประตูเข้ามา และเหวี่ยงผมลงกับพื้น" 

5

เจ้าหน้าที่ตำรวจของวิสคอนซินได้รับแจ้งเหตุว่าบ้านหลังที่คารอนอยู่นี้มียาเสพติดซ่อนอยู่ พวกเขาขอหมายค้นจากศาลและเดินทางมากันกลุ่มใหญ่ ทั้งตำรวจท้องที่, ATF (ตำรวจที่ดูแลในเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และวัตถุระเบิด), DEA (ตำรวจปราบปรามยาเสพติด) รวมถึงหน่วย S.W.A.T. (ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แครอนรู้ตัวดีว่า "เอาอีกแล้วหรือ?" 

เขาอาจจะห่างจากยากเสพติดไปนาน แต่วงการนี้เข้าง่ายออกยาก เหมือนกับขี่หลังเสือ บ้านของเขามีคนเข้าๆออกๆมากมาย และมันมีโอกาสสูงมากที่จะเจอยาเสพติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง และหากมีใครสักคนคิดจะเล่นงานเขาด้วยการเอายามายัดไว้และแจ้งความล่ะ? อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น 

เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาค้นไม่นานก็พบโคเคน 1 ออนซ์ พวกเขาบอกว่า "บิงโก" เสร็จข้าแล้วไอ้หนู นาทีนั้น แครอนหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม เขาพยายามหนีห่างมันมาเป็นปี และกำลังใช้ชีวิตใหม่ที่เดิมพันกับบาสเกตบอล ทว่าการเจอโคเคนและยาเสพติดอื่นๆเช่นนี้ ในฐานะคนมีประสบการณ์ เขารู้ทันทีว่า "อย่างต่ำๆก็ต้อง 10 ปี".. ถ้าเข้าไปรอบนี้ เขาจะไม่มีทางกลับมามีชีวิตและมีความฝันดังเช่นอเมริกันชนได้อีก 

"เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเจอยาแล้วบอกว่า ผมจบเห่แน่ ผมพยายามบอกเท่าที่ผมพูดได้ ได้โปรด นั่นไม่ใช่ของผมนะ.. พวกเขาบอก ไม่ต้องห่วงเลยไอ้หนู แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้แกนอนคุกได้ 10 ปีเลยนะโว้ย"  

6

อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่รู้จักกับเขาในสมัยที่เขาเข้าสถานพินิจเมื่ออายุ 15 ปี เขาชื่อว่า จ่าเกลเลอร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวคือจุดเปลี่ยนในการจับกุมครั้งนั้น เขามีความเชื่อมั่นในตัวแครอน และบอกคู่หูของเขาว่า "ปล่อยไป ยานั่นไม่ใช่ของเขา" ราวกับว่านั่นคือการให้โอกาสเริ่มชีวิตใหม่อย่างแท้จริง และแครอนไม่มีสิทธิ์จะพลาดเป็นครั้งที่ 2 อีกแล้ว เขาต้องทบทวนว่าเพราะอะไรทำไมเขาจึงเสี่ยงคุกทุกวินาทีได้ขนาดนี้?

"ผมทบทวนและเข้าใจถึงความบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นกับผมได้ทุกวันๆ ผมขายยา ผมทำในสิ่งต่างๆที่สร้างให้ตัวเองเป็นเป้า ผมทำร้ายตัวเองมานานจนกลายเป็นเหตุที่ทำให้ภาพลักษณ์ผมแย่ในมุมมองของหลายคน ขอบคุณจ่าเกลเลอร์ที่สุด ผู้ชายคนนี้คือผู้ให้โอกาสที่แท้จริงกับผม เขาสามารถจับผมโยนคุกและปล่อยให้ผมโดนพวกหมาป่ารุมขย้ำ ผมเคยมองว่าตำรวจนั้นเลวทุกคน.. แต่นั่นคือประสบการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนไปเลย" แครอนว่าไว้

ลุยอย่างเดียว

หลังจากได้โอกาสจากจ่าเกลเลอร์ ประจวบเหมาะกับเวลาในช่วงไฮสคูลของเขามาถึงช่วงปลายๆแล้ว แครอนจึงใส่เต็มที่ในการเล่นบาสจนได้ทุนจากมหาวิทยาลัยคอนเน็คติคัต และเล่นอยู่ที่นั่น 2 ปี

7

การได้ออกมาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยและการอยู่ไกลบ้าน ทำให้เขามีสมาธิและทุ่มเทกับการเล่นบาสได้มากกว่าที่เคยเป็น เขาลดน้ำหนักตัวลง 15 ปอนด์เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว จากนั้นก็เข้าสู่ทีม UConn Huskies ทีมบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยในฐานะรุกกี้ที่ดีที่สุดในรัฐ เขาเริ่มทำสถิติที่ยอดเยี่ยมมากมาย จนสุดท้ายเข้าถูกเรียกติดทีมชาติชุดแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปีชิงแชมป์โลกในปี 2001 ซึ่งแน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาลงเอยด้วยการเป็นแชมป์ 

ช่วงเวลาที่ Uconn คือปีที่ดีที่สุดในชีวิตเขา จากคนที่ตำรวจจับตากลายเป็นแมวมองระดับ NBA มานั่งกันเต็มสนามเพื่อรอดูฟอร์มของเขา และนั่นนำไปสู่การเข้าดราฟต์ NBA ในปี 2002 ซึ่งทำให้เขาได้ไปอยู่กับ ไมอามี ฮีต ในฐานะดราฟต์เบอร์ 10 ของปีดังกล่าว ก่อนย้ายไปเล่นให้ แอลเอ เลเกอร์ส, วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ในเวลาต่อมา

8

ในช่วง 6 ปีแรกใน NBA เขาก้าวกระโดดขึ้นมามาก ได้รางวัลมากมายทั้งการติดทีม NBA All-Rookie ในปี 2003, ติดทีมออลสตาร์ ในปี 2007-08 จากนั้นก็พีกสุดๆ เมื่อได้ร่วมทีม ดัลลัส แมฟเวอริกส์ และคว้าแชมป์ NBA ในปี 2011 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ และถูกจดจำจนทุกวันนี้ 

จากเด็กเลวที่สังคมมองเป็นบัวใต้ตม ไม่มีทางได้ออกมาเห็นแสงตะวันและโผล่พ้นน้ำ ทว่า แครอน บัตเลอร์ ทำลายคำติฉินเหล่านั้นด้วยความมุ่งมั่น ความเข้าใจในโอกาสของชีวิต และความเชื่อว่าตนเองจะต้องออกจากวังวนเดิมๆให้ได้ ซึ่งทุกวันนี้เขาเดินสายเล่าเรื่องราวต่างๆที่เขาเคยผ่านมาให้กับเด็กๆในย่านเสื่อมโทรมทั่วอเมริกาได้ฟัง.. จะเลวร้ายแค่ไหน แต่สุดท้ายชีวิตคือสิ่งที่คุณสามารถออกแบบได้ เพียงแต่ต้องมีความเชื่อมั่นที่มากพอ

9

"ผมอยู่กับอาชีพนี้และใช้ชีวิตแบบเหลือเชื่อเหมือนกับขี่พรมวิเศษ เด็กๆอาจจะเห็นผมในมุมนี้ แต่ผมต้องการให้พวกเขาเห็นถึงมุมที่ผมเคยผ่านมาว่ากว่าจะมาอยู่ตรงนี้ต้องเจอกับอะไรบ้าง?"

"เส้นทางแห่งชีวิตจะสร้างเรื่องราวให้คุณมากมาย เด็กๆหลายคนรู้สึกถึงสิ่งรอบตัว และพวกเขาต้องก้าวผ่านมาด้วยตัวเอง เคารพตัวเองให้มาก และจากนั้นทุกคนจะให้ความเคารพพวกเขาเอง แบบที่ผมเคยได้.. ความสำเร็จฝากใครสร้างไม่ได้หรอกนะ คุณต้องทำมันขึ้นมาเอง" แครอน บัตเลอร์ กล่าวทิ้งท้าย