"เซร์คิโอ รามอส" : แข้งที่แฟนทีมตรงข้ามเกลียดเข้าไส้ แต่แฟน เรอัล มาดริด ขอโค้งคารวะ

"เซร์คิโอ รามอส" : แข้งที่แฟนทีมตรงข้ามเกลียดเข้าไส้ แต่แฟน เรอัล มาดริด ขอโค้งคารวะ
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ไม่ว่าจะในการแข่งขันใดก็ตาม การตามหลังถือเป็นสิ่งที่บั่นทอนสภาพจิตใจของผู้ลงแข่งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนอกจากจะลุ้นผลงานตัวเองให้ดีแล้ว ยังต้องลุ้นให้ผู้นำทำผิดพลาดอีกด้วย ... ซึ่งส่วนใหญ่เหล่าผู้นำมักจะไม่ตกม้าตายง่ายๆ และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้ทีมที่ตามหลังนั้นจำเป็นจะต้องมีมากกว่าคุณภาพ แต่ยังต้องมีสภาพจิตใจที่ "ห้ามท้อ" ในการไล่ตามโดยเด็ดขาด

และนั่นคือสถานการณ์ที่ เรอัล มาดริด เป็นหลังจากโดน COVID-19 เบรกฤดูกาลเอาไว้ ก่อนจะกลับมาเตะกันใหม่ด้วยแต้มตามหลัง บาร์เซโลน่า คู่แค้นตลอดกาลอยู่ 2 คะแนน

100 เมตรสุดท้าย ต้องลุ้นกันนัดต่อนัด วัดกันที่ความนิ่งและสภาพจิตใจ.. ซึ่งอย่างที่ทุกคนรู้กัน สุดท้าย เรอัล มาดริด ทำได้สำเร็จ คว้าแชมป์ ลา ลีกา ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

และนี่คือ 1 ในนักเตะที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์ไล่ตามหลังจนแซงเข้าป้ายของ ราชันชุดขาว.. เซร์คิโอ รามอส

ผู้เรียนรู้จากความผิดพลาด

เดิมทีนั้น เซร์คิโอ รามอส ไม่ได้เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟโดยธรรมชาติ นับตั้งแต่ย้ายมาจาก เซบีย่า เมื่อ 15 ปีก่อนในปี 2005 เขามาในฐานะตำแหน่งแบ็คขวา รูปร่างของเขาตอนนั้นถือได้ว่าทรงดีสำหรับตำแหน่งฟูลแบ็ค สูงยาว มีความเร็ว และมีกล้ามเนื้ออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นบึ้กจนเกินไป เรียกได้ว่าเป็นพิมพ์นิยมเพราะสามารถเล่นได้ทั้งบอลกับพื้นและลูกกลางอากาศอีกด้วย

1

อย่างไรก็ตามช่วงแรกที่มาอยู่กับ มาดริด นั้น รามอส เจอกับช่วงเวลาที่ลำบาก ณ เวลานั้นเขาโดนเปลี่ยนตำแหน่งบ่อยครั้ง เดี๋ยวเซ็นเตอร์ฯ เดี๋ยวฟูลแบ็ค บางเกมก็ต้องขึ้นไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่เขาหาตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเองไม่เจอ โดนใบแดงบ่อย เล่นพลาดแบบไม่น่าพลาดก็ไม่น้อย จนเริ่มมีคนบอกว่าเขาแพงเกินไปสำหรับค่าตัว 27 ล้านยูโร เมื่อปี 2005 

เราคงไม่ต้องบอกกันเยอะว่าเขาสู้กับแรงกดดันสำเร็จหรือไม่ เพราะผลงานทุกวันนี้มันได้บอกชัดเจนอยู่แล้ว ทว่าสิ่งที่สำคัญที่ รามอส ผ่านเรื่องเหล่านี้มาได้คือทัศนคติ เขาไม่เคยกลัวความผิดพลาด และเชื่อว่าทุกสิ่งสามารถทำให้ดีขึ้นด้วยตนเอง คติดังกล่าวเขาสักคำพูดของ เนลสัน แมนเดล่า ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้ที่บอกว่า "ขอบคุณพระเจ้าสำหรับจิตวิญญาณที่ไม่มีใครเอาชนะได้ ฉันคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง และฉันคือกัปตันของจิตวิญญาณฉันเอง" (Thank God for my Unconquerable Soul. I am The master Of my Own destiny. The captain of my soul.) ที่ชายโครงทั้งสองด้าน 

รามอส คือหนึ่งในผู้เอาชนะความกดดันที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอล นอกจากการจะขยับเข้ามาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟและลบล้างคำสบประมาทจนกลายเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในโลกแล้ว หากยังจำกันได้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศฤดูกาล 2011-12 ที่ มาดริด พบกับ บาเยิร์น มิวนิค ในการดวลจุดโทษ ... รามอส รับหน้าที่สังหารและยิงหลุดคานไปไกล จนกลายเป็นมีมล้อเลียนที่เล่นกันทั้งโลก ซึ่ง ณ เวลานั้น รามอส เปิดเผยว่าโดยส่วนตัวเขาแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกอับอายจนกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากความผิดพลาดนั้น.. มีเพียงความผิดหวังที่ทำให้ทีมต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เท่านั้น  

ขณะที่พี่ชายของเขาเปิดเผยว่าหลังจากจบเกมนั้น เซร์คิโอ รามอส ได้บอกกับเขาว่า ลูกจุดโทษลูกต่อไปของเขาจะเป็นการยิงแบบ "ปาเนนก้า" แล้วเขาก็ทำมันจริงๆ ในเกมยูโร 2012 ที่ สเปน ดวลจุดโทษเอาชนะ โปรตุเกส

2

"ความจริงหนึ่งสิ่งในโลกฟุตบอล คือคุณต้องจำไว้ว่าคุณไม่สามารถเอาอดีตมาคุยข่มใครได้หรอก คุณต้องพิสูจน์ตัวเองในทุกๆ วัน กีฬาชนิดนี้ไม่มีที่ว่างให้ความทรงจำนัก เมื่อผ่านไปนานพอผู้คนก็จะลืมมัน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องทำงานหนักทุกวัน ทำมันอย่างต่อเนื่องราวกับมันเป็นเรื่องสำคัญกับชีวิต" รามอส ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ unamadridista 

ทัศนคติสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น รามอส เป็นคนที่เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2005 จนถึงปี 2020 หรือปัจจุบันนี้ เราได้เห็นเขาพัฒนาขึ้นมาหลายด้าน ทั้งเรื่องร่างกายที่กำยำแข็งแกร่งแม้จะอยู่ในวัย 34 ปีแล้ว นอกจากนี้เขายังสามารถปรับตัวกับการเป็นกองหลังสไตล์ฟุตบอลสมัยใหม่ ที่ครองบอลได้ ออกบอลด้วยเท้าดี แต่ก็ยังไม่ลืมซิกเนเจอร์ของตัวเองอย่างการเล่นลูกกลางอากาศ และที่สำคัญที่สุด คือการก้าวเข้ามาเป็นมือสังหารจุดโทษหมายเลข 1 ของทีมที่ไว้ใจได้.. ทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเก่งและครบเครื่องยิ่งกว่าตอนหนุ่มๆ ด้วยซ้ำไป

ผู้นำที่แท้จริง

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น การย้ายเข้ามาตอนอายุยังไม่เข้าเลข 2 ของ รามอส กับสโมสรอย่าง เรอัล มาดริด มันทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่างจนกระทั่งพิสูจน์ตัวเองได้ หนึ่งในนั้นคือการได้เป็นรองกัปตันทีมของ มาดริด ตั้งแต่อายุ 24 ปีเท่านั้น โดยกัปตัน ณ เวลานั้นคือ อิเคร์ กาซิยาส

3

"มันเป็นผลมาจากการทำงานหนัก ผมฝันเสมอว่าจะเป็นกัปตันของ มาดริด ให้ได้เพื่อชดเชยทุกสิ่งที่ผมเคยผ่านมา ผมมีความสุขที่ได้เป็นเบอร์ 2 รองจาก กาซิยาส เมื่อมาที่นี่ไม่ว่าจะเจอกับอะไรคุณก็ต้องพร้อมที่จะรับมือ คุณต้องรู้สึกถึงประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้ ผมหวังว่าผมจะได้แขวนสตั๊ดกับ มาดริด และนั่นคงเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำอย่างที่สุด" เขาว่าไว้ในปี 2011 และแน่นอนว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ตัวเองได้วาดฝันไว้

เหตุผลที่ทำให้ รามอส เป็นผู้นำที่แท้จริง คือเขาเป็นคนเป็นคนกล้าชนกับปัญหา และนักเตะในทีมมีปัญหากับเขาแน่หากว่ามีการเล่นไม่เต็มที่หรือทำตัวไม่สมกับการเป็นนักเตะของ มาดริด ซึ่งตัวของ รามอส ยอมรับว่าเขาไม่กลัวที่จะเตือนใคร และไม่กลัวที่จะต้องทะเลาะกับใครด้วย

ครั้งหนึ่งเขาเคยไปต่อว่า มาร์เซโล่ เรื่องความไม่ทุ่มเทในการซ้อม ซึ่งการพูดตรงๆ ของเขานั้นไม่ทำให้สปิริตทีมเสีย มาร์เซโล่ รับฟังและเข้าใจ ซึ่งทุกวันนี้ทั้งสองคนยังนับถือกันเหมือนเป็นพี่น้องเลยทีเดียว ขณะที่ช่วงเวลาหนึ่ง คาริม เบนเซม่า และ อิสโก้ ไม่ค่อยได้ลงสนาม รามอส ก็เป็นคนเข้าไปกระตุ้นและบอกให้ทั้ง 2 คนลดน้ำหนัก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทั้ง เบนเซม่า และ อิสโก้ ก็กลับมาเป็นตัวหลักและมีส่วนสำคัญในชุดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 3 สมัยรวด ในปี 2016-2018

นอกจากนี้ การเป็นผู้นำนอกสนามคือของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ดานี่ การ์บาฆัล เคยให้สัมภาษณ์ว่าแม้จะมีนักเตะอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือดาวเตะระดับโลกในทีมอีกหลายราย แต่สุดท้ายแล้ว รามอส คือผู้นำตัวจริงที่พิสูจน์ด้วยผลงานและระยะเวลาแล้ว

"กัปตันของเราคือ เซร์คิโอ เขาคว้าแชมป์มามากมายและใช้ช่วงเวลาที่สุดยอดมาหลายปีกับสโมสรแห่งนี้" การ์บาฆัล กล่าว

กัปตันในแบบฉบับของ รามอส คือการแสดงความดุดันออกมาเมื่ออยู่ในสนาม เราอาจจะเคยเห็นนักเตะหลายคนที่เป็นกัปตันทีม แต่สื่อสารน้อยจนทำให้โดนวิจารณ์มาหลายคน ไม่เว้นแม้แต่กระทั่ง ลิโอเนล เมสซี่ ทว่า รามอส ไม่ใช่อย่างนั้น เขาเหมือนกัปตันทีมที่หลุดมาจากยุค 90s ซึ่งเราจะเห็นได้จากแอ็คชั่นต่างๆ ของเขาในสนาม

เขามักจะผายมือเรียกบอลจากเพื่อนร่วมทีมในเวลาที่ตัวเองว่าง และทำท่าชี้ไม้ชี้มือเมื่อจัดระเบียบเกมรับ หรือแม้กระทั่งส่งสัญญาณมือเวลาทีมเล่นลูกเตะมุม ยิ่งในช่วงการแข่งแบบนิวนอร์มอล จะเห็นได้ว่าบางเกม รามอส ตะโกนดังทะลุซาวด์กองเชียร์ที่เปิดคลอมาเลยทีเดียว 

4

"ทุกครั้งที่เซร์คิโอเข้าห้องล็อกเกอร์ มันเหมือนกับว่า เรอัล มาดริด เป็นของเขา ทุกครั้งที่เขาก้าวขึ้นไปบนสนาม มันเหมือนกับว่าเขาได้คิดค้นฟุตบอลทั้งหมดด้วยตัวเอง"

"บางครั้งสโมสรกล่าวหาว่าเขาเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ และคู่แข่งกล่าวหาเขาว่าเขาเป็นพวกหัวรุนแรง.. แต่เมื่อผู้เล่นทั่วไปซ่อนตัวภายใต้ความกลัวและกังวล เขาคนนี้นี่แหละที่จะท้าทายคนทั้งโลกด้วยการยิงปาเนนก้า" ฮอร์เก้ บัลดาโน่ อดีตกุนซือของ มาดริด ว่าถึง รามอส ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา 

เหตุผลที่เขาทำเช่นนั้นและเพื่อนร่วมทีมฟังได้ นั่นก็เพราะเขาแสดงความเป็นผู้นำออกมาตลอดเวลา เขารับปลอกแขนมาจาก กาซิยาส ในวันที่ย้ายไป เอฟซี ปอร์โต้ เมื่อปี 2015 หลังจากนั้น รามอส ก็อยู่ในช่วงเวลาที่ทั้งดีและร้ายของ มาดริด มาตลอด ในช่วงปีแรกที่เขารับบทกัปตัน เขาแบกแนวรับของทีมอย่างชัดเจนเพราะ เปเป้ ก็เจ็บบ่อย, ราฟาเอล วาราน ก็เด็กเกินไป ขณะที่ นาโช่ เฟร์นานเดซ ก็ยังมือไม่ถึงสำหรับตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ว่าง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าทีมจะต้องการเกมรับหรือต้องการประตู รามอส ยังคงเป็นผู้นำที่เพื่อนร่วมทีมและกุนซือเชื่อใจได้เสมอ

5

"กัปตันของเราคือผู้นำของเราทั้งในและนอกสนาม เขาเป็นผู้เล่นที่ไม่สามารถเอาชนะได้ เขามีความโดดเด่น และเรารู้ในสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้คนอื่นๆ ผมมีความสุขกับเขา เขายิงจุดโทษด้วยความมั่นใจจริง" ซีเนดีน ซีดาน เจ้านายของเขาว่าไว้เช่นนั้นในวันที่ รามอส ซัดจุดโทษใส่ แอธเลติก บิลเบา ซึ่งในเกมนั้นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ มาดริด พลิกมาแซง บาร์เซโลน่า เป็นจ่าฝูงก่อนจะเข้าป้ายในท้ายที่สุด

Ramos vs The World

มีไม่บ่อยนักที่นักเตะเกมรับคนหนึ่งจะเป็นทุกอย่างในสนาม ซึ่งตัวของ รามอส ถือว่าเป็นคนที่ครบเครื่องที่สุดในยามที่ทีมต้องการชัยชนะ มันชัดเจนว่าจะถูกหรือผิดเขาไม่สนใจ สุดท้ายถ้าแลกด้วยผลลัพธ์ที่ทีมต้องการ รามอส สามารถทำในสิ่งที่ทำให้เขาโดนด่าและโดนวิจารณ์ว่าเป็นพวกไม่มีความเป็นมืออาชีพได้อย่างเต็มใจ 

6

ไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 2018 จังหวะการกระตุกไหล่ของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในช่วงต้นเกมนั้น ไม่ว่ารามอสจะตั้งใจหรือไม่ แต่ที่สุดแล้ว นี่คือจังหวะที่เปลี่ยนโมเมนตั้มของเกมไปโดยสิ้นเชิง เขาจัดการกับนักเตะที่อันตรายที่สุดของ ลิเวอร์พูล นอกจากนี้ยังโดนกล่าวหาว่าเล่นนอกเกมใส่ ลอริส คาริอุส ผู้รักษาประตูหงส์แดง จนว่ากันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดในเกมนั้นของนายทวารชาวเยอรมันอีกด้วย

จะตั้งใจแค่ไหนไม่มีใครู้ แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน เรอัล มาดริด จบเกมด้วยชัยชนะ 3-1 อย่างยิ่งใหญ่ แม้ว่าหลังเกมดังกล่าว รามอส โดนก่นด่าจากทุกสารทิศในฐานะคนที่ทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพ ขณะที่รามอสแอ่นอกรับคำนั้น แถมยังตอกกลับด้วยวาทะสุดแสบที่ทำให้แฟนลิเวอร์พูลไม่เคยลืม

"ไม่ใช่การเล่นรอบชิงครั้งแรกที่ ลิเวอร์พูล ต้องพ่ายแพ้  เขา (ซาลาห์) คล้องแขนของผมก่อน และผมก็ล้มไปอีกด้าน เขาได้รับบาดเจ็บที่แขนอีกข้าง แต่พวกเขาบอกว่าผมล็อคแขนเขาแบบยูโด หลังจากนั้นผู้รักษาประตู (คาริอุส) บอกว่าผมเข้าไปชนเขาจนเบลอ ตอนนี้ผมรอแค่ฟีร์มิโนบอกว่า เขาเป็นหวัดเพราะเหงื่อของผมหยดไปที่ตัวของเขาเท่านั้น" รามอส กล่าวหลังโดนโจมตีอยู่นานสองนานกับกรณีนี้ 

อย่างไรก็ตาม ในอีกทางหนึ่งคือ (ในกรณีที่ตั้งใจ) คงไม่มีใครกล้าเล่นอะไรแบบ รามอส เรื่องเล่นงานคู่แข่งให้เจ็บเราอาจจะเคยเห็นนักเตะหลายคนทำ แต่การเอา ซาลาห์ ให้ร่วงในเกมนัดชิงชนะเลิศ คือสิ่งที่ใครหลายคนไม่กล้าทำ เพราะมันเสี่ยงต่อการโดนใบแดง และทำให้สถานการณ์กลับตาลปัตร ซึ่งเรื่องนี้ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กองหลังของ ยูเวนตุส ยอมรับว่า รามอส เป็นกองหลังที่มีเซ้นส์ในการเล่นตุกติกระดับโลก เขามักจะเลือกทำอะไรในจังหวะชี้เป็นชี้ตายได้ดีเสมอ ... และนั่นคือสิ่งที่แม้แต่ คิเอลลินี่ ยังพูดตรงๆ ว่า ในฐานะกองหลัง รามอส ได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทีมของเขาแล้ว 

7

"คนส่วนใหญ่ไปโจมตีหาว่าเขาเป็นพวกนิสัยไม่ดีที่ไปทำแบบนั้น ไปเล่นนอกเกม โดยเฉพาะแฟนลิเวอร์พูลที่สาปแช่งเขา แต่สำหรับผม มองว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงเลยนะ เพราะมันเป็นการเก็บคนสำคัญของคู่แข่งแล้วทำให้ทีมตัวเองคว้าแชมป์ได้ แต่การทำแบบนั้นก็เสี่ยงไปนิด เพราะมันมีโอกาสทำให้ ซาลาห์ แขนหักได้เลย" คิเอลลินี่ เขียนลงอัตประวัติส่วนตัวของเขา

"รามอสคือกองหลังที่ดีที่สุดในโลก เขารู้วิธีชี้ขาดในเกมสำคัญ ด้วยการยื่นมือเข้าไปทำอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือเหตุผล แม้แต่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บ ด้วยไหวพริบที่เข้าใกล้กับคำว่าชั่วร้าย"

"ความแข็งแกร่งที่เขาส่งผ่านสู่ทีม จากการปรากฎตัวในสนามนั้นเหลือเชื่อมาก ไม่มีรามอส นักเตะระดับแชมเปี้ยนอย่าง วาราน, การ์บาฆัล และมาร์เซโล ก็เป็นเหมือนเด็กน้อย ฟอร์มของพวกเขาถดถอยลงทันที เรอัล มาดริด กลายเป็นทีมที่ไร้การป้องกัน" ตำนานกองหลังของ ยูเว่ กล่าว 

ไม่ใช่แค่เรื่องการตัดสินใจในสนามเท่านั้น เมื่ออยู่นอกสนาม รามอส ยังคงเป็นเหมือนผู้ถือธงของความเป็น "เรอัล" อย่างชัดเจน เขาคือนักเตะที่ออกตัวเรื่องการแบ่งแยกประเทศของแคว้น กาตาลุนย่า ที่เป็นถิ่นของคู่ปรับตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลน่า เขาคือคนที่กล้าวิจารณ์ และพร้อมไฝว้ทุกคนโดยไม่สนใจใคร ในยามที่นักเตะ บาร์เซโลน่า วิจารณ์ เรอัล มาดริด ว่าได้เปรียบในเรื่องของการตัดสิน รามอส มักจะเป็นคนแรกๆ ที่ตอบกลับด้วยวาจาที่เจ็บจี๊ด และทำให้เขากลายเป็นนักเตะของ มาดริด ที่แฟนๆ ของ บาร์ซ่า เกลียดที่สุดในทีมชุดนี้ไปโดยปริยาย

8

สุดท้ายแล้วใครจะว่าอย่างไร รามอส คงไม่สนหรอก เขาทำทุกอย่างได้เพื่อชัยชนะ เขาพัฒนาตัวเอง ยกระดับเพื่อนร่วมทีม และเป็นศูนย์กลางของทีมเมื่อลงสนาม และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าแฟนบอลทีมไหนจะเกลียดจนอยากจะแช่งชักหักกระดูกเขา แต่แฟนๆ ของ เรอัล เปรียบเขาเหมือนกับพระเจ้า และยกย่องให้เป็นกัปตันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสโมสร 

"ทุกอย่างเพื่อทีม" คำๆ นี้คือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่สำหรับ รามอส อย่างแท้จริง เขามีคำกล่าวประจำตัวอยู่คำนึงว่า "ถ้าผมเป็นพวกสนใจรางวัลส่วนตัว ผมคงไปเป็นนักเทนนิสแล้ว" ... จุดนี้มันชัดเจนเหลือเกินว่าทัศนคติ การวางตัว รวมถึงศักยภาพของรามอส มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อแชมป์ ลา ลีกา สมัยที่ 34.. และยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ณ เวลานี้

9