"คนดำไปเล่นที่อื่น" : ลีกเบสบอลของคนผิวดำที่รวมพลังกันจนได้รับการยอมรับจากคนผิวขาว

"คนดำไปเล่นที่อื่น" : ลีกเบสบอลของคนผิวดำที่รวมพลังกันจนได้รับการยอมรับจากคนผิวขาว
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ประเด็นต้านการเหยียดผิว ยังคงเป็นเรื่องราว ที่คนทั้งโลกให้ความสนใจ เพื่อยุติความไม่เท่าเทียมกัน ระหว่างเพื่อนมนุษย์ ที่เกิดขึ้นตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา

คนไทยอาจไม่คุ้นเคยกับปัญหาความแตกต่างทางสีผิว แต่ที่สหรัฐอเมริกา การเหยียดผิวคือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด สีผิวกลายเป็นสิ่งที่แบ่งแยกผู้คน สิทธิ เสรีภาพ ระหว่างมนุษย์กลับแตกต่างกัน เพราะสีผิว

ในอดีต วงการกีฬาสำหรับคนผิวดำ ไม่เคยเท่าเทียมกับคนผิวขาว ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 คนผิวดำ ไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นลีกเบสบอลอาชีพ ร่วมกันกับคนขาว ทั้งที่พวกเขารักกีฬานี้ ไม่น้อยกว่าใคร

ท้ายที่สุด คนผิวดำจึงต้องเริ่มต้น สร้างลีกของตนเองขึ้นมา และนี่คือเรื่องราวของพวกเขา

กีฬาของสุภาพบุรุษ

ช่วงปลายศวรรษที่ 19 ไม่มีกีฬาไหนจะได้รับความนิยม มากไปกว่าเบสบอล กระแสของกีฬานี้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การก่อตั้งลีกอาชีพ อย่าง National League ในปี 1876 ซึ่งพัฒนากลายเป็น MLB ลีกเบสบอลอันดับหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา

1

ลีกนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้เล่นเบสบอล ที่ต้องการพัฒนากีฬาชนิดนี้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม คนผิวดำกลับถูกปิดกั้นโอกาส ไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม กับการเป็นส่วนหนึ่งของ National League 

ไม่มีกฎอย่างเป็นทางการ ที่ห้ามคนผิวดำ เข้ามามีส่วนร่วมกับกีฬาเบสบอล อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เล่นเบสบอล ได้ทำการเจรจา แบบไม่มีการลงบันทึกลายลักษณ์อักษร ให้กีฬาเบสบอลเป็นกีฬาสงวนสิทธิ์ เฉพาะคนขาวเท่านั้น 

ผลลัพธ์การเจรจาครั้งนั้น ถูกเรียกกันว่า "ข้อตกลงของสุภาพบุรุษ" ด้วยความต้องการที่จะรักษาคุณค่า ของกีฬาเบสบอล และมองว่ากีฬานี้ เป็นกีฬาชั้นสูง เกินกว่าที่จะยอมให้แปดเปื้อน

การกระทำของคนผิวขาวในเวลานั้น คือการเหยียดผิว อย่างไม่ต้องสงสัย.. แต่ในศตวรรษที่ 19 การแบนคนผิวดำจากกีฬาเบสบอล คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ในสังคมสหรัฐอเมริกา ไม่มีใครมาเรียกร้องสิทธิให้คนผิวสี พวกเขาทำได้แค่ปิดปากเงียบ

คนผิวดำ มีหัวใจที่รักเบสบอล ไม่ต่างจากคนผิวขาว และต้องการจะเล่นเบสบอลในระดับอาชีพ แม้ว่าลีกเบสบอล จะไม่ได้ถึงกับปิดกั้นโอกาสของคนผิวดำเสียทั้งหมด โดยอนุโลมผู้เล่นผิวสีบางคน ให้เข้าร่วมลีกได้ โดยอ้างว่าผู้เล่นเหล่านั้นเป็นคนผิวขาว แต่ผู้เล่นที่ได้ร่วมลีก ได้รับโอกาสลงสนามน้อยมาก บางคนได้เล่นแค่เกมเดียว แถมยังต้องเผชิญหน้ากับการเหยียดผิว ในวงการเบสบอลอีกด้วย

นอกจากนี้ หลายทีมเบสบอล ยังคงห้ามคนผิวดำ ไม่ให้เข้ามาเป็นผู้เล่นของทีม ไม่เพียงเท่านั้น บางทีมไม่อนุญาตให้คนผิวดำ สมัครเข้าเป็นสมาชิกของทีม ซึ่งจะมีส่วนในการสนับสนุน และโหวตทิศทางการบริหารของทีม

2

การเหยียดผิวในกีฬาเบสบอลช่วงนั้น เลยเถิดจนถึงขั้นที่ว่า เหยียดแม้กระทั่งมาสคอตของทีมเบสบอล โดยทีม ชิคาโก ไวท์ สต็อคกิงส์ (ชิคาโก คับส์ ในปัจจุบัน) มีมาสคอตประจำทีม ซึ่งผิวสีดำ อันนำมาซึ่งชื่อเล่นที่ถูกตั้งให้อยู่หลายชื่อ เช่น เจ้าแรคคูนน้อย, เจ้ามืดน้อย หรือ ไอ้ดำไร้ประโยชน์ ซึ่งกลุ่มคนที่ตั้งชื่อเล่นพวกนี้ให้ ก็คือคนผิวขาวที่เป็นผู้เล่นของทีมชิคาโก

เมื่อการเหยียดผิวชัดเจนขนาดนี้ คนผิวดำจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตั้งลีกเบสบอลของตัวเองขึ้นมา เพราะสุดท้าย พวกเขาต้องการได้รับโอกาสเล่นกีฬาเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมอันดับหนึ่ง เหมือนกับคนอื่นในสังคม 

เพราะก่อนหน้านี้ คนผิวดำได้พยายามสู้ เพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเองอยู่บ้าง เช่น กรณีของ เวลดี วอล์คเกอร์ (Weldy Walker) ผู้เล่นแอฟริกัน-อเมริกันคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของลีกเบสบอล National League ได้ออกมาพูดถึงความยากลำบาก ที่คนผิวดำซึ่งรักกีฬาเบสบอล ต้องเผชิญอยู่หลายครั้ง

"ผมคิดว่าเราควรมีเหตุผลที่ดีกว่านี้ ในการเลือกคนเข้าลีก เช่น ความสามารถ, พฤติกรรม, ความฉลาดในการเล่น ไม่ใช่คัดเลือกจากสีผิว" วอล์คเกอร์กล่าว

ต่อให้คนผิวดำพยายามมากแค่ไหน สุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยน วอล์คเกอร์ได้ลงเล่นแค่ 5 เกม ก็ถูกทีมยกเลิกสัญญา และเจ้าตัวยังเผยว่า เขาถูกเหยียดผิวอย่างหนัก ตลอดเวลาที่ร่วมทีมกับคนขาว แถมถูกผู้เล่นคนขาว รวมหัวกันบีบให้เขาออกจากทีมอีกด้วย

Negro National League

ท้ายที่สุด โอกาสเล่นเบสบอล ของคนผิวดำในฐานะกีฬาอาชีพ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กับลีก Negro National League เมื่อปี 1920 ที่ถูกก่อตั้งโดย รูบี ฟอสเตอร์  คนผิวดำที่เคยได้เล่นในลีกเบสบอลอาชีพ ร่วมกับคนผิวขาวมาก่อน

3

ฟอสเตอร์มีความต้องการอย่างมาก ที่จะผลักดันโอกาสในการเล่นเบสบอลของคนผิวดำ ให้ทัดเทียมกับคนขาว เขาตั้งทีมของคนผิวดำขึ้นมา ก่อนจะชักชวนคนอื่น ให้สร้างทีมมาแข่งขันกับเขา จนนำไปสู่การเกิด Negro National League ในที่สุด

การก่อตั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่งานที่ยาก คือการทำให้ลีกนี้อยู่รอด เพราะการเป็นลีกของคนดำ หมายความว่า คนขาวไม่มีกิจธุระอะไร ที่ต้องมาสนับสนุนลีกเบสบอลลีกนี้ ... Negro National League จึงเป็นเหมือนลีกของคนดำ เล่นเพื่อคนดำ และออกค่าใช้จ่ายโดนคนดำ ซึ่งคนดำที่มีฐานะดีในสหรัฐอเมริกา ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ กับช่วงเวลาที่พวกเขา ยังไม่ได้สิทธิ์เท่าเทียมกับคนขาว

เป้าหมายของลีกนี้ในปีแรก คือทำอย่างไรก็ได้ให้ลีกนี้ สามารถแข่งขันต่อในปีที่ 2 เพราะหากเริ่มต้นและต้องจบในปีเดียว โอกาสของผู้เล่นผิวดำ กับการเล่นเบสบอลอาชีพ อาจจะจบลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ ในขณะที่ลีกอื่น ทีมเหย้ามีสนามแข่งเป็นของตัวเอง ทีมเบสบอลผิวดำกลับไม่มีสนามเหย้าของทีม ต้องใช้สนามกลางในการแข่งขัน อีกทั้งสนามที่ใช้ได้ ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในเมืองแคนซัส ซิตี และ พิตส์เบิร์ก เพียงสองเมืองเท่านั้น สำหรับฤดูกาลแรก

เห็นได้ชัดว่า นอกจากผู้เล่นผิวดำ จะไม่ได้รับโอกาสเท่าผู้เล่นผิวขาว ต่อให้พวกเขาแยกมาตั้งลีกของตัวเอง คนผิวดำยังคงต้องเผชิญหน้า กับความเลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากสีผิวเหมือนเดิม

ไม่เพียงเท่านั้น Negro National League ต้องเผชิญหน้ากับการเย้ยหยันจากสื่อ ว่าเป็นลีกเบสบอลที่รวมพวกห่วย ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นคือคนผิวดำ 

4

แม้ว่าลีก จะสามารถก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ได้สำเร็จ แต่ไม่มีใครรู้ว่า ลีกของคนผิวดำ จะไปได้ไกลแค่ไหน ท่ามกลางสังคมที่ไม่ให้ค่าพวกเขา และมองว่าเป็นลีกเบสบอล ที่ต่ำกว่าลีกอื่นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ถึงคนขาวจะหันหลังให้พวกเขา แต่หากคนดำร่วมมือกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ... ฟอสเตอร์พยายามโน้มน้าวใจ ให้คนดำที่มีฐานะในเมืองใหญ่ เช่น ชิคาโก, อินเดียนาโปลิส, แคนซัส ซิตี, เซนต์หลุยส์, ดีทรอยต์ หันมาสนับสนุนลีกนี้ จนลีกมีฐานะการเงินที่ดีขึ้น และได้รับการจับตาอย่างมาก ในช่วงปี 1923 และ 1924

กระนั้น Negro National League ยังคงตกเป็นเป้าโจมตี จากสื่อกีฬา ที่มักกล่าวอ้างว่าลีกนี้ เป็นลีกที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในเรื่องของการตัดสิน ไปจนถึงมีการล็อคผลการแข่งขัน โดยเฉพาะการมุ่งเป้าโจมตี ไปที่ผู้ก่อตั้งลีก อย่าง รูบี ฟอสเตอร์ ผู้ก่อตั้งลีก ที่เป็นเจ้าของทีมในลีกนี้ด้วยเช่นกัน

มรดกสู่คนรุ่นหลัง

แรงกดดันอย่างหนัก ส่งผลเสียต่อลีก Negro National League ในที่สุด การถูกสื่อวิจารณ์อย่างหนัก ส่งผลให้ฟอสเตอร์ป่วยเป็นโรคเครียด จนต้องลาออกจากตำแหน่งประธานลีก ในปี 1926

5

เมื่อขาดหัวเรือใหญ่ ลีกจึงเริ่มตกต่ำลง รายได้ขาดหาย จนเกิดปัญหาทางการเงิน ท้ายที่สุด ลีกเบสบอลที่เป็นความภูมิใจของคนดำ ต้องปิดตัวลง ในปี 1931

แม้การเดินทางของ Negro National League จะจบลง แต่ลีกนี้ได้ทิ้งมรดกมหาศาลเอาไว้ ในวงการเบสบอล ... แฟนเบสบอลบางส่วน ที่เป็นคนผิวขาว เริ่มเปิดใจให้กับผู้เล่นผิวดำ เพราะลีกนี้ หลายคนได้มีโอกาสเห็นว่า คนดำเล่นเบสบอลได้ดี ไม่แพ้คนผิวขาว

ช่วงเวลาที่มี ลีกเบสบอลของคนดำ คือช่วงเวลาที่พวกเขามีความสุข ถึงแม้ว่าจะเกิดจากการแบ่งแยก การถูกเหยียดผิว แต่อย่างน้อย ก็เป็นโอกาสที่คนดำจะได้ใช้เวลา ไปกับกีฬาที่พวกเขารัก อย่าง เบสบอล

เสียงเรียกร้อง ให้นำลีกเบสบอลของคนผิวดำ กลับมาแข่งขันอีกครั้ง มีอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งบรรลุผล ในปี 1937 ลีกกลับมาอีกครั้ง ในชื่อใหม่ Negro American League ซึ่งนำทุกทีมที่เคยแข่งขันใน Negro National League กลับมาร่วมเล่น ภายใต้ลีกเดียวกันอีกครั้ง

Negro American League ได้รับเสียงตอบรับ ที่แตกต่างออกไป ตอนนี้ลีกมีกลุ่มแฟนคลับเป็นของตัวเอง กลุ่มคนที่ชื่นชอบ ที่จะดูคนผิวดำเล่นเบสบอล กลายเป็นลีกกีฬาทางเลือก ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย ในสหรัฐฯ 

ยิ่งเวลาผ่านไป ลีกเบสบอลของคนดำยิ่งได้รับความนิยม ปี 1942 มีคนสหรัฐฯ มากกว่าล้านคน ที่ติดตามชมการแข่งขันของลีกนี้ 

กระทั่งท้ายที่สุด ลีก Negro American League กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้กำเนิด นักเบสบอลผิวสีระดับตำนาน แจ็คกี โรบินสัน ได้เริ่มโชวฝีมือ และถูกทีม บรูคลิน ด็อดเจอร์ส (ลอสแอนเจลิส ด็อดเจอร์ส ในปัจจุบัน) ดึงตัวเข้าไปเล่นใน Major League Baseball และกลายเป็นคนผิวดำ ที่ลบกำแพงสีผิว เปิดทางให้คนผิวดำ ได้รับการยอมรับ ในลีกเบสบอล ให้เล่นร่วมกับคนผิวขาว ท้ายที่สุดลีกเบสบอลของคนผิวดำ จึงปิดตัวลง ในปี 1962 เพราะไม่มีเหตุผล ที่จะต้องแบ่งแยกลีก ระหว่างคนผิวขาว กับผิวดำอีกต่อไป

6

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ลีกเบสบอลของผิวดำ มีอิทธิพลอย่างมาก กับการช่วยให้คนผิวดำ ได้รับการยอมรับจากวงการเบสบอล ทั้งเปิดโอกาสให้คนผิวดำ ได้โชว์ฝีมือ และความรักที่มีต่อกีฬาเบสบอล จนได้รับการยอมรับ จากสังคมอเมริกัน

กระนั้น เราต้องไม่ลืมว่า หากไม่มีการเหยียดผิว คนผิวดำคงไม่จำเป็น ที่จะต้องมาตั้งลีกเบสบอล เล่นแยกกับคนผิวขาว เสียเวลาหลายสิบปี รวมถึงโอกาสมากมาย ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่ง กับประวัติศาสตร์แรกเริ่มของกีฬาเบสบอล ต้องทนกับการถูกต่อว่า ดูแคลนมาอย่างยาวนาน 

เพียงเพราะแค่ มีสีผิวที่แตกต่างกัน เท่านั้นเอง...